ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 415 ออกเดินทาง
เวลาเจ็ดวันผ่านไปในพริบตา ณ ประตูตะวันออกเมืองเทียนหนาน
หลังจากผ่านการทำความสะอาดมากว่าหนึ่งเดือน ซากปรักหักพังทั้งหมดได้กลายเป็นพื้นที่ราบเรียบ เหลือเพียงแค่การสร้างใหม่ขึ้นบนพื้นที่เท่านั้น
ในขณะนี้ ขบวนที่ประกอบไปด้วยกองทัพหมาป่าผู่ถูห้าร้อยนายได้หยุดอยู่บนพื้นที่โล่ง และไม่ไกลจากกองทัพหมาป่าผู่ถูมีเงาดำล้อมรอบเป็นวงกลมอยู่
กลุ่มเงาดำเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นชาวบ้านธรรมดาในเมืองเทียนหนานนั่นเอง หลังจากรู้ว่าหลี่เตาจะเข้าเมืองหลวงเพื่อรายงานตัว พวกเขาก็รีบมาส่งทันที
เมื่อมองไปที่ขบวนรถ มีผู้กล้าหาญคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะตะโกนว่า
“ท่านผู้ว่าการ ท่านต้องกลับมาเร็วๆ นะขอรับ เมืองเทียนหนานอยู่ไม่ได้หากไร้ท่าน”
หลังจากเสียงนั้นดังขึ้น เสียงต่างๆ ก็ดังขึ้นตามมา
ในขบวนรถ หยางเหยียนที่เตรียมตัวจะเข้าเมืองหลวงพร้อมกับหลี่เตา เมื่อเห็นภาพนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงว่า
“หัวหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นชาวบ้านปฏิบัติต่อใครสักคนเช่นนี้”
แม้ว่าหยางเหยียนจะอายุมากกว่าหลี่เตาเกือบรอบ แต่คำว่าหัวหน้านั้นก็เรียกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“ไปเถิด ให้พวกเขากลับไปเถิด พวกเราสมควรออกเดินทางได้แล้ว”
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากนั้น หลี่เตาก็ขี่เสี่ยวเฮยมาถึงด้านหน้าสุดของขบวนรถ จางเมิ่งและเสวี่ยปิงนำทหารผู่ถูจำนวนสิบนายรับผิดชอบนำทางอยู่ด้านหน้า ด้านหลังตามมาด้วยรถม้าหนึ่งคัน อีกด้านของรถม้ามีเสี่ยวไป่คอยติดตามอยู่
“คุณชาย พวกเราจะออกเดินทางเมื่อใดเจ้าคะ?”
ผ้าม่านรถม้าถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้างดงามน่ารักของจิวเอ๋อร์ เมื่อมองผ่านช่องว่างเข้าไป ยังสามารถเห็นหลิวซิ่วเอ๋อร์และเหมียวเมียวซินได้อีกด้วย
นอกจากคนเหล่านี้แล้ว คนที่เหลือทั้งหมดล้วนถูกทิ้งไว้ที่ดินแดนทางใต้ แม้ว่าดินแดนทางใต้เกือบจะถูกเขาสร้างให้แข็งแกร่งดุจถังเหล็กแล้ว แต่การเฝ้ารักษาการณ์ที่ควรมีก็ยังคงต้องมีอยู่
“เดี๋ยวก็ได้ออกเดินทางแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจิวเอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
‘ในที่สุดก็ได้กลับเมืองหลวงแล้วหรือ’
เรื่องนี้ทำให้นางอดนึกถึงภาพตอนที่ติดตามคุณชายออกมาจากเมืองหลวงไม่ได้ ตอนที่จากมาก่อนหน้านี้ จวนอันหยวนป๋อกำลังถูกคนจากจวนอัครเสนาบดีทำลาย ทุกคนในบ้านต่างออกไปกันหมดแล้ว จนถึงตอนนี้ นางยังคงจำภาพที่ตนเองฝังร่างของอดีตผู้ดูแลท่ามกลางสายฝนได้อย่างแม่นยำ
หากไม่ใช่เพราะคุณชายกลับมาทันเวลา นางอาจตายไปแล้วในพายุฝนครับนั้น และสิ่งที่นางประทับใจมากที่สุดก็คือ ตอนที่จะจากมา คุณชายถามนางว่าอยากกลับไปเมืองหลวงอีกหรือไม่ คำตอบของนางคืออยาก หลังจากนั้นคุณชายได้บอกนางว่า สักวันหนึ่งจะกลับไปยังเมืองหลวงอย่างเปิดเผยและสง่างาม
ในเวลานั้น นางคิดว่าทุกอย่างเป็นเพียงความหวังอันงดงาม แต่ตอนนี้ความหวังอันงดงามนั้นกลับกลายเป็นความจริงแล้ว
พอนึกถึงเรื่องนี้ จิวเอ๋อร์ก็ประสานมือเข้าด้วยกันแล้วภาวนาในใจว่า
‘นายท่าน นายหญิง คุณปู่ ผู้ดูแล พวกท่านวางใจได้แล้ว คุณชายกลับมาแล้ว ตระกูลหลี่จะต้องดีขึ้นกว่าเดิม’
เมื่อมองดูท่าทางสง่าผ่าเผยของคุณชายตนที่อยู่ข้างนอก น้ำตาของนางก็ไหลออกมาจากหางตาอย่างห้ามไม่อยู่ หากพวกเขาได้เห็นภาพนี้ก็คงจะดี
ไม่นานนัก หยางเหยียนก็กลับมาแล้วพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า
“หัวหน้า พวกเราพร้อมออกเดินทางแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถิด”
เมื่อได้ยินคำสั่ง หยางเหยียนซึ่งขี่หมาป่าอยู่ด้านข้างขบวนรถก็ตะโกนบอกเสียงดัง
“ออกเดินทางได้!”
เพียงคำสั่งเดียว ขบวนรถก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า
ช่วงระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่สบายที่สุดของปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเมืองหลวงที่มีสภาพแวดล้อมสะดวกสบายที่สุดแล้วนั้น ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังจากที่เถียซานเหนียงได้นำสิ่งใหม่ๆ เช่นหนังสือพิมพ์เข้ามาในเมืองหลวง เมืองหลวงที่เดิมทีเจริญรุ่งเรืองอย่างมากอยู่แล้ว ก็พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
แม้จะเป็นช่วงฤดูเพาะปลูกที่ยุ่ง แต่นักท่องเที่ยวและพ่อค้าที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศก็ยังคงหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ภายในนั้นยังมีผู้คนจำนวนมากที่มาจากต่างประเทศอีกด้วย
ภายในจวนตระกูลเถีย
ที่ลานเรือนแห่งหนึ่ง เถียซานเหนียงกำลังรับประทานอาหารรสชาติอ่อนๆ พลางฟังรายงานจากผู้คนด้านล่างไป ท่ามกลางเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบ ร่างสีเขียวมรกตได้วิ่งผ่านกลุ่มคนที่กำลังรายงานอยู่ เมื่อผู้คนรอบข้างเห็นเช่นนั้น พวกเขาต่างก็รีบหลบหลีกให้ทางทันที
ไม่นานนัก ปี๋โหยวเอ๋อร์ที่หอบแฮกๆ ก็แทรกตัวมาอยู่ด้านข้างเถียซานเหนียง ท่ามกลางสายตาอิจฉาของผู้คนได้สำเร็จ
เถียซานเหนียงวางงานในมือลง ดวงตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนโยนลงเมื่อเห็นปี๋โหยวเอ๋อร์ นางยกมือขึ้นช่วยจัดผมที่ยุ่งเหยิงข้างหูให้เรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้อีกแล้ว”
“คุณหนู”
ปี๋โหยวเอ๋อร์ตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ สายตาก็มองไปยังกลุ่มคนนอกลานเรือน เมื่อเห็นเช่นนั้น เถียซานเหนียงจึงเอ่ยว่า
“เอาละ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้าไปก่อนเถิด”
หลังทุกคนคำนับกายลาจากไป ก็เหลือเพียงพวกนางสองคน ปี๋โหยวเอ๋อร์จึงค่อยพูดต่อว่า
“คุณหนู ตอนนี้พวกคนชั่วจากจวนอัครเสนาบดีข้างนอกนั้น เริ่มนินทาหัวหน้าหลี่อีกแล้วเจ้าคะ”
เถียซานเหนียงขมวดคิวงาม เอ่ยถามเสียงเบา
“พวกเขานินทาอะไรบ้าง?”
ปี๋โหยวเอ๋อร์จึงเล่าสิ่งที่นางได้ยินมาให้ฟังทั้งหมด หลังจากฟังจบ เถียซานเหนียงก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะคำนินทาเหล่านั้นล้วนแต่พูดถึงว่า ดินแดนทางใต้ภายใต้การปกครองของผู้ว่าการหลี่เตาคนใหม่นี้เป็นอย่างไรบ้าง สภาพที่แท้จริงของดินแดนทางใต้นั้น คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางจะไม่รู้ได้อย่างไร
เถียซานเหนียงจึงเอ่ยปลอบใจว่า
“ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถิด รอให้พี่หลี่มาถึง ข่าวลือเหล่านี้ก็จะหายไปเอง”
“แต่คุณหนูเจ้าคะ คำพูดเหล่านั้นฟังแล้วทำให้คนโกรธมากเลยเจ้าคะ”
เถียซานเหนียงพูดหยอกล้อว่า
“เจ้าเป็นห่วงพี่หลี่ของเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หากเป็นเมื่อก่อน ปี๋โหยวเอ๋อร์คงหน้าแดงไม่รู้จะทำอย่างไรกับคำพูดน่าอายจากคุณหนูของตนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวลาผ่านไปหลายปี คนเติบโตขึ้นแล้วจิตใจก็เติบโตขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ ดังนั้นเมื่อเผชิญกับการหยอกล้อของเถียซานเหนียง นางจึงสามารถโต้กลับได้อย่างเด็ดขาด
“คุณหนูก็เหมือนกันนั่นแหละเจ้าคะ”
“คุณหนูของเจ้าเหมือนเจ้าตรงไหนกัน”
“คุณหนูเจ้าคะ แต่ก่อนท่านสนใจเรื่องของตระกูลเถียมาก แต่หลังท่านกลับมาจากดินแดนทางใต้ ท่านก็ยุ่งวุ่นวายอยู่แต่กับธุรกิจของพี่หลี่แทบทั้งหมด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เถียซานเหนียงก็ถึงกับพูดไม่ออกในทันที
ปี๋โหยวเอ๋อร์รีบเอ่ยต่อ
“แล้วอีกอย่าง เมื่อคืนก่อนไม่รู้ว่าใครกันที่ละเมอพูดชื่อพี่หลี่ออกมาในตอนดึก”
คำพูดนี้ทำให้แม้แต่เถียซานเหนียง ผู้ที่ผ่านการค้าขายมาหลายปีจนหน้าด้านแล้ว ก็ยังมีสีแดงระเรื่อแห่งความอายปรากฏขึ้นมา แต่นางยังคงดื้อดึงปฏิเสธว่า
“เจ้าได้ยินผิดแล้ว”
ปี๋โหยวเอ๋อร์รู้ว่าไม่ควรพูดมากเกินไป แต่ในดวงตากลับเผยความยินดีแห่งชัยชนะออกมา ผ่านไปครู่หนึ่ง เถียซานเหนียงค่อยๆ สงบลง
“เจ้าเด็กน้อย ยังอยากแก้แค้นให้พี่หลี่ของเจ้าอยู่หรือไม่?”
“อยากสิเจ้าคะ!”
“ถ้าอยาก เจ้าจงส่งคนออกไปสืบข่าวข้างนอก จดชื่อคนที่แพร่ข่าวลือพวกนั้นไว้ หลายปีมานี้มีคนมากมายที่เกาะตระกูลเถียกินเลือดกินเนื้อ ถึงเวลาที่ต้องจัดการพวกมันบ้างแล้ว”
ขณะที่ปี๋โหยวเอ๋อร์กำลังหมุนตัวเตรียมจะออกไป เถียซานเหนียงก็เอ่ยปากเรียกนางเอาไว้
“อีกเรื่อง โหยวเอ๋อร์ เจ้าช่วยแจ้งเถียซานให้ข้าด้วย ให้เขาเตรียมของขวัญให้ข้าสักชิ้น อีกไม่นานข้าจะเข้าจังสักหน่อย”
“เข้าวัง? ไปหาองค์หญิงหมิงเยวหรือเจ้าคะ? ด้วยความสัมพันธ์ของคุณหนูกับองค์หญิงหมิงเยว ยังต้องใช้ของขวัญอีกหรือ?”
“ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน”
เมื่อนึกถึงภาพที่ได้เห็นตอนที่ไปตำหนักหมิงเยวช่วงก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งตอนนี้ นางก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้าง
‘ไม่เหมือนกันงั้นหรือ?’
เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ ปี๋โหยวเอ๋อร์ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมอีก