ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 391 คำเตือนของจีหมิงเยว่
หลังจากเล่าเรื่อง ‘ชายผู้เร่ร่อน’ จนจบ เถี่ยซานเหนียงก็เล่าต่อว่าเขาช่วยชีวิตนางไว้อย่างไร และสุดท้ายก็เล่าถึงวิธีที่นางตามหาเขาด้วย
เมื่อคุยมาถึงตรงนี้เถี่ยซานเหนียงก็เงยหน้าขึ้นพลางยิ้มกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสุดท้ายเขาไปที่ใด?”
“ใช่นักดาบพเนจรหรอกหรือ?”
เถี่ยซานเหนียงส่ายหน้าก่อนจะกล่าวว่า “สุดท้ายเขาไปเป็นทหารทางเหนือ แล้วเจ้าต้องคาดเดาไม่ได้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังจากไปทางเหนือ”
“หืม?”
หลังจากนั้นเถี่ยซานเหนียงก็เล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหลี่เต้าที่นางรู้มาอย่างละเอียด
จากอวิ๋นโจวถึงแดนใต้ นางเล่าทุกอย่างครบถ้วนยกเว้นเรื่องพลังความสามารถของหลี่เต้า
“เวลาเพียงแค่ปีแก่วันเขาก็ได้เป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้แล้วหรือ?”
ด้วยชาติกำเนิดที่เป็นราชวงศ์ องค์หญิงหมิงเยว่จึงเข้าใจถึงคุณค่าของตำแหน่งผู้ว่าการได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่ หากกล่าวโดยง่ายก็คือ ผู้ที่สามารถดำรงตำแหน่งผู้ว่าการได้นั้น สถานะและฐานะของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกองค์หญิงองค์ชายอย่างพวกนางเท่าไรแล้ว
แม้แต่พวกนางเองก็ต้องให้ความเคารพเขา และคนแบบนี้ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีก็สามารถเลื่อนขั้นจากทหารเล็กมาจนถึงระดับนี้ได้ เมื่อนึกถึงชื่อของคนสองคนทีเหมือนกัน คนหนึ่งเป็นคุณชายเสเพลส่วนอีกคนคือสามัญชนที่ต่อสู้ฟันฝ่าจนได้กลายเป็นอัจฉริยะ ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็นึกขึ้นมาได้ “ถ้าในตอนนั้นคนผู้นั้นเป็นอย่างคนที่สอง เขาจะไม่ตายใช่หรือไม่”
แต่ไม่นานนักนางก็ขับไล่ความคิดนี้ออกไปจากหัว
คนผู้นั้นตายไปแล้ว แต่ถึงยังไม่ตายแล้วจะเป็นอย่างไร
หลังจากนั้นจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เถี่ยซานเหนียงถึงได้ลุกขึ้นบอกลาแล้วจากไป
“สหายของเจ้าคนนี้คงจะแอบชอบชายหนุ่มที่ชื่อหลี่เต้าคนนั้นแล้วกระมัง”
หลังเถี่ยซานเหนียงจากไป เสียงของจีหมิงเยว่ก็พลันดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
องค์หญิงหมิงเยว่มองตามเงาร่างของเถี่ยซานเหนียงจนหายลับไป นางไม่ใช่คนโง่ เมื่อครู่ตอนที่เถี่ยซานเหนียงพูดถึงเขา นางสามารถได้ยินถึงความตื่นเต้นในคำพูดเหล่านั้นได้ไม่ยาก “ชอบแล้วจะเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับข้าในตอนนั้นนั่นแหละ
“ในตอนนั้นหากหลี่เต้าไม่บุกเข้าวังหลวงและทำลายความบริสุทธิ์ของนางที่งานเลี้ยงยามค่ำคืนครั้งนั้น คงจะมีผู้คนนับไม่ถ้วนมาสู่ขอนางกับฮ่องเต้
“แม้ว่าฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาจะรักและเอ็นดูนางมากเพียงใด แต่ก็ช่วยประวิงเวลาให้นางได้อีกแค่สองสามปี สุดท้ายแล้วพระองค์ก็จะต้องเลือกคู่ครองให้นาง ผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรจากสตรีส่วนใหญ่ทั่วไป จริงสิ”
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามในห้วงความคิด “ตอนนี้วิชาของข้าได้บรรลุถึงระดับเซียนเทียนแล้ว เจ้าจะถ่ายทอดวิชาขั้นต่อไปให้ข้าเมื่อใด”
ต่อมาในห้วงความคิดของนางก็ปรากฏตัวอักษรชุดหนึ่ง
พร้อมกันนั้นเสียงของจีหมิงเยว่ก็ดังขึ้นตามมาด้วย “เวลาสองปีเก่า เจ้าควรจะบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ให้ได้ มิเช่นนั้นเมื่อถึงเวลาก็อย่าได้โทษว่าข้าไม่ได้เตือนเจ้า”
สีหน้าองค์หญิงหมิงเยว่พลันชะงักไป “นั่นหมายความว่าอย่างไร พูดให้ชัดเจนหน่อย”
แต่ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงัน
ในเวลาเดียวกัน ณ เขาหมื่นลี้
ภายใต้การโจมตีอย่างบ้าคลั่งของกองทัพหมาป่าภูติที่นำโดยหลี่เต้า นอกจากผู้ที่ถูกสังหารไปแล้ว ผู้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดก็มีเพียงที่เดียวที่จะหลบหนีไปได้ นั่นคือเขตร้างที่อยู่ลึกเข้าไปในเขาหมื่นลี้
แต่เมื่อพวกเขาเข้าไปในเขตร้างของเทือกเขาหมื่นลี้ กลับพบว่าเขตร้างไม่ได้ไร้ผู้คนอย่างที่ชื่อบอก ที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพสิบทิศที่มีชื่อเสียงโด่งดังในดินแดนทางใต้นั้น ตั้งอยู่ในเขตร้างของเทือกเขาหมื่นลี้นี่เอง
ในเวลานี้ผู้คนที่หลบหนีเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาหมื่นลี้ ต่างก็มารวมตัวกันอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง สาเหตุที่พวกเขามารวมตัวกันนั้นก็เพราะคนของกองทัพสิบทิศเป็นฝ่ายเรียกพวกเขามา
ในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวพลางพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ชายผู้หนึ่งที่สวมเสื้อคลุมสีดำปักลวดลายงดงามก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือหุบเขา ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด การปรากฏตัวของเขาได้ดึงดูดสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
“ทุกท่าน ข้าขอต้อนรับทุกท่านในนามของนายท่านข้า” ชายเสื้อคลุมสีดำเอ่ยปากขึ้น
“แล้วนายท่านของเจ้าล่ะ? พวกเจ้ากองทัพสิบทิศไม่รู้จักมารยาทในการต้อนรับแขกหรือไร? ทำไมมีเพียงเจ้าคนเดียว”
เมื่อเห็นว่าพวกตนมีคนมากมายรวมตัวกันอยู่ แต่อีกฝ่ายมีเพียงคนเดียว ผู้คนด้านล่างก็รู้สึกไม่พอใจทันที
ชายเสื้อคลุมสีดำกล่าวว่า “ขออภัยด้วย ในตอนนี้นายท่านกำลังบำเพ็ญตนอยู่ ไม่สะดวกที่จะออกมาพบกับทุกท่าน ดังนั้นข้าจึงขอต้อนรับทุกท่านแทนชั่วคราว”
“เอ๋ อะไรนะ? บำเพ็ญตน? หากเขาบำเพ็ญตนอยู่แล้วจะเรียกพวกเรามาทำไมกัน พวกเจ้ากองทัพสิบทิศคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เกินไปแล้วกระมัง”
มีคนหนึ่งอดไมไหวตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ที่หนีมายังเขตร้าง แต่พวกเขาล้วนเคยเป็นผู้ที่มีฐานะอยู่บ้างในอดีต
หากอยู่ลำพังพวกเขาย่อมไม่กล้าที่จะทำตัวโอหังต่อหน้ากองทัพสิบทิศเช่นนี้ แต่ตอนนี้พวกเขามีกันหลายคน ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าพวกเขาถูกนายท่านของกองทัพสิบทิศผิดนัดเสียอย่างนั้น
ชายเสื้อคลุมสีดำมองไปยังผู้ที่เอ่ยปาก “ท่านผู้นี้ พูดจาดีๆ หน่อยได้หรือไม่?”
“แม่เจ้าเถอะ”
คำว่า ‘แม่’ เพิ่งจะหลุดออกจากปากของผู้พูด ในชั่วขณะถัดมาเขาก็ไม่สามารถอ้าปากได้อีก เพราะทันใดนั้นเขาพบว่าตนเองไม่สามารถเปิดปากได้ อีกทั้งยังมีพลังล่องหนบางอย่างกำลังรัดแน่นอยู่รอบลำคอ ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอึดอัด
เมื่อชายเสื้อคลุมดำยื่นนิ้วออกมาเกี่ยวเบาๆ ชายผู้นั้นก็ลอยขึ้นกลางอากาศทันที ล่องลอยอยู่เหนือหุบเขาต่อหน้าต่อตาของทุกคน
“เหตุใดจึงไม่สามารถพูดจาดีๆ ได้เล่า?” ชายเสื้อคลุมดำเอ่ยพึมพำกับตัวเอง
“ไว้ชีวิตข้าด้วย”
“ไว้ชีวิตเจ้าหรือ?”
ชายเสื้อคลุมดำส่ายหน้า มือทั้งสองบีบเข้าหากันก่อนจะปล่อยออก ในชั่วขณะถัดมาชายที่ลอยอยู่ก็ถูกพลังล่องหนฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ ในทันที เศษแขนขาและเลือดสดสาดกระเซ็นกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นดินในชั่วพริบตา
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ผู้คนด้านล่างก็ไม่กล้าส่งเสียงอีกต่อไป เพราะคนที่ตายไปนั้นหลายคนต่างก็รู้จักเขาดี
เขาเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าโอหังถึงเพียงนี้ แต่กระนั้นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ผู้นี้กลับถูกสังหารในชั่วพริบตาโดยไม่มีโอกาสต่อต้านแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นเอง ชายชราผมขาวคนหนึ่งพลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขามองชายเสื้อคลุมดำด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เอ่ยพึมพำว่า “เขาคือระดับมหาราชาปรมาจารย์!”
คำพูดนี้ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่ผู้คนทันที
จะเป็นระดับมหาราชาปรมาจารย์ไปได้อย่างไร!
หากอีกฝ่ายเป็นนายท่านแห่งกองทัพสิบทิศ พวกเขาคงไม่ประหลาดใจนักกับระดับมหาราชาปรมาจารย์นี้ เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้นำกลุ่มอันดับหนึ่งในเทือกเขาหมื่นลี้ แต่ฟังจากคำพูดของชายเสื้อคลุมดำ เขาเป็นเพียงผู้ติดตามคนสนิทของนายท่านแห่งกองทัพสิบทิศเท่านั้น
หากเขายังอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ เช่นนั้นแล้วนายท่านแห่งกองทัพสิบทิศจะมีพลังมากเพียงใด ชั่วขณะนั้นผู้คนเหล่านี้ไม่กล้าคิดต่อไปอีก
ในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกแง่ลบที่มีต่อกองทัพสิบทิศก่อนหน้านี้ก็ได้สลายหายไปจนหมดสิ้น หากแม้แต่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ยังได้เป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งในกองทัพสิบทิศแล้ว พวกเขาที่แม้แต่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ยังไม่ใช่จะนับเป็นอะไรได้ เมื่อคิดถึงเหตุผลนี้แล้วก็มีคนผู้หนึ่งเอ่ยปากถามขึ้นอย่างระมัดระวังว่า “ท่านผู้สูงศักดิ์ ไม่ทราบว่าวันนี้ที่เชิญพวกเรามาเป็นเพราะเรื่องใดหรือ?”
ชายเสื้อคลุมดำตอบตามตรงว่า “ที่เชิญทุกท่านมา เพราะต้องการให้ทุกท่านช่วยเหลือข้าสักหน่อย”
แม้จะฆ่าคนไปหนึ่งคน แต่ชายเสื้อคลุมดำยังคงพูดจาสุภาพอยู่เช่นเดิม
“ไม่ทราบว่าท่านผู้สูงศักดิ์ต้องการให้พวกเราช่วยเหลืออะไรหรือ?”
“ขุดเหมือง”
“ขุดเหมือง?”
ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างตกตะลึงไปชั่วครู่
แต่ถึงแม้จะไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร แต่ด้วยอำนาจที่เหนือกว่า ตราบใดที่ไม่ใช่การส่งไปตาย พวกเขาก็ได้แต่ทำตามเท่านั้น