ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 409 การฝ่าวิกฤตด้วยวิทยาศาสตร์
เมื่อมองดูหลีเต้าที่ใกล้จะสิ้นลมแล้ว ในใจของอวินอ่องยังคงรู้สึกไม่ยอมรับอยู่บ้าง แต่ไม่นานเขาก็เริ่มที่จะปลอบใจตัวเองอย่างฝืนๆ ก่อนตายเขาสามารถพกอัจฉริยะของต้าเฉียนเช่นคนผู้นี้ไปด้วยได้ เขาก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรมากนัก อวินอ่องจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ด้วยความคิดเช่นนี้เขายอมละทิ้งการดิ้นรน เตรียมเผชิญหน้ากับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ครั้งที่หกแล้วตายอย่างองอาจ
เปรี้ยง!
พร้อมกับเสียงคำรามจากท้องฟ้า อสนีบาตอันน่าสะพรึงกลัวก็ตกลงมาในทันที ในชั่วขณะนั้นแสงฟ้าได้ส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองเทียนหนาน อวินอ่องและหลีเต้าเองก็จมอยู่ในสายฟ้านั้นอีกครั้ง เนื่องจากยอมละทิ้งการต่อต้านไปแล้ว เขาจึงเลือกที่จะไม่ดิ้นรนอีกต่อไป ดังนั้นภายใต้การลงทัณฑ์จากสายฟาสวรรค์ เกล็ดสีทองทั่วร่างของอวินอ่องจึงเริ่มสลายไปในสายฟานั้นทีละน้อย
แต่ในระหว่างกระบวนการนี้ อวินอ่องพลันหันไปมองตำแหน่งที่หลีเต้าอยู่อย่างรวดเร็ว เขาพบว่าลมหายใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร่างของหลีเต้านั้น อยู่ๆ มันกลับเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน? กำลังแสดงละครหลอกข้าอยู่หรือ?
แต่ความจริงแล้วหลีเต้าไม่ได้กำลังแสดงละครแต่อย่างใด ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร่างของเขานั้นเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ว่าเขายังเก็บไม้ตายสุดท้ายเอาไว้อยู่ นั่นก็คือคะแนนคุณสมบัติที่สะสมไว้หลังจากกองทัพหมาป่าฝูถูได้สังหารกองทัพสิบทิศจนสิ้น และเหตุผลที่เขายังไม่ได้เพิ่มคะแนนมาตลอดก็เพื่อป้องกันไม่ให้อวินอ่องเป็นหมาจนตรอก หากอวินอ่องพบว่าเขาสามารถอยู่รอดได้นานกว่านี้ เกรงว่าคงจะทิ้งเขาไปจัดการกับคนอื่นๆ แทน
[เจ้านาย : หลีเต้า]
[พลังกาย : 187,635.35 (+12,617.13)]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 21,531.53]
[เจ้านาย : หลีเต้า]
[พลังกาย : 209,166.88 (+34,148.66)]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0]
เมื่อคุณสมบัติกว่าสองหมื่นแต้มนี้ถูกเพิ่มเข้าไปในร่างของหลีเต้า ก็ทำให้พลังปราณโลหิตในร่างของเขาฟื้นคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถทนต่อแรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์และลุกขึ้นยืนได้ ส่วนคำว่า “สามารถเปลี่ยนแปลงได้” ที่ปรากฏบนพลังกายระบบนั้นเขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ในเวลาเช่นนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพิจารณาเรื่องพวกนี้
อีกด้านหนึ่ง เมื่ออวินอ่องเห็นหลีเต้าฟื้นพลังกลับมาเขาก็ตกใจจนสะดุ้ง แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายฟื้นคืนมาได้เพียงแค่บางส่วน อวินอ่องก็อดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มอย่างสะใจ จากนั้นเสียงของอวินอ่องก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของหลีเต้าอีกครั้ง
‘เจ้าหนุ่ม พลังชีวิตเพียงเท่านี้ไม่พอหรอก อย่าดิ้นรนเลย ไปด้วยกันกับข้าเถอะ’
เมื่อได้ยินเสียงของอวินอ่อง หลีเต้าก็เหลือบมองไปและไม่ได้พูดอะไร แต่มือของเขากลับเคลื่อนไหว ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล เขายื่นมือไปคว้าง่าวมังกรทมิฬที่ปักอยู่ข้างๆ แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ ในชั่วขณะถัดมา พลังทัณฑ์สวรรค์ที่เดิมรวมตัวกันอยู่บนร่างของเขาเริ่มมีการเคลื่อนไหว ทั้งหมดขยับขยายมาที่ปลายของง่าวมังกรทมิฬ
หลังจากที่พลังทัณฑ์สวรรค์ได้ไหลผ่านไปยังง่าวมังกรทมิฬแล้ว ก็มีพลังบางส่วนตกลงบนร่างของหลีเต้า แต่พลังส่วนใหญ่ได้ถูกดูดซับโดยง่าวมังกรทมิฬและพื้นดิน ในสถานการณ์เช่นนี้ พลังที่เหลืออยู่ในร่างของเขาเพียงพอที่จะทำให้เขาทนต่อการลงทัณฑ์จากสวรรค์ครั้งนี้ได้
‘เพราะเหตุใดกัน!’ ในตอนนี้ใจของอวินอ่องเต็มไปด้วยความสับสน เพราะสิ่งนี้ได้ทำลายความเข้าใจของเขาโดยสิ้นเชิง
เมื่อเผชิญกับคำถามของอวินอ่องครั้งนี้ หลีเต้าไม่ได้นิ่งเงียบแต่ตอบกลับในความคิดว่า ‘เพราะวิทยาศาสตร์’
‘วิทยาศาสตร์?’ เมื่อได้ยินคำศัพท์แปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งร่างของอวินอ่องก็ถึงกับงุนงงไป แต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีเวลาให้คิดไปมากกว่านี้แล้ว เพราะว่าภายใต้พลังอันน่าสะพรึงกลัวของการลงทัณฑ์จากสวรรค์ครั้งที่หก ร่างเกราะทองที่แข็งแกร่งดังเพชรของเขาเริ่มละลาย ในสถานการณ์เช่นนี้เขาไม่มีโอกาสดิ้นรนแม้แต่น้อย ทำได้แค่จ้องมองความตายของตนเองภายใต้การลงทัณฑ์จากสวรรค์เท่านั้น
หลังจากผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ ทัณฑ์สวรรค์ครั้งที่หกก็สลายไป ในตอนนั้นเองหลีเต้าได้ยกอาวุธง่าวมังกรทมิฬขึ้นทั่วซี ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยสีดำไหม้เกรียม
แกรก!
เขาสะบัดผิวหนังที่กลายเป็นถ่านออก เผยให้เห็นเนื้อที่มีไอร้อนลอยออกมาข้างใน เพียงแค่คิด หลีเต้าก็ใช้พลังปราณโลหิตที่เหลืออยู่ในร่างทำการฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย และหลังจากการฟื้นฟูครั้งนี้ร่างของเขาก็ผอมลงไปหนึ่งรอบ เพราะพลังปราณโลหิตที่ลดลง รูปลักษณ์ของเขาในตอนนี้คล้ายคลึงกับตอนที่เพิ่งเข้าไปในค่ายนักโทษประหารอย่างมาก แต่กระนั้นเขาก็ยังผ่านมันมาได้
จากนั้นเขาจึงมองไปยังตำแหน่งที่อวินอ่องอยู่ก่อนหน้านี้ ก็เห็นเพียงว่าอวินอ่องยังคงอยู่ที่นั่น แต่ได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แขนขาละลายไปหมด ศีรษะก็หายไปอีกเกือบครึ่ง เหลือเพียงแค่ร่างกายที่ละลายไปครึ่งหนึ่ง คงจะตายแล้ว น่าเสียดายอวินอ่องตกตายภายใต้การลงทัณฑ์จากสวรรค์ไม่ใช่ตายในมือของเขา คุณสมบัติเลยสูญเปล่าไป
เอ๋?
ทันใดนั้นคิ้วของหลีเต้าก็พลันกระตุก เขาเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ผลจากการมองครั้งนี้เขาพบว่าเมฆดำแห่งการลงทัณฑ์จากสวรรค์บนท้องฟ้ายังไม่ได้สลายไป มันยังคงลอยสูงอยู่บนท้องฟ้า ตามหลักการแล้วหากผู้ที่ได้รับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ตายไป ทัณฑ์สวรรค์ก็ควรจะสลายไปด้วย แต่นี่…
ในขณะนั้นเอง จุดแสงสว่างจุดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนซากที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของอวินอ่อง ชั่วขณะถัดมา แสงเรืองรองเหล่านั้นก็ได้รวมตัวกันเป็นลูกแสงกลม พุ่งเข้าหาหลีเต้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายของหลีเต้ากำลังอยู่ในสภาพอ่อนแอจึงไม่ทันได้หลบหลีก ปล่อยให้ลูกแสงนั้นเจาะเข้าไปในความคิดของเขาโดยตรง ในเวลาเดียวกัน เสียงอันคุ้นเคยของอวินอ่องก็ดังขึ้นในความคิดของหลีเต้า
‘เจ้าหนุ่ม อย่าคิดว่าเจ้ามีฝีมือแต่เพียงผู้เดียว ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าจะวางแผนเอาชนะได้ง่ายๆ เจ้าจงยอมตายตามข้าไปอย่างสงบเถิด’
เมื่อคำพูดของอวินอ่องจบลง หลีเต้าก็สัมผัสได้ว่าเป้าหมายของทัณฑ์สวรรค์ได้เปลี่ยนจากซากของอวินอ่องมาเป็นตัวเขาแทนแล้ว ความรู้สึกที่ถูกสวรรค์และพิภพปฏิเสธนั้นทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง ในไม่ช้าหลีเต้าก็เข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาน่าจะเรียกได้ว่าถูกแย่งร่าง สิ่งที่เพิ่งเจาะเข้ามาในร่างของเขาน่าจะเป็นวิญญาณของอวินอ่องนั่นเอง
เมื่อผู้บำเพ็ญถึงระดับปรมาจารย์ก็จะสามารถรวมวิญญาณได้ ตามความเข้าใจของเขาเมื่อรวมวิญญาณได้ถึงระดับหนึ่ง ก็จะสามารถทำให้เกิดกระบวนการแย่งร่างโดยการอาศัยวิชาลับได้ พอคิดถึงตรงนี้หลีเต้าก็รีบดำดิ่งจิตสำนึกลงสู่โลกจิตวิญญาณของตัวเองทันที
ไม่นานนักเขาก็เห็นเงาของอวินอ่องอยู่ที่มุมหนึ่งในห้วงจิตสำนึก อวินอ่องในตอนนี้ยังคงตะโกนด่าไม่หยุด “ฮ่าๆๆ รอความตายไปเถิด เจ้าไม่มีโอกาสแล้ว กล้าทำลายแผนการใหญ่ของข้า นี่แหละคือผลลัพธ์ของเจ้า อายุยังน้อยแต่ได้เป็นผู้ว่าการคงไม่ใช่เรื่องง่ายสินะ ทว่าน่าเสียดายสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นความว่างเปล่า”
ในขณะที่อวินอ่องกำลังด่าทออย่างสะใจ เขาก็พบว่าพื้นที่โดยรอบพลันเกิดความปั่นป่วนขึ้น จากนั้นดวงตาของอวินอ่องในห้วงจิตสำนึกก็หดเล็กลง เพราะว่าตรงหน้าเขาได้มีร่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา หากความสูงของเขาในห้วงจิตสำนึกอยู่ที่สามฉื่อ ร่างมหึมาตรงหน้านี้ก็สูงอย่างน้อยสามสิบฉื่อ
“เจ้า…” หลังจากเห็นได้อย่างชัดเจนว่ายักษ์ใหญ่นั้นเป็นหลีเต้า อวินอ่องก็เอ่ยด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “เป็นไปไม่ได้! จิตวิญญาณของเจ้าจะแข็งแกร่งได้อย่างไร! พึงรู้ว่าขนาดของจิตวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนได้เอง แตมันเปลี่ยนไปตามความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ” ในสายตาของอวินอ่อง หลีเต้ามีร่างกายที่แข็งแกร่งเช่นนั้น จิตวิญญาณจะต้องเป็นจุดอ่อนอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงใช้วิญญาณเข้าสิงร่างของหลีเต้า หวังจะเรียกการลงทัณฑ์จากสวรรค์มาสังหารอีกฝ่ายในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แต่ตอนนี้…
เมื่อเผชิญกับความประหลาดใจของอวินอ่อง หลีเต้าก็ไม่ได้พูดอะไรให้เสียเวลาเพราะไม่มีเวลาเหลือแล้ว เขายกมือขึ้นคว้าตัวอีกฝ่ายมาไว้ในมือโดยตรงจากนั้นก็บีบด้วยมือเปล่า
ในเวลาเดียวกันภายนอก ทัณฑ์สวรรค์ครั้งที่เจ็ดได้ก่อตัวสำเร็จแล้ว อสนีบาตอันน่าสะพรึงกลัวครั้งนี้มีเป้าหมายเป็นหลีเต้าเพียงผู้เดียว หากถูกสายฟ้านี้เข้าไปแม้จะมีง่าวมังกรทมิฬช่วยนำสายฟ้าลงสู่พื้นดินเขาก็ไม่มีทางรอดชีวิตได้ แต่ในขณะที่การลงทัณฑ์จากสวรรค์กำลังจะมาถึงศีรษะของหลีเต้า ทัณฑ์สวรรค์ก็ดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่งจึงสลายตัวไปอย่างฉับพลัน ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของหลีเต้า