ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 414 จดหมายจากหยางหลิน
โดยสรุปแล้วหลังจากทำการทดลองไปมากมาย หลีเต้าก็เข้าใจถึงความสามารถหลังจากการแปรสภาพของเจ็ดช่องทวารได้เกือบหมดแล้ว การแปรสภาพในครั้งนี้อาจจะไม่ได้เพิ่มพลังให้กับเขาโดยตรง แต่ก็สามารถช่วยเหลือเขาทางอ้อมได้ไม่น้อย หลังจากเจ็ดช่องทวารได้แปรสภาพเสร็จสมบูรณ์ หลีเต้าก็สามารถเพิ่มคะแนนต่อไปได้ ดังนั้นเมื่อกระแสความร้อนจางหายไป ระบบก็เปลี่ยนเป็น
[เจ้านาย : หลีเต้า]
[พลังกาย : 317,851.87]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0]
หลีเต้ากำหมัด เขารู้สึกถึงพลังอันเปี่ยมล้นภายในร่างกาย หากเทียบกับผู้บำเพ็ญสายหลักแล้ว คุณสมบัติของเขาในตอนนี้ลอยอยู่ระหว่างขั้นปลายถึงขั้นสูงสุดของระดับมหาราชาปรมาจารย์ แต่เนื่องจากความพิเศษของตัวเขาเอง พลังที่แท้จริงน่าจะอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ยังห่างจากระดับกึ่งเทพมนุษย์อยู่เล็กน้อย แต่หากต้องต่อสู้จริงๆ เขาก็น่าจะต้านทานได้สักระยะ ส่วนระดับเทพมนุษย์นั้นน่าจะยังมีระยะห่างอีกไม่น้อย การบำเพ็ญยิ่งไปถึงช่วงหลัง ความแตกต่างของพลังระหว่างขั้นก็จะยิ่งห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าพลังในตอนนี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว จากข้อมูลที่ได้จากเถียซานเหนียง เขาทราบว่าระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้นถือเป็นจุดสูงสุดของยุทธภพแล้ว ส่วนผู้ที่สามารถบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์ได้นั้นโดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่ออกมาเดินในยุทธภพ หรืออาจกล่าวได้ว่าเมื่อไปถึงระดับนั้น สิ่งส่วนใหญ่ในโลกมนุษย์สำหรับพวกเขาลล้วนแต่เป็นสิ่งที่ได้มาโดยง่าย ส่วนใหญ่จึงแสวงหาขั้นที่สูงกว่า ยกตัวอย่างเช่นราชสำนัก ภายในนั้นย่อมมีระดับเทพมนุษย์อยู่อย่างแน่นอน แต่เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้วที่ไม่มีใครเคยเห็นเทพมนุษย์ปรากฏตัวขึ้นเลย โดยพื้นฐานแล้วเว้นแต่ว่าจะเผชิญกับเรื่องใหญ่ มิเช่นนั้นสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เทพมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่แต่ในตำนานเท่านั้น ดังเช่นอวินอ่อง แม้จะมีพลังระดับ ‘กึ่งเทพมนุษย์’ แต่ก็ยังต้องสั่งสมพลังเป็นเวลาร้อยปีก่อนจะออกมาปรากฏตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทพมนุษย์ที่แท้จริงเลย
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในวันนี้อยู่ๆ ก็มีฟ้าผ่าอย่างรุนแรงตกลงมากลางลานเรือนที่หลีเต้าอาศัยอยู่
“คุณชาย นี่มัน…” ที่นอกซากปรักหักพังของเรือน จิ่วเอ๋อร์และสองหญิงสาวมองดูง่าวมังกรทมิฬที่ลอยอยู่กลางอากาศ พร้อมกับเปล่งแสงอสนีบาตด้วยความตกตะลึง
‘จิตวิญญาณของมันฟื้นคืนมาแล้วหรือ?’ หลีเต้าคิดในใจขณะที่มองง่าวมังกรทมิฬ ในตอนนั้นเองง่าวมังกรทมิฬดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่ง ชั่วขณะถัดมามันพลันพุ่งตรงมาที่หลีเต้าด้วยความเร็วสูงพร้อมกับประกายสายฟ้า
“ระวัง!” ทันใดนั้นหลิวซิ่วเอ๋อร์และเหมียวเมียวซินก็ต้องการจะปกป้องหลีเต้า แต่กลับถูกเขาห้ามเอาไว้
เมื่อง่าวมังกรทมิฬเข้าใกล้หลีเต้า อยู่ๆ มันก็พลิกตัวขึ้นในแนวตั้งอย่างกะทันหัน ลอยอยู่กลางอากาศ จากนั้นมันเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ในตอนนั้นเองดูเหมือนหลีเต้าจะรู้สึกถึงบางสิ่ง เขายกมือขึ้นจับง่าวมังกรทมิฬที่ลอยอยู่ในอากาศ ทันใดนั้นง่าวมังกรทมิฬก็หยุดสั่นไหว
หลีเต้าสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงทางสายเลือดจากง่าวมังกรทมิฬ ราวกับว่าง่าวมังกรทมิฬไม่ได้เป็นเพียงแค่อาวุธอีกต่อไป แต่เป็นส่วนขยายของร่างกายเขาเอง ในตอนนั้นเองจิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างพลันรู้สึกอยากแตะต้องง่าวมังกรทมิฬด้วยความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา แต่เมื่อมือน้อยๆ ของนางกำลังจะแตะถูก ทันใดนั้นง่าวมังกรทมิฬก็มีประกายสายฟ้าวาบขึ้นมา ทำให้จิ่วเอ๋อร์ตกใจรีบชักมือกลับทันที
หลีเต้าสัมผัสได้ถึงการปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมภายนอกของง่าวมังกรทมิฬจึงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ง่าวมังกรทมิฬที่เกิดจิตวิญญาณถึงกับมีอารมณ์ความรู้สึกเป็นของตัวเอง ต้องยอมรับว่าโลกแห่งการบำเพ็ญช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ
พอรู้ว่าตัวเองถูกขู่ให้ตกใจจิ่วเอ๋อร์ก็แสดงสีหน้าน้อยใจออกมา หลีเต้ายื่นมือไปลูบศีรษะนางแล้วเอ่ยปลอบว่า “ง่าวมังกรทมิฬเพิ่งเกิดจิตวิญญาณ รออีกสักพักคงจะดีขึ้น”
หลังจากเอ่ยปลอบจิ่วเอ๋อร์แล้ว หลีเต้าก็พาง่าวมังกรทมิฬที่เกิดจิตวิญญาณมาที่ลานว่างแห่งหนึ่งในเรือน จากนั้นก็นึกท้าร่ายรำของง่าวไร้พ่าย ก่อนจะจับง่าวมังกรทมิฬกวัดแกว่งในลานเรือนทันที เขาไม่ได้ใช้พลังปราณโลหิตและไม่ได้ใช้กำลังมากเกินไป แต่หลีเต้ากลับพบว่าทุกครั้งที่ตวัดง่าวมังกรทมิฬ มันจะมีพลังที่แฝงอยู่ในตัวมันเอง และพลังนั้นไม่ได้อ่อนด้อยเลย ในตอนนี้เหมือนหลีเต้ากำลังใช้ง่าวมังกรทมิฬโดยพลังเซียนเทียนอยู่ แต่ภายใต้การเสริมพลังของง่าวมังกรทมิฬ พลังที่เขาแสดงออกมาผ่านการปลดปล่อยนั้นได้บรรลุถึงระดับเซียนเทียนขั้นกลาง
ต่อมาเขาได้ทดลองดูอยู่ครู่หนึ่ง และพบว่ายิ่งปลดปล่อยพลังของตนมากเท่าใด ง่าวมังกรทมิฬก็จะยิ่งสามารถเสริมพลังได้มากขึ้นเท่านั้น หลังจากนั้นหลีเต้ายังคงทดลองง่าวมังกรทมิฬที่จิตวิญญาณตื่นขึ้นมาอยู่ในลานบ้าน หลังจากสื่อสารกับจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในง่าวมังกรทมิฬเป็นเวลานาน หลีเต้าก็รู้สึกถึงพลังทัณฑ์สวรรค์ที่ถูกดูดซับไว้จากก่อนหน้านี้ ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้น หลีเต้ายกง่าวมังกรทมิฬขึ้นมา ในชั่วพริบตานั้นง่าวมังกรทมิฬพลันมีสายฟ้าระยิบระยับสว่างวาบทั่วทั้งเล่ม เข้าปกคลุมร่างของเขาทั้งหมด ตามมาด้วยเสียงคำรามของฟ้าทั้งที่อากาศแจ่มใส จากนั้นสายฟ้าก็แลบขึ้นมากลางนภา หลีเต้าชี้ง่าวมังกรทมิฬไปยังพื้นที่ว่างไม่ไกล สายฟ้าพลันฟาดลงมาจากท้องฟ้า ทันใดนั้นก็เกิดหลุมไหม้ดำตรงจุดที่เขาชี้
เดิมทีหลีเต้าเพียงต้องการทดลองดูเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะประสบความสำเร็จ ง่าวมังกรทมิฬนอกจากจะมีความสามารถในการห่อหุ้มด้วยทัณฑ์สวรรค์แล้ว ยังมีความสามารถในการเรียกสายฟ้าอีกด้วย ในชั่วขณะนั้นหลีเต้ายิ่งรู้สึกรักถนอมง่าวมังกรทมิฬมากขึ้นไปอีก และง่าวมังกรทมิฬก็อาจรับรู้ถึงความรู้สึกของหลีเต้าที่มีต่อมันได้ จึงเผยความรู้สึกสนิทสนมออกมาจากจิตวิญญาณ
สามวันต่อมา จดหมายฉบับหนึ่งถูกจางเหมิงส่งมาถึงมือของหลีเต้า
“หัวหน้า นี่เป็นจดหมายที่ส่งมาจากท่านไท่ผิงกง”
“เอ๋? จดหมายจากท่านหยาง” หลีเต้ารับจดหมายจากมือของจางเหมิงมาแล้วเปิดออก จากนั้นก็ค่อยๆ อ่านมัน หลังจากอ่านไปสักพักเขาก็พับจดหมายเก็บ จางเหมิงที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น “หัวหน้า จากท่านไท่ผิงกงส่งจดหมายมามีเรื่องอะไรหรือ?”
หลีเต้าไม่ได้พูดอะไร เพียงแคโยนจดหมายให้จางเหมิงอย่างไม่ใส่ใจ จางเหมิงที่เข้าใจความหมายนั้นเปิดออกดู ครู่ต่อมาจางเหมิงพลันร้องเสียงดัง “พวกมันกล้าดีอย่างไรมาใส่ร้ายท่านเช่นนี้”
ในจดหมายนั้นหยางหลินบอกว่าหลังจากที่หลิวหงและอีกสองคนเดินทางกลับจากดินแดนทางใต้มาถึงเมืองหลวงแล้ว พวกเขาได้รายงานเรื่องราวที่ดินแดนทางใต้ให้จวนอัครเสนาบดิทราบก่อนแล้ว หลังจากนั้นยังได้เสริมเติมแต่งเรื่องราวก่อนจะกราบทูลต่อฮ่องเต้ในช่วงเช้า ดังนั้นผลลัพธ์ก็คือ ก่อนที่หลีเต้าจะได้ไปรายงานตัวที่เมืองหลวง เขาก็ถูกคนของจวนอัครเสนาบดีตำหนิอย่างหนักในราชสำนักแล้ว ปัจจุบันในสถานการณ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่ต่างรอดูความล้มเหลวของเขา และจุดประสงค์ของจดหมายจากหยางหลินมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือให้หลีเต้าเตรียมตัวล่วงหน้า อย่าได้ถูกทำให้สับสนอย่างกะทันหัน และยังแสดงให้เห็นว่าตราบใดที่ดินแดนทางใต้ไม่มีปัญหาใหญ่ เขาก็สามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง
หลีเต้านึกภาพกลุ่มคนที่เยาะเย้ยเขาไม่หยุดหย่อนในขณะที่เขาไม่อยู่ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางกล่าวว่า “คนพวกนี้ช่างดูแคลนข้าจริงๆ”
พูดตามตรง หลีเต้าไม่เคยปิดบังอะไรเกี่ยวกับดินแดนทางใต้เลย หากมีคนตั้งใจสืบสวนว่าสถานการณ์ที่ดินแดนทางใต้เป็นอย่างไร ก็จะสามารถสืบทราบได้อย่างกระจ่างแน่นอน ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็สามารถตัดสินได้ในแวบเดียว แต่ถึงกระนั้นสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นได้ นอกจากจะเป็นการดูถูกเขาแล้วก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดอีก มีคำกล่าวว่า ‘ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล’ [1] ดูเหมือนว่าขุนเขาหมื่นลี้จะบดบังสายตาของทุกคนอย่างสิ้นเชิง แตเป็นเช่นนี้ก็ดี หากคนพวกนั้นไม่ตาบอดแล้วจะให้โอกาสเขาหักหน้าได้อย่างไร
“จางเหมิง”
“ครับ!”
“ไปแจ้งข่าวให้ทั่ว อีกเจ็ดวันข้างหน้าให้ระดมพลทหารฝูถูจำนวนห้าร้อยนาย ติดตามข้าไปยังเมืองหลวงเพื่อรายงานตัว”
[1] ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล : สถานที่ห่างไกลจากอำนาจศูนย์กลาง ง่ายต่อการทุจริต