ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 410 การกำเนิดของจิตวิญญาณ
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ 51,531.81]
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ 36,153.18]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในห้วงความคิดสองครั้งติดต่อกัน เมื่อหลีเต้าดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริงเขาก็ถึงกับชะงักงัน เกิดอะไรขึ้น? ไขแฝด [1] หรือ? หรือว่าระบบมีปัญหา? แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้
ทันใดนั้นหลีเต้าพลันนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ หากเขาจำไม่ผิดก่อนหน้านี้ใบหน้าของอวินอ่องในห้วงจิตของเขากับใบหน้าของร่างกายนั้นไม่เหมือนกัน เมื่อนำมาประกอบกับข่าวการตายของอวินอ่องในอดีตและวิชาลับแย่งชิงร่างทางจิตวิญญาณเมื่อครู่นี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ร่างกายนี้คือร่างที่อวินอ่องแย่งชิงวิญญาณมา ส่วนการที่หลีเต้าจัดการกับอวินอ่องนั้น ด้านหนึ่งคือการทำลายร่างเนื้อ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการกำจัดอวินอ่องด้วย ดังนั้นระบบจึงนับคะแนนคุณสมบัติให้เขาสองครั้ง การแจ้งเตือนแรกของระบบน่าจะเป็นของร่างนั้น เพราะเห็นได้ชัดว่าพลังของร่างนั้นเกินขอบเขตของระดับมหาราชาปรมาจารย์ไปแล้ว ส่วนการแจ้งเตือนที่สองก็น่าจะเป็นของอวินอ่องเอง
เมื่อเห็นคุณสมบัติที่ไม่ตรงกันของทั้งสอง หลีเต้าก็นึกถึงความไม่สอดคล้องบางอย่างระหว่างการต่อสู้ ถึงแม้ว่าคุณสมบัติจะต่างกันเกือบเท่าตัวแต่ก็ยังสามารถต่อสู้ประวิงเวลาได้นาน มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเพราะการแย่งชิงวิญญาณ พลังของอวินอ่องจึงไม่เพียงพอที่จะควบคุมพลังของร่างนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้หลีเต้ามีโอกาส อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นเรื่องดี เขาไม่จำเป็นต้องคิดมากไป
เมื่อมองดูเมฆดำที่ค่อยๆ สลายไปบนท้องฟ้า หลีเต้าก็นั่งลงบนพื้นอีกครั้ง เขาปักด้ามง่าวมังกรทมิฬลงบนพื้นข้างๆ
ฉึก!
ทันใดนั้นก็มีประกายสายฟ้าวาบผ่านบนง่าวมังกรทมิฬ แม้จะเป็นเพียงแค่แวบเดียวแต่หลีเต้าก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน ‘พลังการลงทัณฑ์จากสวรรค์? แต่พลังทัณฑ์สวรรค์จะมาปรากฏบนง่าวมังกรทมิฬได้อย่างไร’ หลีเต้ายื่นมือไปจับง่าวมังกรทมิฬอีกครั้ง ในชั่วขณะที่เขาเข้าใกล้ง่าวมังกรทมิฬ ประกายสายฟ้าที่วูบหายไปก่อนหน้านี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งและพันรอบมือของเขาทันที เป็นพลังทัณฑ์สวรรค์จริงๆ! แต่สิ่งที่แปลกคือพลังทัณฑ์สวรรค์เหล่านี้กลับไม่ได้ทำร้ายเขาแต่อย่างใด
หลังจากที่หลีเต้าจับง่าวมังกรทมิฬแล้ว เขาก็ลองรับรู้ถึงความรู้สึกดูสักครู่ หลังจากผ่านไปหลายลมหายใจสีหน้าของเขาก็ชะงักไป นี่คือจิตวิญญาณ!
ก่อนหน้านี้เถียซานเหนียงได้มอบง่าวมังกรทมิฬใหม่ให้เขา และบอกว่าง่าวมังกรทมิฬที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้จำเป็นต้องบ่มเพาะจิตวิญญาณของตัวเองก่อน จึงจะสามารถแสดงพลังทั้งหมดออกมาได้ หลังจากได้รับง่าวมังกรทมิฬใหม่มา หลีเต้าก็ใช้พลังปราณโลหิตหล่อเลี้ยงมันมาตลอด แต่ผ่านไปกว่าสองปีก็ยังไม่สามารถกระตุ้นจิตวิญญาณของมันได้ แต่ตอนนี้เขาพบว่าจิตวิญญาณได้ถูกบ่มเพาะขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว และพลังทัณฑ์สวรรค์นั้นก็มาจากจิตวิญญาณที่เพิ่งถูกบ่มเพาะขึ้นมานี้ ดูเหมือนว่าง่าวมังกรทมิฬกำลังจะถูกกระตุ้นจิตวิญญาณพอดีในขณะที่ได้รับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ ในเวลานั้นเองมันก็ได้ดูดซับพลังทัณฑ์สวรรค์มาบางส่วนโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อมองดูง่าวมังกรทมิฬที่มีสายฟ้าพันรอบ หลีเต้าก็ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย แต่พลังทัณฑ์สวรรค์ที่พันรอบง่าวมังกรทมิฬนี้ไม่ได้ทำร้ายเขา จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร พอคิดได้ดังนั้น หลีเต้าก็ลองใช้จิตสื่อสารกับจิตวิญญาณที่เพิ่งถูกบ่มเพาะขึ้นมาใหม่ภายในง่าวมังกรทมิฬ แต่กลับพบว่ามันไม่มีการตอบสนองใดๆ หลังจากลองสุ่มผลอีกครั้ง เขาจึงพบว่าดูเหมือนจิตวิญญาณจะกำลังหลับอยู่ เขาคงจะต้องรออีกสักระยะหนึ่ง
หลังจากเมฆดำที่ก่อตัวเพื่อการลงทัณฑ์ได้สลายไปหมดแล้ว เมืองเทียนหนานก็กลับมาอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อีกครั้ง เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ตอนนี้เมืองเทียนหนานดูไม่น่ามองแล้ว มีหลุมยุบขนาดมหึมาเกิดขึ้นโดยมีหลีเต้าและอวินอ่องเป็นศูนย์กลาง มันแทบจะครอบคลุมหนึ่งในสี่ของเมืองเทียนหนานทั้งหมดไป พื้นที่หนึ่งในสี่นี้ถูกทำลายจนราบคาบโดยสิ้นเชิง และนี่ยังไม่นับรวมกับพื้นที่ที่ถูกทำลายจากทัณฑ์สวรรค์อีกด้วย โดยรวมแล้วหากเมืองเทียนหนานต้องการฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมนั้น ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการสร้างใหม่ทั้งหมด แต่มีคำกล่าวที่ดีอยู่ประโยคหนึ่ง ไม่พังทลายไม่สร้าง พังทลายแล้วจึงสร้าง
หลังจากกองทัพสิบทิศที่นำโดยอวินอ่องและตระกูลตู๋ย่อยยับไป ปัจจุบันทั่วทั้งดินแดนทางใต้ก็แทบไม่มีภัยแฝงใดๆ อีกต่อไป ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจวนผู้ว่าการอย่างแท้จริง
ขณะที่หลีเต้ากำลังพักผ่อนอยู่นั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ไกลจากเขา เฉินโหยว จางเหมิง และคนอื่นๆ พากันวิ่งมาพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นร่องรอยโดยรอบตลอดทาง พวกเขาแต่ละคนก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือก พลังการลงทัณฑ์จากสวรรค์ก่อนหน้านี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน พวกเขาหวาดกลัวจนไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าใกล้ได้ แต่ยืนมองอยู่ที่ขอบนอกสุดเท่านั้น เมื่อกลุ่มคนมาถึงใจกลางของหลุมยักษ์พวกเขาก็เห็นหลีเต้านั่งอยู่ตรงนั้น
“หัวหน้า!” หลังจากเสียงเรียกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มคนก็รีบเร่งมาถึงตรงหน้าหลีเต้าอย่างรวดเร็ว
“ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” จางเหมิงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
หลีเต้าย้อนถาม “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
จางเหมิงเกาศีรษะ “ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไร”
“เป็นสิ”
“หา?” จางเหมิงพูดออกไปโดยไม่ทันคิด “เป็นอะไรหรือ?”
“เอาเสื้อผ้าของเจ้ามาให้ข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนจึงมองดูแล้วก็เข้าใจว่าทำไมหลีเต้าถึงนั่งอยู่บนพื้น ครูหนึ่งผ่านไปหลีเต้าสวมใส่เสื้อผ้าของจางเหมิงท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความประหม่าของทุกคน ส่วนจางเหมิงเองเขาห่มผ้าคลุมผืนหนึ่งพันรอบตัวอย่างสั่นเทาอยู่ท่ามกลางสายลม ก็ใครใช้ให้เขาเป็นฝ่ายทักทายก่อนเล่า
“หัวหน้า จะจัดการกับสิ่งนี้อย่างไรดี” ในตอนนั้นเองเสวี่ยปิงได้ถามขึ้นพลางมองไปยังซากศพของอวินอ่องที่อยู่ไม่ไกล
หลีเต้ามองดูแวบหนึ่ง “เก็บมันไว้ให้ดี หากเป็นเพียงแค่ผู้นำกองทัพสิบทิศธรรมดา ซากศพก็ไม่ได้มีความหมายอะไร มันเป็นเพียงผลงานชิ้นหนึ่งในการปกครองดินแดนทางใต้ของเขาเท่านั้น แต่หากบนตัวของผู้นำกองทัพสิบทิศยังมีตำแหน่งอวินอ่องอยู่ด้วย เรื่องก็จะน่าสนใจขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภายในของดินแดนทางใต้อีกต่อไป สรุปคือนี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่”
หลังจากนั้นหลีเต้าก็มองไปรอบๆ เขาสังเกตเห็นซากปรักหักพังของเมืองเทียนหนานในปัจจุบัน “เฉินโหยว”
“ครับ”
“ข้าจำได้ว่าในสำนักเหวินหัวมีคนบางกลุ่มที่เคยเสนอปัญหาเกี่ยวกับการวางผังเมืองเทียนหนานไว้มากมาย ใช่หรือไม่”
“ใช่ครับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็เรียกพวกเขากลับมา ถือโอกาสที่เมืองเทียนหนานกำลังบูรณะใหม่ให้พวกเขาจัดการความคิดดีๆ ของพวกเขาทั้งหมด และอีกอย่างเมืองเทียนหนานเดิมนั้นเล็กเกินไป ก็ถือโอกาสนี้ขยายออกไปอีกส่วนหนึ่งด้วยแล้วกัน”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาสามวันก็ผ่านไปแล้ว ณ ลานเรือนว่างแห่งหนึ่ง หลีเต้าเอนกายอยู่บนเก้าอี้นอนอาบแดด หลิวซิ่วเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้างค่อยพัดให้เขาพร้อมทั้งแกว่งเก้าอี้นอนเบาๆ ไปด้วย ส่วนเหมียวเมียวซินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะหินชงชาให้เขา จิ่วเอ๋อร์นั้นนั่งอยู่ข้างๆ ค่อยปอกผลไม้ให้เขา หลังจากปอกเสร็จแล้วยังป้อนให้ถึงปากด้วยมือนางอีก ส่วนตัวหลีเต้าเองเป็นเหมือนคนไร้ประโยชน์ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
หลังจากกินองุ่นที่ส่งมาถึงปาก หลีเต้าก็กล่าวอย่างจนใจ “ข้าแค่คืนแรงเท่านั้นไม่ได้พิการเสียหน่อย พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้”
“ไม่ได้!” จิ่วเอ๋อร์คัดค้านทันที “คุณชายดูสิว่าท่านผอมไปขนาดไหนแล้ว ตอนนี้ท่านแค่นอนพักฟื้นร่างกายก็พอ”
‘ผอมหรือ?’ หลีเต้าก้มลงมองตัวเองแวบหนึ่ง การสูญเสียพลังปราณโลหิตจำนวนมากทำให้ตอนนี้เขาผอมลงไปจริงๆ แต่ก็แคดูเหมือนผอมเท่านั้น หากต้องลงมือจริงๆ การจัดการกับผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์สักไม่กี่คนก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ในเมื่อเห็นจิ่วเอ๋อร์ที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเช่นนั้น หลีเต้าจึงตัดสินใจที่จะนอนต่อไปอีกสักสองสามวัน ถือโอกาสรอยาบำรุงจากเหล่ากุ่ยด้วย
[1] ไขแฝด : เปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่มีเรื่องดีๆ สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน