ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 418 เรื่องใหญ่ในวังหลัง
อย่างไรก็ตาม ชัดเจนว่าในตอนนี้หลีเต้าไม่มีความตั้งใจที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาวทั้งสองในขณะนี้ได้ หลังออกจากจวนอันหยวนป๋อแล้ว ทั้งสี่คนก็ออกจากเขตตะวันออกของเมืองอย่างรวดเร็ว แล้วมาถึงถนนที่คึกคักเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเมืองหลวง ทันทีที่เข้าสู่ถนน หญิงสาวทั้งสามก็ตาลายไปกับผู้คนที่พลุกพล่านและสิ่งต่างๆ มากมายบนถนนสายยาว
จิ่วเอ๋อร์ยังดีกว่าหน่อย แม้ว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมาเมืองหลวงจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่อย่างน้อยนางก็เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาก่อน แต่สำหรับเหมียวเมียวซินและหลิวซิ่วเอ๋อร์นั้นแตกต่างออกไป หากไม่มีเหตุการณ์ทหารม้าเป่ยหมานปล้นสะดมในครั้งนั้น และหากหลีเต้าไม่เข้ามาแทรกแซง หลิวซิ่วเอ๋อร์ควรจะเป็นเพียงสาวงามธรรมดาคนหนึ่งจากหมู่บ้านเถาหยวน ชีวิตของนางควรจะเป็นเพียงการแต่งงานกับชายธรรมดาในวัยที่เหมาะสมและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปตลอดชีวิต แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานางจะได้ติดตามหลีเต้ามาโดยตลอด แต่สิ่งที่นางได้ประสบนันก็ล้วนแต่เป็นวันเวลาแห่งการต่อสู้ แม้จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบที่จวนในดินแดนทางใต้มาเป็นเวลาหลายปี แต่หลีเต้ารู้ดีว่าแม้นางจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่กองทัพหลัวชาที่มีนางเป็นผู้นำนั้นกลับพยายามอย่างหนักในทุกวัน ดังนั้นเมื่อความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริงของต้าเฉียนปรากฏขึ้นต่อหน้านางกิยากที่จะไม่รู้สึกดึงดูดใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหมียวเมียวซิน นางเกือบจะอาศัยอยู่ในเทือกเขาหมื่นลี้ตลอดทั้งปีแทบไม่เคยออกมาเลย แม้จะเติบโตเร็วกว่าวัยแต่ก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น
หลีเต้ายิ้มบางพลางกล่าวว่า “ไปกันเถอะ แค่มองดูเฉยๆ ไม่มีประโยชน์หรอก ต้องเดินชมถึงจะดี”
ดังนั้นหลีเต้าจึงพาหญิงสาวทั้งสามเดินเที่ยวไปตามถนนสายยาวที่คึกคักนี้ เนื่องจากรูปลักษณ์ของหลีเต้าและสามสาวงาม ผู้คนเกือบสิบส่วนที่เดินอยู่ตามทางต่างอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองพวกเขาสักหนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่มีคนตาไร้แววเข้ามาหาเรื่องแต่อย่างใด ท้ายที่สุดแล้วความจริงก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าหากว่าการครอบครองความงามนั้นจะทำให้มีเรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่หยุดหย่อน เช่นนั้นแล้วหญิงสาวธรรมดาคงไม่มีทางได้เติบโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ และยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ น้ำในเมืองหลวงนั้นลึกมาก ลึกถึงขนาดที่ว่าหากไม่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งพอก็จะไม่มีใครกล้าไปล่วงเกินผู้อื่นอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อทุ่มอิฐก้อนนี้ลงไป จะมีปลาใหญ่ชนิดใดกระโดดออกมา
“คุณชาย ข้าต้องการอันนี้!”
“อันนี้ด้วย ข้าอยากกินอันนี้อีก ข้าไม่ได้กินมาหลายปีแล้ว ซื้อเถอะ”
“อันนี้ด้วย คุณชายดูสิ สวยใช่ไหมเจ้าคะ”
อาจเป็นเพราะไม่ได้ออกมาเดินเที่ยวเล่นอย่างเต็มที่นานแล้ว จิ่วเอ๋อร์จึงเดินๆ หยุดๆ ตามถนนใหญ่ เมื่อเห็นของอร่อยก็อยากกิน หากเห็นของสนุกก็อยากเล่น ถ้าเห็นของสวยงามก็อยากซื้อ ส่วนหลีเต้าเองก็ตามใจจิ่วเอ๋อร์ ไม่เคยปฏิเสธคำขอของนาง ในขณะเดียวกันจิ่วเอ๋อร์ก็กระตือรือร้นอย่างยิ่ง นอกจากจะทำให้ตัวเองพอใจแล้วยังชวนหลิวซิ่วเอ๋อร์กับเหมียวเมียวซินอีกด้วย ทั้งสองคนและจิ่วเอ๋อร์ได้ใช้เวลาร่วมกันจนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยามอยู่กันตามลำพังก็ไม่ปฏิเสธเพียงแต่พูดน้อยเท่านั้น แต่จิ่วเอ๋อร์จะไม่ทอดทิ้งใครเพราะเรื่องเหล่านี้ และอาจเป็นเพราะซื้อของมาตลอดทั้งทาง ไม่นานในอ้อมแขนของจิ่วเอ๋อร์ก็มีของมากมายเพิ่มขึ้น เมื่อเดินมาถึงทางแยกของถนนสายยาว จิ่วเอ๋อร์ก็มองไปที่หลีเต้าด้วยสายตาน่าสงสาร
เมื่อเห็นเช่นนั้นหลีเต้าจึงมองไปรอบๆ จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่อาคารขนาดเล็กที่มีลักษณะพิเศษแห่งหนึ่ง เขายื่นมือไปเคาะศีรษะของจิ่วเอ๋อร์เบาๆ “เอาละ พวกเราไปพักผ่อนที่โรงละครกันเถอะ”
“คุณชาย โรงละครที่ท่านพูดถึงนั้นเป็นที่สุจริตหรือไม่” ทันใดนั้นหลีเต้าพลันนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ตนเองเคยทำก่อนที่ความทรงจำจะกลับคืนมา ในตอนนั้นโรงละครที่เขาไปส่วนใหญ่เป็นสีชมพู [1] ไม่นานเขาก็โยนความทรงจำเหล่านั้นทิ้งไปทั้งหมดแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ก็แค่ดื่มชาดูละครเท่านั้น อย่าคิดมากไป”
“คิกคิก!”
ไม่นานนักคณะสี่คนก็มาถึงโรงละครที่หลีเต้าเคยเห็นก่อนหน้านี้ ตามคำชักชวนของเสี่ยวเอ้อร์ประจำร้าน พวกเขาเลือกนั่งลงในตำแหน่งที่ดี เมื่อจานขนมถูกจัดวางบนโต๊ะแล้ว จิ่วเอ๋อร์ก็วางของในมือลงและแย่งกาน้ำชาจากมือของเสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านมาปรนนิบัติหลีเต้าด้วยตัวเอง
หลีเต้ากล่าวเสียงเบา “ออกมาข้างนอกแบบนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรอก ให้พวกเขาทําก็ได้”
จิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า “ไม่ได้ มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถปรนนิบัติคุณชายได้” เมื่อเห็นจิ่วเอ๋อร์มีความสุขกับการทำเช่นนั้นหลีเต้าจึงไม่ได้พูดอะไรอีก หลังจากดูแลหลีเต้าเรียบร้อยแล้ว จิ่วเอ๋อร์และอีกสองคนก็เริ่มพูดคุยกันเสียงเบาพลางชมการแสดงงิ้วบนเวทีที่อยู่ไม่ไกล แม้จะเป็นช่วงเที่ยงวันแต่โรงละครก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลย และเนื่องจากถนนสายยาวนี้อยู่ใกล้กับเขตตะวันออกของเมือง จึงมีขุนนางและคนชนชั้นสูงมาที่นี่ไม่น้อย
ขณะที่หลีเต้ากำลังชมการแสดงงิ้วอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นหูของเขาก็ขยับเล็กน้อย หลังจากที่ทวารทั้งเจ็ดได้ผ่านการแปรสภาพมาแล้ว ประสาทสัมผัสต่างๆ ของเขาก็เฉียบคมขึ้นอย่างมาก เพื่อความสะดวกหลีเต้าสามารถควบคุมหูให้กรองเสียงรบกวนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ต้องการออกได้ และสิ่งที่สามารถส่งผ่านเข้ามาในหูของเขาได้นั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกได้ และในขณะนี้ที่โต๊ะตัวหนึ่งไม่ไกลจากที่เขานั่งอยู่ มีบุรุษสวมอาภรณ์หรูหราสองสามคนกำลังสนทนาเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของเขา
“ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้ในวังหลวงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น”
“เรื่องใหญ่? เรื่องใหญ่อะไร? ทำไมข้างนอกถึงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย”
“ข้างนอกจะมีความเคลื่อนไหวได้อย่างไร เรื่องใหญ่ที่ข้าพูดถึงคือเรื่องใหญ่ในวังหลัง”
“วังหลัง?” บุรุษและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างตกใจอย่างมาก มีคนถามเสียงเบา “วังหลังมีเรื่องใหญ่อะไร หรือว่าเป็นเรื่องนางสนมของฝ่าบาท” คนผู้นั้นไม่กล้าพูดมากไปกว่านี้ เพราะหากพลาดพลั้งพูดอะไรไปแล้วถูกคนจับผิดเอาได้ก็จะลำบาก
“ไม่ใช่นางสนม แต่เป็นองค์หญิงในวังหลังของฝ่าบาท” พอได้ยินคำพูดนี้ทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หัวข้อเกี่ยวกับนางสนมนั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่เรื่องขององค์หญิงกลับแตกต่างออกไป อาจกล่าวได้ว่าตราบใดที่มันไม่ได้เกินเลยเกินไป ข่าวลือที่แพร่ออกมาก็ไม่มีอะไรต้องน่ากังวล
ไม่นานก็มีคนถามขึ้นว่า “ถ้าแคเป็นองค์หญิงคงไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรกระมัง”
“แล้วถ้าองค์หญิงองค์นั้นคือองค์หญิงหมิงเยว่ละ”
“องค์หญิงหมิงเยว่?” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเพื่อนๆ รอบตัวชายหนุ่มก็ตกตะลึง ส่วนหลีเต้าที่อยู่ด้านข้างก็ตั้งใจเงี่ยหูฟังโดยไม่รู้ตัว ท้ายที่สุดแล้วองค์หญิงหมิงเยว่ก็มีความสำคัญอย่างลึกซึ้งในใจของเขาในระดับหนึ่ง การที่เขาสามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะนาง
มีคนข้างกายชายหนุ่มกล่าวว่า “องค์หญิงหมิงเยว่จะมีเรื่องใหญ่อะไรกัน ปัจจุบันนางก็แทบไม่ออกจากวังไม่ใช่หรือ”
ชายหนุ่มที่เริ่มประเด็นมองไปรอบๆ ก่อนจะกระซิบเสียงเบาว่า “ข้าจะบอกพวกเจ้า แต่อย่าได้นำไปเล่าต่อเป็นอันขาด” ทุกคนรอบข้างรีบเอียงศีรษะเข้าไปใกล้และพยักหน้า
“เมื่อไม่นานมานี้ฝ่าบาทได้เรียกองค์หญิงหมิงเยว่ไปปรึกษาเรื่องการอภิเษกสมรสของนาง”
“งานแต่งงานหรือ? หลังจากเกิดเรื่องเช่นนั้นแล้ว ยังจะมีงานแต่งงานได้อีกหรือ?”
“เรื่องเช่นนั้น? ข้าขอถามเจ้า หากให้เจ้าแต่งงานกับองค์หญิงหมิงเยว่จริงๆ เจ้าเต็มใจหรือไม่”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
“ดังนั้นอย่าว่าแต่เกิดเรื่องนั้นเลย ต่อให้เกิดเรื่องนั้นอีกครั้งก็ยังมีผู้คนมากมายอยากขอแต่งงานกับองค์หญิงหมิงเยว่อยู่ดี เอาละ พูดถึงประเด็นสำคัญเถอะ หรือว่าฝ่าบาททรงกำลังเตรียมหาราชบุตรเขยให้องค์หญิงหมิงเยว่?”
“ฝ่าบาทน่าจะมีความคิดเช่นนั้น แต่ถูกองค์หญิงหมิงเยว่ปฏิเสธไปแล้ว และพวกเจ้าคงคาดไม่ถึงว่าองค์หญิงหมิงเยว่ทำอะไรเพื่อปฏิเสธ”
“ทำอะไรหรือ?”
ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาแล้วค่อยๆ กล่าวว่า “เพื่อปฏิเสธการอภิเษกสมรส องค์หญิงหมิงเยว่ได้สาบานว่าจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต และยังรับเด็กหญิงอายุสามขวบมาเลี้ยงเป็นธิดาอีกด้วย”
[1] สีชมพู : เป็นสแลงหมายถึงความวาบหวิวเย้ายวนใจ