ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 417 จิ่วเอ๋อร์ : คุณชายข้าจะให้รางวัลท่าน!
- Home
- ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 417 จิ่วเอ๋อร์ : คุณชายข้าจะให้รางวัลท่าน!
ในมุมมองของหยางหลินคาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหลีเต้าอาจจะมีสถานะและตำแหน่งเหนือกว่าเขา ดังนั้นหากเขาไม่เพิ่มความสัมพันธ์ทางสถานะเผื่อเอาไว้บ้าง ก็อาจรู้สึกอึดอัดเอาในภายหลังได้ แน่นอนว่าหลีเต้าก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“ท่านหยาง ท่านแน่ใจหรือที่จะให้ข้าเรียกท่านว่าอาหยาง?”
“ไม่เหมาะสมหรือ?”
“เหมาะสมขอรับ”
“หากเหมาะสมก็ดีแล้ว ต่อไปก็เรียกเช่นนี้”
“ได้ เพียงแคท่านไม่เสียใจในภายหลังก็พอ”
“จะมีอะไรให้ต้องเสียใจกันเล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลีเต้าก็ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เขาเพียงหวังว่าเมื่อถึงยามตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผยออกไป อีกฝ่ายจะยังคงรับการเรียกขานเช่นนี้ได้อย่างสบายใจ
“ท่านปู่” ในตอนนั้นเองเสียงอ่อนแรงของหยางเหยียนได้ดังขึ้นจากด้านข้าง
“เอ๋?” ในที่สุดหยางหลินก็สังเกตเห็นหลานชายคนโตของตนเอง
หยางเหยียนพูดด้วยสีหน้าอึดอัดว่า “หากหัวหน้าเรียกท่านว่าอาแล้ว เช่นนั้นข้าควรเรียกเขาว่าอย่างไร”
“เจ้านะหรือ?” หยางหลินแค่นเสียงเย็นชา “ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าก็ต้องเรียกเขาว่าอาสิ”
หยางเหยียนมีสีหน้าอับจนทันที ด้วยความแข็งแกร่งของหลีเต้าการที่คนอายุสามสิบกว่าปีอย่างเขาจะเรียกอีกฝ่ายว่าหัวหน้านั้นก็ยังจะพอรับได้ แต่หากให้เรียกว่าท่านอาแล้ว ต่อไปเขาจะเชิดหน้าขึ้นต่อหน้าคนอื่นๆ ใต้บังคับบัญชาของหลีเต้าได้อย่างไร
“อาหยางอย่าบังคับเขาเลย ต่างคนต่างเรียกกันตามที่เคยก็พอ”
ไม่นานนักหยางหลินก็พาหลีเต้ามาถึงห้องโถงใหญ่ หลังจากจัดการให้บรรดาบุตรชายของตนแยกย้ายไปแล้ว ในห้องโถงใหญ่ก็เหลือเพียงแคหยางหลินและคณะของหลีเต้าเท่านั้น
หลังจากชงชาหนึ่งกาให้หลีเต้าด้วยตัวเองแล้ว หยางหลินก็เอ่ยปากว่า “ในเมื่อเจ้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าเตรียมจะเข้าเฝ้ารายงานตัวเมื่อใด?”
หลีเต้าหยิบถ้วยชาขึ้นมาดมกลิ่นก่อนจะจิบเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ท่านอาหยางคิดเห็นอย่างไร”
หยางหลินกล่าวว่า “ข้าคิดว่าควรรู้อีกสักสองสามวัน ถึงอย่างไรเจ้าก็เพิ่งมาถึง การเข้าเฝ้าครั้งแรกยังต้องแจ้งให้ฝ่าบาททรงทราบก่อน แล้วรอการจัดการของพระองค์”
หลีเต้าพยักหน้า “ได้ ท่านอาหยางจัดการเถิด”
ทันใดนั้นหยางหลินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ๋? เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงคงยังไม่มีที่พักสินะ”
“ไม่เป็นไร คงใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ข้าจะไปหาโรงเตี๊ยมสักแห่งพักชั่วคราว ถึงอย่างไรข้าก็จำได้ว่าทางราชสำนักยังมีจวนของข้าอยู่หลังหนึ่ง”
“ไปพักโรงเตี๊ยมหรือ?” หยางหลินมองดูหลีเต้าและสตรีสามนางที่อยู่ด้านหลังเขาแล้วส่ายหน้าทันที “นี่ได้อย่างไร จะให้เจ้าพักโรงเตี๊ยมได้อย่างไรกัน”
ขณะที่พูดหยางหลินก็มองไปทางหยางเหยียนซึ่งกำลังถือกาน้ำชารินให้ตัวเองอยู่ด้านข้าง เขาพูดเสียงเย็นว่า “จะมาดื่มอะไรกัน รีบไปจัดเตรียมเรือนหลังหนึ่งให้อาหลีของเจ้าเร็ว”
“หา? ครับ!” เมื่อได้ยินคำว่า ‘อาหลี’ ในตอนแรกหยางเหยียนยังไม่ทันได้ตอบสนอง แต่พอรู้ตัวแล้วเขาก็ได้แต่รับคำอย่างจนใจ
“ไม่จำเป็นจริงๆ”
“จำเป็นสิ เมื่อมาถึงเมืองหลวงแล้วเจ้าก็จงถือว่าตระกูลหยางของพวกเราเป็นเหมือนบ้านของเจ้าเองเถิด”
หลีเต้ามองสีหน้าจริงจังของหยางหลิน เขาจึงคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านอาหยางแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้หยางหลินก็หัวเราะฮ่าๆ “เจ้าหนูเอย จะมาเกรงใจข้าทำไม ตอนที่หลอกให้ข้าพนันเกราะหนักก็ไม่เห็นเจ้าจะเกรงใจอะไรเลย”
หลีเต้ายิ้มบาง “เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น”
“เจ้าหนูเอย ช่างเถอะ กินข้าวกันก่อนดีกว่า ข้าจะมาเถียงกับเจ้าหนูอย่างเจ้าไปทำไมกัน”
ไม่นานหลังจากกินข้าวเสร็จ หยางหลินและหลีเต้าได้สนทนากันอีกพักหนึ่ง จากนั้นก็พาหยางเหยียนไปทดสอบฝีมือที่ลานประลองยุทธ หยางหลินยังอยากชวนหลีเต้าไปด้วยแต่กลับถูกหลีเต้าปฏิเสธ เพราะหากเขาไปจริงๆ สุดท้ายแล้วจะเป็นหยางหลินที่ทดสอบเขาหรือเป็นเขาที่ทดสอบหยางหลินกันแน่ เพื่อรักษาหน้าให้กับ ‘อาหยาง’ ที่เพิ่งรับเป็นญาติใหม่ ก็ปล่อยให้หยางเหยียนไปเป็นเพื่อนเล่นกับเขาเถอะ
ภายใต้การนำทางของสาวใช้จวนตระกูลหยาง ทั้งสี่คนก็ได้มาถึงลานเรือนที่เงียบสงบแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว หลังจากวางสัมภาระและข้าวของต่างๆ ลงชั่วคราวแล้ว จิ่วเอ๋อร์ก็วิ่งมาหาหลีเต้าอย่างตื่นเต้น
“คุณชายเจ้าคะ คุณชายพวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะเจ้าคะ”
จิ่วเอ๋อร์เติบโตมากับหลีเต้าในเมืองหลวงตั้งแต่เด็ก จึงนับได้ว่าเป็นคนเมืองหลวง หลังจากกลับมาที่นี่ในรอบสามปี นางซึ่งมีนิสัยค่อนข้างเหมือนเด็กอยู่แล้วจึงเป็นธรรมดาที่จะนั่งไม่ติด
“ได้ งั้นก็ไปเดินเล่นกัน” สามปีแล้วไม่ได้มาเมืองหลวง หลีเต้าเองก็อยากจะดูเมืองหลวงในตอนนี้เช่นกัน
“เย้! คุณชายใจดีที่สุดเลย” ทันใดนั้นอยู่ๆ จิ่วเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง “ดังนั้นข้าตัดสินใจจะให้รางวัลคุณชาย”
หลีเต้าหัวเราะเบาๆ “สาวน้อยคนนี้มีอะไรดีๆ จะให้รางวัลข้าหรือ”
ใบหน้าน่ารักของจิ่วเอ๋อร์แดงระเรื่อ นางดูเขินอายอยู่บ้างแต่ดวงตาทั้งสองกลับจริงจังขณะพูดว่า “รางวัลของข้าก็คือ ข้าจะอุ่นเตียงให้คุณชายสักครั้ง”
เอ๋?
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หลิวซิ่วเอ๋อร์และเหมียวเมียวซินที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมามอง หลีเต้าเองก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดอันกล้าหาญของจิ่วเอ๋อร์ สาวน้อยคนนี้กล้าหาญถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
เมื่อเห็นหลีเต้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง จิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกผิดหวังอยู่ในใจ นางคิดในใจอย่างขุ่นเคืองว่าเจ็บใจนัก ล้มเหลวอีกแล้วหรือ!
แต่ในชั่วขณะถัดมา มือใหญ่ที่คุ้นเคยและอบอุ่นก็วางลงบนศีรษะของนาง จากนั้นเสียงของคุณชายนางก็ดังขึ้นที่ข้างหู “เช่นนั้นคุณชายอย่างข้าก็จะรับรางวัลนี้อย่างไม่เกรงใจแล้ว”
เมื่อเห็นจิ่วเอ๋อร์มีแววตาเหม่อลอย หลีเต้าจึงยิ้มบางพลางกล่าวว่า “เป็นอะไรไป? เปลี่ยนใจแล้วหรือ?”
“ข้าเปล่า!” จิ่วเอ๋อร์โอบแขนของหลีเต้าโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาน่าเอ็นดู “ข้าไม่ได้เปลี่ยนใจเลย” พูดจบดวงตาของหญิงสาวก็เต็มไปด้วยความหลงใหล
ที่ด้านข้าง หลิวซิ่วเอ๋อร์ที่สวมชุดรัดกุมยืนอยู่ที่เดิม ในดวงตาฉายแววอิจฉาแต่ไม่นานก็ถูกความรู้สึกด้อยค่าเข้าครอบงำ หลิวซิ่วเอ๋อร์เป็นสตรีบริสุทธิ์ ครั้งหนึ่งนางเคยทำลายความงามของตนเองเพื่อรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ เหมียวเมียวซินหลุบตาลง สีหน้าของนางถูกบดบังด้วยผ้าคลุมหนาสีดำทำให้มองไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึก
ไม่นานหลังจากนั้น หลีเต้าก็พาหญิงสาวทั้งสามออกจากจวนไท่ผิงกง เนื่องจากเขตตะวันออกของเมืองเป็นที่อยู่อาศัยเสียส่วนใหญ่ และผู้ที่อาศัยอยู่ล้วนแต่เป็นขุนนางและคนมีฐานะ ดังนั้นบนถนนสายยาวจึงไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก บางครั้งก็จะมีรถม้าหรูหราวิ่งผ่านถนนไป
ขณะที่กำลังเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ หลีเต้าก็รู้สึกว่ามีคนกำลังดึงแขนเสื้อของเขาอยู่ เมื่อได้ยินเสียงของจิ่วเอ๋อร์ หลีเต้าก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของจิ่วเอ๋อร์แดงก่ำ สายตาของนางจ้องมองไปยังที่แห่งหนึ่ง เมื่อมองตามสายตาของจิ่วเอ๋อร์ไป เขาก็ได้เห็นจวนที่ทรุดโทรมหลังหนึ่งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนอันสง่างามโอ่อ่า กำแพงทั้งสองด้านของจวนเกิดความเสียหาย สีที่ทาไว้หลุดลอกออกหมดแล้ว แผ่กลิ่นอายผุพังออกมา ส่วนที่ประตูใหญ่นั้นเปิดอ้าไว้ บนพื้นเต็มไปด้วยเศษไม้ที่แตกหัก แต่ยังพอมองเห็นประตูใหญ่ที่มีสีซีดจางได้อยู่ และที่ด้านนอกประตูใหญ่ใกล้กับถนนยังมีเศษกองหินที่แตกกระจายสองกองและฐานสิงโตหินอีกสองอัน เมื่อมองผ่านประตูใหญ่ที่เปิดอยู่เข้าไปด้านในก็จะเห็นว่าข้างในนั้นมีวัชพืชขึ้นรกเต็มไปหมดแล้ว กล่าวคือจวนหลังนี้นั้นเมื่อเทียบกับจวนโดยรอบแล้วกลับดูแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
และที่นี่ก็คือ “จวนอันหยวนป๋อ” ในอดีต ทั้งยังเป็นบ้านเก่าของหลีเต้าอีกด้วย
หลังจากมองอยู่ครู่หนึ่งหลีเต้าก็ได้สติกลับมา เขาเห็นจิ่วเอ๋อร์ยังคงมีอารมณ์หม่นหมองอยู่บ้าง จึงยิ้มพลางลูบศีรษะของอีกฝ่าย “เอาละ สิ่งที่ควรกลับมาก็จะกลับมาเอง รออีกสักหน่อย”
“อื้อ!” จิ่วเอ๋อร์พยักหน้าหนักๆ กอดแขนของคุณชายตัวเองพลางกล่าวว่า “ข้าเชื่อในตัวคุณชาย”
ที่ด้านข้าง หลิวซิ่วเอ๋อร์และเหมียวเมียวซินสบตากัน สายตาของทั้งสองมองไปยังจวนร้างนั้น ในใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น