ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 390 เพื่อนสนิทพบกัน
หนึ่งเดือนต่อมา พระราชวังต้าเฉียน ตำหนักหมิงเยว่
ภายในศาลาริมสระน้ำแห่งหนึ่ง หลังจากให้นางกำนัลรอบข้างแยกย้ายกันไปแล้ว องค์หญิงหมิงเยว่ก็พิงร่างอรชรของนางเข้ากับราวระเบียง ในมือถือเหยื่อล่อให้อาหารปลาหลี่ในสระน้ำ
เมื่อโยนเหยื่อล่อชิ้นสุดท้ายออกไปแล้ว นางจึงค่อยๆ หมุนตัวกลับอย่างระมัดระวัง รอจนกระทั่งนั่งได้มั่นคงแล้วจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของนาง “เจ้าไม่จำเป็นต้องระวังถึงเพียงนี้ ลูกของพวกเราไม่ได้บอบบางขนาดนั้น”
หลังจากได้ยินเสียงของจีหมิงเยว่ องค์หญิงหมิงเยว่ก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “เช่นนั้นไม่ได้ หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาล่ะ”
ในสายตาของคนภายนอก ท้องของ องค์หญิงหมิงเยว่ยังคงแบนราบเช่นเดิม แต่ความจริงแล้วมีเพียงองค์หญิงหมิงเยว่และจีหมิงเยว่ในห้วงความคิดของนางเท่านั้นที่รู้ว่า ท้องของพวกนางตอนนี้นูนขึ้นมาแล้ว
จีหมิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าอย่างมีเสน่ห์ว่า “ตอนแรกเป็นเจ้าไม่ใช่หรือที่คิดอยากจะกำจัดเด็กคนนี้? แล้วตอนนี้เล่าเกิดเสียดายขึ้นมาแล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็รีบเอ่ยทันทีว่า “ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่เคยคิดจะกำจัดลูกจริงๆ หรอก”
เมื่อพูดขบนางก็ลูบท้องโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่ากำลังนึกถึงสิ่งใดอยู่ ใบหน้าจึงได้ปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่พลันนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้จึงถามว่า “พี่จี ตอนนี้ข้าตั้งครรภ์มาเกินหนึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าเด็กจะคลอดออกมา แล้วเมื่อใดจึงจะคลอดออกมาได้?”
จีหมิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “น่าจะอีกกว่าสองปี”
“กว่าสองปี? นานขนาดนั้นเลยหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่พึมพำ
“หรือว่าเจ้าอยากจะตั้งครรภ์สิบเดือนแล้วคลอดออกมาไม่ได้หรือ?”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าคิดว่าเด็กคนนี้จะสามารถเลี้ยงดูอยู่ข้างกายเจ้าได้หรือ? ไม่ว่าผู้ใดก็คงจะคาดเดาได้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของใคร ดังนั้นการรออีกกว่าสองปีนี้ก็เพื่อให้อาการแก่เจ้า”
“โอกาส? โอกาสอะไร?”
“โอกาสในการสร้างตัวตนให้กับเด็กคนนี้”
หลังจากที่ทั้งสองคนได้สนทนากันในห้วงความคิดอยู่ชั่วครู่ นางกำนัลคนหนึ่งก็เดินมาที่ศาลาแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “องค์หญิง คุณหนูสามตระกูลเถี่ยมาขอเข้าพบเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็มีสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความยินดีออกมา “เชิญซานเหนียงเข้ามาเร็วเข้าเพคะ”
เนื่องจากปัญหาสุขภาพ นางจึงไม่สามารถออกจากวังได้อย่างอิสระเหมือนในอดีต จนทำให้ตอนนี้นางได้แต่หลบอยู่ในวังลึก ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าสหายสนิทมาเยี่ยม นางจึงรู้สึกดีใจอย่างมาก
ไม่นานนักร่างของเถี่ยซานเหนียงก็ปรากฏขึ้นในลานเรือน
“ซานเหนียงเจ้ามาแล้ว”
“คารวะองค์หญิงเพคะ”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ เวลาส่วนตัวเรียกข้าว่าหมิงเยว่ก็พอ”
“ได้เพคะ องค์หญิงหมิงเยว่ของพวกเรา”
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองคนก็นั่งหันหน้าเข้าหากันในศาลาโปร่ง เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเยว่ที่มีสีหน้าซีดเซียวมากขึ้นเรื่อยๆ เถี่ยซานเหนียงก็กล่าวด้วยสีหน้าสำนึกผิดว่า “หมิงเยว่ ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้มาเยี่ยมเจ้านานแล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่ส่ายหน้า “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้หรอก เจ้ากับข้าไม่เหมือนกัน เมื่อเทียบกับข้าแล้วเจ้ายุ่งวุ่นวายกว่ามาก วันนี้ที่เจ้าสามารถมาเยี่ยมข้าได้ ข้าก็พอใจมากแล้ว”
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็นึกขึ้นมาได้จึงถามว่า “จริงๆ แล้ว ข้าได้ยินมาว่าช่วงก่อนหน้านี้เจ้าอยู่ที่ดินแดนทางใต้มาโดยตลอด ผู้คนเล่าลือกันว่าที่นั่นอันตรายมากไม่ใช่หรือ เจ้าไปทำอะไรที่นั่นกัน?”
ตอนแรกก็อันตรายมากจริงๆ ในห้วงความคิดของเถี่ยซานเหนียงพลันปรากฏใบหน้าของคนผู้หนึ่งขึ้นมา นางกล่าวต่อเสียงเบาว่า “แต่ตอนนี้ไม่อันตรายแล้ว แม้แต่สำหรับข้าก็ยังปลอดภัยมาก”
“งั้นหรือ?” แววตาขององค์หญิงหมิงเยว่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลังจากที่ได้ติดตามจีหมิงเยว่ฝึกวิชา ตอนนี้ความสามารถของนางก็นับได้ว่าเป็นผู้มีฝีมือระดับกลางในยุทธภพ นางสังเกตเห็นได้โดยทันทีว่า เมื่อครู้นี้ตอนที่เถี่ยซานเหนียงพูด แววตาของอีกฝ่ายดูแปลกไป
ทันใดนั้นนางก็พูดหยอกเย้าว่า “ซานเหนียง เจ้าคงไม่ได้ไปพบชายในดวงใจจากข้างนอกนั่นหรอกนะ?”
ถ้าเป็นแต่ก่อน หากเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา เถี่ยซานเหนียงจะต้องโต้แย้งกลับมาทันที แต่องค์หญิงหมิงเยว่ได้พบว่า เมื่อนางเอ่ยประโยคนั้นออกไป เถี่ยซานเหนียงกลับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นสายตาขององค์หญิงหมิงเยว่ก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อนขึ้นมา
“ซานเหนียง เจ้า…”
เถี่ยซานเหนียงได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว นางส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่มีอะไร หมิงเยว่เจ้าอย่าเข้าใจผิดไป”
ในขณะนั้นเอง เถี่ยซานเหนียงถึงได้พบว่ามือของตนเองกำลังถูกมือเรียวอีกข้างที่ขาวสะอาดจับเอาไว้ในอุ้งมือ เสียงอันอ่อนโยนขององค์หญิงหมิงเยว่พลันดังขึ้นมา “ซานเหนียง เจ้ายังกังวลเรื่องการแต่งงานของเจ้าอยู่หรือไม่”
“หากเจ้าไม่ต้องการจริงๆ ข้าสามารถไปขอร้องเสด็จพ่อแทนเจ้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเถี่ยซานเหนียงก็ส่ายหน้า แล้วจับมือขององค์หญิงหมิงเยว่กลับพลางกล่าวเสียงเบาว่า “ไม่จำเป็นแล้ว”
ที่พูดเช่นนี้เป็นเพราะนางเข้าใจดีว่า การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเถี่ยกับราชวงศ์นั้น มิใช่สิ่งที่สตรีทั้งสองคนจะสามารถใช้เจตจำนงของตนเองมากำหนดได้ หากพูดออกไปก็รังแต่จะทำให้ตนเองอับอาย หรืออาจสูญเสียมากกว่านั้น
เหมือนองค์หญิงหมิงเยว่จะเข้าใจเช่นกัน นางถอนหายใจเบา “หากข้าไม่ได้เกิดมาเป็นสตรีก็คงดี”
เถี่ยซานเหนียงเอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด “เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?”
องค์หญิงหมิงเยว่หัวเราะเบาๆ “เพราะหากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็สามารถตบแต่งให้ข้าได้น่ะสิ ข้าเชื่อว่าหากเป็นข้า เจ้าคงจะยินดียิ่งกระมัง”
เถี่ยซานเหนียงตกตะลึงไปชั่วครู่ เมื่อได้สติกลับมานางก็ยิ้มอย่างหยอกเย้าทันที เอ่ยเสียงแผ่วว่า “อันที่จริงแม้ท่านจะเป็นสตรี ข้าก็สามารถแต่งให้ท่านได้ ขอเพียงแค่ฝ่าบาทและตระกูลเถี่ยยินยอมเท่านั้น”
“…” องค์หญิงหมิงเยว่
หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้พูดคุยกันมากมายหลังจากที่ไม่ได้พบกันมานาน ในระหว่างนั้นส่วนใหญ่เป็นเถี่ยซานเหนียงที่เล่าถึงประสบการณ์ของตนเอง สุดท้ายเถี่ยซานเหนียงก็เผลอพูดถึงชายผู้หนึ่งโดยไม่รู้ตัว
องค์หญิงหมิงเยว่กำลังฟังอย่างตั้งใจ แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่าเถี่ยซานเหนียงหยุดพูดไป
“ซานเหนียง เจ้าเล่าต่อสิ เจ้าพบกับชายผู้นั้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
เถี่ยซานเหนียงกล่าวว่า “หมิงเยว่ ถ้าข้าเอ่ยชื่อของเขาออกมา เจ้าต้องไม่โกรธนะ”
องค์หญิงหมิงเยว่เบิกตามองก่อนจะได้สติกลับมา “ทำไมข้าจะต้องโกรธด้วยเล่า”
“เพราะคนผู้นั้นมีชื่อว่าหลี่เต้า”
“หลี่เต้า!”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ร่างบอบบางขององค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่ลืมชื่อนี้ไปหมดแล้ว แม้กระทั่งในใจขององค์หญิงหมิงเยว่ ชื่อนี้ก็จมหายลงก้นบึ้งไปนานแล้ว
แต่เมื่อมีคนพูดถึงอีกครั้ง องค์หญิงหมิงเยว่ก็นึกถึงภาพบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกอับอายและโกรธแค้นอย่างที่สุดได้ในทันที บางเรื่องอาจเป็นสิ่งไม่มีวันลืมไปได้ตลอดชีวิต
ไม่นานนักนางก็บังคับตัวเองให้ขับไล่ภาพเหล่านั้นออกจากความคิดไป ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ซานเหนียง เจ้าพูดต่อเถิด ในโลกนี้มีคนชื่อเดียวกันมากมายนัก เจ้าไม่จำเป็นต้องระมัดระวังถึงเพียงนี้ อย่างไรเสียทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปแล้ว”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่มือของนางกลับลูบท้องตนเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าองค์หญิงหมิงเยว่อนุญาต ซานเหนียงก็พยักหน้าแล้วเริ่มเล่าต่อ
“ท่านไม่รู้หรอก ตอนพบกันครั้งแรก โหยวเออร์เด็กหญิงคนนั้นก็หลงใหลเขาแล้ว ยังเกาะติดให้อีกฝ่ายเล่านิทานเรื่องหนึ่งชื่อว่า ‘ชายผู้เร่ร่อน’ อีกด้วย”
“พูดตามตรง ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่านิทานเรื่องนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับการเร่ร่อน เรื่องราวไม่เลวเลย ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง”