ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 413 การแปรสภาพครั้งที่เจ็ด
เมื่อได้ยินคำพูดของฮั่วอวิน ทั้งสองคนที่เหลือก็คิดว่าเป็นเช่นนั้นด้วย สภาพของดินแดนทางใต้ในตอนนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องหาเรื่อง เพียงแค่งานเขียนรายงานขึ้นไปให้ฝ่าบาททรงทราบก็พอแล้ว สรุปคือตราบใดที่อีกฝ่ายทำงานได้ไม่ดีพวกเขาก็จะสามารถวางใจได้
แต่เพื่อความรอบคอบพวกเขายังจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง ดังนั้น
“ท่านผู้ว่าการหลี ทางราชสำนักส่งพวกเรามาตรวจสอบดินแดนทางใต้ หากพวกเราคัดลอกเนื้อหาเอกสารเหล่านี้ไปอีกหนึ่งชุดคงจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่”
“เชิญทั้งสามท่านตามสบาย เพียงแค่ทำตามกฎระเบียบ”
เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสามคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เรียกคนใต้บังคับบัญชาเข้ามาทันที จากนั้นกลุ่มคนก็เริ่มทำการคัดลอก
เมื่อเห็นภาพนี้โจวเซิงก็เข้ามากระซิบว่า “ท่านผู้ว่าการ แบบนี้จะไม่มีปัญหาหรือขอรับ”
“จะมีปัญหาอะไร”
“ขากลัวว่าพวกเขาจะใส่ร้ายท่าน”
“ใส่ร้าย?” หลีเต้าเผยรอยยิ้มบาง “ปล่อยพวกเขาไปเถิด อย่างไรเสียอีกไม่นานก็ครบสามปีแล้ว ข้าก็ต้องไปเมืองหลวงเพื่อรายงานตัว เมื่อถึงเวลานั้นทุกอย่างก็จะกระจ่าง”
ครึ่งวันต่อมา ในที่สุดพวกหลิวหงทั้งสามคนก็จดบันทึกทุกอย่างที่ควรจดเสร็จสิ้น หากเป็นในอาณาเขตของพวกเขาเองพวกเขาอาจจะพักอยู่ที่นี่อีกสักสองสามวัน แต่สถานที่แห่งนี้ของหลีเต้าไม่มีผลประโยชน์อะไรให้กอบโกย ซ้ำยังต้องมาโดนดูถูกอีก ดังนั้นทั้งสามคนจึงบอกลาทันที
“ขอให้ทั้งสามท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ” หลีเต้านั่งนิ่งอยู่ในห้องโถง โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อเห็นหลีเต้าไม่แม้แต่จะลุกขึ้นมาส่งตามมารยาท ในใจทั้งสามคนก็ยิ่งรู้สึกโกรธ พวกเขาทั้งสามคนคิดในใจว่า ‘เจ้าจงหยิ่งผยองไปเถิด รอข้ารายงานท่านอัครเสนาบดีแล้วทูลฝ่าบาทก่อน ดูซิว่าเจ้าจะเป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้ได้อีกนานเท่าใด’
เมื่อเห็นทั้งสามคนจากไปแล้วหลีเต้าจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขามองไปที่โจวเซิงและเสวี่ยปิงก่อนจะกล่าวว่า “เอาละ พวกเจ้าก็ไปทำงานต่อเถิด”
ในขณะที่หลีเต้ากำลังจะเดินจากไป โจวเซิงก็ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ท่านไม่กลัวหรือว่าเมื่อครบกำหนดสามปีแล้วท่านจะถูกย้ายออกจากดินแดนทางใต้” เกี่ยวกับประสบการณ์ของหลีเต้าหลังจากติดต่อกันมาหลายปี โจวเซิงเข้าใจดี หากปกครองดินแดนทางใต้ได้ไม่ดี ถูกย้ายก็ย้ายไป แต่ถ้าสุดท้ายแล้วสถานการณ์ของดินแดนทางใต้ถูกเปิดเผยออกไป คาดว่าคงมีคนไม่น้อยกระโดดออกมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าดินแดนทางใต้ที่ไร้หลีเต้าจะเป็นอย่างไร
“ย้ายออกหรือ?” หลีเต้ายิ้มบางพลางกล่าวว่า “ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ จะย้ายก็ย้ายไปสิ”
แต่ก่อนที่โจวเซิงจะได้เอ่ยปาก เสวี่ยปิงที่อยู่ด้านข้างก็วางมือลงบนไหล่ของเขาและกล่าวว่า “ท่านรองเจ้าเมืองโจว ท่านคงไม่คิดว่าตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ในตอนนี้ใครก็จะมานั่งได้หรอกนะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นโจวเซิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วต้องสูดลมหายใจเย็นเฮือกใหญ่ เพราะเขาพบว่าสถานการณ์ดินแดนทางใต้ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ว่าหลีเต้าเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาดินแดนทางใต้ แต่ดินแดนทางใต้ต่างหากที่ต้องพึ่งพาหลีเต้าอย่างสมบูรณ์
กลุ่มอิทธิพลมากมายในเทือกเขาหมื่นลี้ที่เหลืออยู่ ทุกวันนี้ล้วนแต่ถูกกำลังของกองทัพหมาป่าฝูถูและหลีเต้าปราบปราม หากเปลี่ยนผู้ว่าการดินแดนทางใต้คนใหม่มา ถ้าไม่มีหลีเต้าและกองทัพหมาป่าฝูถูอยู่แล้ว เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายในเวลาไม่นาน
ยังมีแวดวงขุนนางของดินแดนทางใต้อีก ทุกวันนี้ล้วนเป็นคนของสำนักเหวินหัว เขาได้ยินมาว่าตอนนี้หลีเต้าเป็นอาจารย์ใหญ่คนที่สองของสำนักเหวินหัวแล้ว และไม่ใช่แค่ตำแหน่งในนามเท่านั้น แต่เป็นบุคคลที่กลุ่มคนจากสำนักเหวินหัวยอมรับอย่างแท้จริง พวกคนที่แม้แต่ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันยังควบคุมไม่ได้ แต่หลีเต้ากลับสามารถควบคุมได้ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น พวกเหล่านี้จะยอมฟังผู้ว่าการดินแดนทางใต้คนใหม่ที่เพิ่งมาหรือไม่? เกรงว่าเพียงแค่หลีเต้าโบกมือ พวกเขาทุกคนก็คงจะลาออกจากตำแหน่งทันที
ในขณะเดียวกัน เหตุผลที่ในปัจจุบันดินแดนทางใต้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วนั้น ก็ไม่อาจแยกจากสมาคมการค้าตระกูลเถียได้ ในปัจจุบันนี้แทบจะเป็นสมาคมการค้าตระกูลเถียที่ใช้กำลังทรัพย์ของตนเองในการรักษาการดำเนินงานด้านต่างๆ ของดินแดนทางใต้ และเหตุผลที่ตระกูลเถียทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะตัวหลีเต้าเอง หากหลีเต้าจากไปและถ้าเขาต้องการ ก็สามารถดึงตระกูลเถียออกจากดินแดนทางใต้ได้ในคราวเดียว เมื่อถึงเวลานั้นคาดว่าระบบการค้าทั้งหมดของดินแดนทางใต้คงจะล่มสลาย
สุดท้ายแล้วหากจะถามว่าใครที่ไม่ต้องการให้หลีเต้าจากไปมากที่สุด นั้นก็คงเป็นสามัญชนในดินแดนทางใต้ ก่อนที่หลีเต้าจะมาพวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร แล้วหลังจากที่หลีเต้ามาถึงพวกเขาได้ใช้ชีวิตกันอย่างไร ตลอดระยะเวลาสามปีนี้ชาวบ้านในดินแดนทางใต้แทบทุกคนล้วนศรัทธาต่อหลีเต้าอย่างสุดหัวใจ แม้กระทั่งหลายครอบครัวได้ตั้งป้ายอายุยืนของหลีเต้าไว้บูชาในบ้านแล้ว สรุปก็คือดินแดนทางใต้ในปัจจุบันจะดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ของหลีเต้าทั้งสิ้น สถานการณ์เช่นนี้คาดว่าแม้แต่ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันเสด็จมาก็คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
หลังจากคิดเรื่องนี้จนกระจ่างแล้ว ทันใดนั้นโจวเซิงก็รู้สึกว่าตนเองไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไป
เจ็ดวันต่อมา
ภายในห้องแห่งหนึ่ง หลีเต้านั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง กลืนยาบำรุงที่เหล่ากุ่ยส่งมาให้เม็ดสุดท้ายลงท้อง ครูหนึ่งผ่านไปเขาถอนหายใจยาว
“ในที่สุดก็ฟื้นฟูร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แล้ว!”
“ระบบ!”
[เจ้านาย : หลีเต้า]
[พลังกาย : 230,166.88]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 87,684.99]
พร้อมกับการที่ร่างกายฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์ดี เขาก็สามารถเริ่มการแปรสภาพครั้งที่เจ็ดได้แล้ว เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก รวมถึงอวัยวะภายในทั้งห้าและหกล้วนผ่านการแปรสภาพมาแล้ว ไม่รู้ว่าการแปรสภาพครั้งนี้จะเป็นส่วนใดอีก ในเมื่อฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์แล้วหลีเต้าก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาใช้จิตไปสัมผัสที่ตัวอักษร ‘สามารถเปลี่ยนแปลงได้’ อย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อการแปรสภาพเริ่มต้นขึ้นในครั้งนี้ หลีเต้ากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่รู้สึกถึงพลังงานที่พุ่งเข้าสู่ศีรษะของเขาแทน หรือว่าจะเป็นสมองไม่ก็จิตวิญญาณที่กำลังจะแปรสภาพ? แต่แล้วหลีเต้าก็พบว่าตัวเขาคาดเดาผิดไปอย่างรวดเร็ว พลังงานที่พุ่งเข้ามานั้นไม่ได้เข้าสู่กะโหลกศีรษะของเขา แต่หยุดอยู่ที่ใบหน้า จากนั้นลำคอและดวงตาของเขาก็เริ่มมีความรู้สึกผิดปกติตามมา
นี่คือการแปรสภาพของทวารทั้งเจ็ด?
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความรู้สึกผิดปกติที่ทวารทั้งเจ็ดค่อยๆ หายไป ในขณะเดียวกันหลีเต้าพบว่าโลกที่เขารับรู้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ระหว่างการหายใจเขาพบว่าตนเองสามารถแยกแยะกลิ่นทุกชนิดในอากาศได้อย่างง่ายดาย ถึงขนาดที่สามารถรับรู้ได้ถึงร่องรอยของบางสิ่งที่ยังคงอยู่ในสถานที่บางแห่งผ่านกลิ่นได้ ราวกับได้กลิ่นและเห็นอดีต
ต่อมาหูของเขาพลันได้ยินเสียงมากมายดังแทรกเข้ามา เสียงอึกทึกครึกโครมราวกับมีคนนับหมื่นกำลังพูดอยู่ข้างหู จนเขาอดขมวดคิ้วไม่ได้
และเมื่อหลีเต้าลืมตาขึ้นมอง เพียงแค่คิดเท่านั้นก็พบว่าม่านตาที่หดตัวของเขามีคุณสมบัติเหมือนกล้องส่องขยายในตัว สามารถมองเห็นรายละเอียดทั้งหมดของมดตัวหนึ่งที่อยู่ตรงมุมห้องได้อย่างชัดเจน ราวกับดวงตามีกล้องจุลทรรศน์ติดตั้งอยู่ และไม่เพียงเท่านั้น เมื่อความคิดของเขาเคลื่อนไหว เขาพลันรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งไป แต่ไม่นานเขาก็พบอย่างรวดเร็วว่ามันไม่ใช่การหยุดนิ่ง ทว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ช้าลง ช้าจนให้ความรู้สึกราวกับว่าทุกอย่างหยุดนิ่งไปเลยทีเดียว
เอ๋?
ทันใดนั้นม่านตาทั้งสองข้างของหลีเต้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ในชั่วขณะถัดมา ลำแสงสองสายก็พุ่งออกมาจากม่านตาของเขา ลำแสงนั้นพุ่งทะลุพื้นดินในชั่วพริบตา ทิ้งรอยหลุมเล็กๆ ที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นไว้บนพื้นสองรู ดวงตาเลเซอร์? ดวงตายิงแสงได้?
ไม่นานหลีเต้าก็พบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่เป็นเพราะดวงตาทั้งสองข้างของเขาผ่านการแปรสภาพจนมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนทำให้สามารถนำพลังปราณโลหิตในร่างกายของเขามาใช้ได้ ในที่สุดหลังจากการทดลองของหลีเต้า เขาพบว่าเสียงของเขาหรือก็คือ ‘ปาก’ หนึ่งในเจ็ดช่องของร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ขอเพียงแค่ต้องการ เสียงของเขาในตอนนี้ก็สามารถใช้เป็นอาวุธได้ อีกทั้งยังสามารถเลียนแบบเสียงต่างๆ ได้อีกด้วย