ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 423 การโจมตี
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนิด ฮองเต้พลิกอ่านรายงานจนจบอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ”
ฮองเต้ปิดรายงานแล้วถอนหายใจยาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปที่หลี่เตา
“อู่อันป๋อ ท่านแนใจหรือว่าการพัฒนาดินแดนทางใต้เป็นไปตามที่เขียนไว้ในรายงานทุกประการ?”
น้ำเสียงของฮองเต้ไม่เร่งรีบ ทั้งยังไม่ดีใจหรือเศร้าใจ ทำให้ผู้คนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใดๆ ของพระองค์ได้เลย
“พะยะค่ะ ไม่มีการปิดบังใดๆ ทุกอย่างล้วนถูกบันทึกไว้ในรายงานแล้ว”
หลี่เตาตอบอย่างตรงไปตรงมา
ในขณะนั้นเอง ซุนเชียนผู้ซึ่งแนะนำว่าให้แต่งตั้งหลี่เตาเป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้ พร้อมทั้งหลิวหงรวมถึงกลุ่มคนจากจวนอัครเสนาบดี ต่างก็แสดงสีหน้ายินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น เพราะหากทุกอย่างเป็นไปตามที่หลิวหงรายงาน สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าก็คือการถูกฮองเต้ตำหนิ
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าฮองเต้จะทรงพึงพอใจในตัวหลี่เตาหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้วความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงนั้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสามารถแสดงละครซ้ำเติมคนตกทุกข์ได้ยากได้
ทันใดนั้น ฮองเต้ก็ตบฝ่ามือลงบนบัลลังก์มังกรเสียงดัง ในขณะที่ซุนเชียนและคนอื่นๆ คิดว่าทุกอย่างน่าจะเป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ แต่ทันใดนั้น ใบหน้าของฮองเต้ที่เดิมทีไร้ซึ่งอารมณ์ จู่ๆ กลับแสดงสีหน้ายินดีออกมา
“ดี!”
“อู่อันป๋อ ครั้งนี้เจ้าทำให้เราประหลาดใจเป็นอย่างมากแล้ว ไม่คิดว่าดินแดนทางใต้ที่เป็นเช่นนั้นจะถูกเจ้าพัฒนาทำให้กลับมามีชีวิตชีวาได้”
เมื่อคำพูดจากปากของฮองเต้ถูกเอ่ยออกมา พวกซุนเชียนก็ถึงกับตะลึงไป ไม่ใช่ว่าต้องตำหนิหรอกหรือ เหตุใดจู่ๆ กลับชมเชยขึ้นมาเสียได้
“เดี๋ยวก่อนพะยะค่ะ!”
ซุนเชียนเอ่ยขัดจังหวะอย่างอดไม่ได้
เมื่อเห็นซุนเชียนเป็นเช่นนั้น ฮองเต้ก็ขมวดคิ้ว
“ซุนเชียน เจ้าออกมายืนเช่นนี้ต้องการทำสิ่งใด?”
ซุนเชียนประสานมือกล่าวว่า
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมอยากถามว่าฎีกาที่ท่านอู่อันป๋อกล่าวถึงนั้นเขียนอะไรที่ทำให้ฝ่าบาททรงพอพระทัยถึงเพียงนี้? หากจำไม่ผิด ไม่นานมานี้ผลการตรวจสอบดินแดนทางใต้ที่หลิวหงถวายฝ่าบาทนั้นไม่ได้ระบุว่ามีเรื่องใดที่ควรค่าแก่การชื่นชมจากฝ่าบาท ตรงกันข้ามมันกลับมีปัญหาอยู่มาก ดังนั้นกระหม่อมจึงสงสัยว่าฎีกาของท่านอู่อันป๋อฉบับนี้มีปัญหา”
หลังจากซุนเชียนออกมายืนไม่นาน สามคนที่เคยเดินทางไปยังดินแดนทางใต้อย่างหลิวหงก็รีบออกมายืนเช่นกัน
หลิวหงกล่าวว่า
“ฝ่าบาท ในนี้ต้องมีปัญหาแน่นอน”
ฮัวอวิ๋นเองก็กล่าวขึ้นเช่นกัน
“กระหม่อมได้เห็นดินแดนทางใต้มาแล้ว ฝ่าบาททรงชื่นชมย่อมเป็นเพราะท่านอู่อันป๋อปิดบังบางสิ่ง”
เจิงกวงเอ่ยปิดท้าย
“กระหม่อมเองก็ขอรับรอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเต้ก็ทรงทอดสายตามองทั้งสามคนแวบหนึ่ง แล้วเลื่อนสายตากลับมาที่หลี่เตา
“อู่อันป๋อ เจ้ามีความเห็นอย่างไรกับคำพูดของพวกเขาทั้งสาม?”
หลี่เตากล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“กระหม่อมสงสัยว่าทั้งสามท่านคงเข้าใจกระหม่อมผิดไป”
หลิวหงลุกขึ้นกล่าวทันที
“เข้าใจผิดอะไรกัน ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราได้เห็นกับตา บัญชีทั้งหลายของดินแดนทางใต้ก็เป็นท่านที่ให้พวกเราดู”
หลี่เตาแย้มยิ้มบางกล่าวว่า
“ท่านทั้งสาม บางครั้งการดูเพียงบัญชีก็ไม่อาจเห็นอะไรได้”
ฮัวอวิ๋นแค่นเสียงเย็นชา
“ไม่ดูพวกนั้นแล้วจะให้ดูอะไร? ดูเมืองเทียนหนานที่ยอยยับหรือ?”
“พอแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังจะทะเลาะกัน ฮองเต้ก็เอ่ยปากขัดจังหวะขึ้นมาทันที หลี่เตายังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงและหยุดพูด ส่วนอีกสามคนรีบโค้งคำนับทันที
เมื่อเห็นว่าทุกคนสงบลงแล้ว ฮองเต้จึงมองไปที่หลี่เตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“อู่อันป๋อ เราขอยืนยันกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าแน่ใจหรือว่าฎีกาที่เจ้ายื่นมานั้นไม่มีปัญหาใดๆ เลย? หากเจ้ายอมรับ ถึงแม้จะมีปัญหา แต่ตราบใดที่มันไม่ร้ายแรงเกินไป เราจะนึกถึงว่าเจ้าเพิ่งเข้าสู่ราชสำนักและจะยกเว้นความผิดส่วนนี้ให้เจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซุนเชียนและคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกนั่งไม่ติด นี่มันชัดเจนว่าเป็นการเข้าข้างกัน แทบจะเหมือนการชี้ไปที่จมูกของหลี่เตาแล้วบอกตรงๆ ว่า หากทำผิดก็ยอมรับเสียแล้วเราจะรับผิดชอบให้เอง
ซุนเชียนประสานมือคำนับ
“ฝ่าบาท…”
ฮองเต้โบกมือปัด
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ให้อู่อันป๋อพูด”
ซุนเชียน “…”
หลี่เตาไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของฮองเต้ เขาจึงประสานมือคำนับและกล่าวว่า
“ขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับความเมตตา แต่ทุกสิ่งที่กระหม่อมเขียนในฎีกานั้นล้วนแต่เป็นความจริง ไม่มีเรื่องใดเป็นเท็จเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเต้จึงมองไปที่ใบหน้าของหลี่เตาโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา จากนั้นฮองเต้ก็โยนฎีกาในมือให้กับจ้าวจง แล้วมองไปที่หลิวหงและอีกสองคน
“ในเมื่อพวกเจ้าเชื่อว่าอู่อันป๋อโกหก ฎีกานี้ก็ให้พวกเจ้า พวกเจ้าลองบอกมาซิว่าตรงจุดไหนที่ไม่จริง”
จ้าวจงเดินลงมาตามบันไดมังกรตามคำสั่งของฮองเต้ แล้วส่งมอบฎีกาให้กับทั้งสามคน ทั้งสามคนรวมตัวกันแล้วเปิดฎีกาดูทันที
เมื่อได้อ่าน ทั้งสามคนก็พบว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในฎีกาฉบับนี้แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยเห็นก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่อาจกล่าวว่าแตกต่างกันทั้งหมด ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงยังคงตรงกันอยู่ เพียงแต่ฎีกาฉบับนี้นั้นได้บรรยายรายละเอียดถึงกระบวนการพัฒนาทั้งหมดในช่วงสามปีที่ผ่านมาของดินแดนทางใต้
หากมองเพียงสิ่งที่พวกเขาเคยเห็นก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก มีข้อสงสัยว่าอาจมีการปลอมแปลง แต่หากพิจารณารวมกับเนื้อหาที่แทรกอยู่ในฎีกาฉบับนี้ นี่คือประวัติการทำงานที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ไม่แปลกที่ฮองเต้จะทรงชื่นชม เพราะไม่สามารถจับผิดได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับดินแดนทางใต้ในอดีตแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
แต่ปัญหาก็คือ เนื้อหาในฎีกาฉบับนี้ถูกบรรยายไว้อย่างสมบูรณ์แบบเกินไป เมื่อดูฎีกาของหลี่เตาแล้ว พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายอยู่ ดินแดนทางใต้อันกว้างใหญ่ ปัญหาที่ราชสำนักไม่สามารถแก้ไขได้มาเกือบร้อยปี แต่กลับถูกคนหนุ่มผู้หนึ่งที่เพิ่งเริ่มรับตำแหน่งแก้ไขได้โดยใช้เวลาเพียงแค่สามปีงั้นหรือ? และยังไม่ใช่การแก้ไขเพียงเรื่องเดียวอีกด้วย แต่เป็นการแก้ไขในทุกด้านอย่างครบถ้วน
“ปลอม ปลอม! มันจะปลอมเกินไปแล้ว!”
ทันใดนั้น หลิวหงก็เอ่ยปากขึ้นอย่างอดไม่ไหว
“ฝ่าบาท ฎีกาเช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นเชื่อถือได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ต่างสงสัยว่าในฎีกาที่หลี่เตาเขียนนั้นมีเนื้อหาอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้หลิวหงแสดงอารมณ์เช่นนั้นออกมา
ต่อมาหลังจากเจิงกวงและฮัวอวิ๋นอ่านไปสักพักก็กล่าวคำคล้ายกัน
“ฝ่าบาท สิ่งที่อู่อันป๋อเขียนนั้นมันช่างเกินจริง กระหม่อมขอรับรองว่าเขาโกหกหลอกลวงเป็นแน่ ขอฝ่าบาททรงลงโทษเขาในข้อหาหลอกลวงราชสำนักด้วยพะยะค่ะ”
“กระหม่อมขอเอาหัวเป็นประกัน สิ่งที่เขียนไว้ในนี้ต้องเป็นเรื่องเท็จอย่างแน่นอน”
เมื่อคำพูดของทั้งสองคนถูกเอ่ยออกไป ทั้งท้องพระโรงก็คึกคักขึ้นมาทันที หากเป็นเพียงข้อโต้แย้งเล็กน้อยก็ยังพอว่า แต่ในเมื่อเจิงกวงและฮัวอวิ๋นเอ่ยเช่นนี้ นั่นก็คือการฉีกหน้ากันอย่างชัดเจน สถานการณ์เช่นนี้หากไม่มีการลงดาบหนักๆ สักหน คงไม่มีทางจบลงได้
ทางฝั่งขุนนางฝ่ายทหาร หยางหลินเองก็ขมวดคิ้ว เขาคิดว่าจะมีความขัดแย้ง แต่ก็ไม่คิดว่าความขัดแย้งจะรุนแรงถึงเพียงนี้ อีกอย่างหนึ่ง ขุนนางเล็กๆ ขั้นสี่ทั้งสามคนนี้ ทำไมถึงได้กล้าล่วงเกินเช่นนี้? พวกเขามองเห็นตำแหน่งและสถานะปัจจุบันของหลี่เตาอย่างชัดเจนแล้วหรือ?
ไม่ใช่!
ไม่นานหยางหลินก็เข้าใจแล้ว เป็นเพราะพวกเขามองเห็นตำแหน่งและสถานะของหลี่เตาอย่างชัดเจนนั่นแหละ พวกเขาถึงได้ก่อเรื่องเช่นนี้
หลี่เตานั้นอายน้อยเกินไป อายน้อยจนเกิดช่องว่างระหว่างเขากับคนเหล่านี้ในราชสำนัก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้ดำรงตำแหน่งสูงทั้งที่ยังมีอายุเช่นนี้ หากปล่อยให้หลี่เตาพัฒนาไปอย่างราบรื่น เกรงว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะก่อเรื่อง ที่สำคัญกว่านั้น อีกฝ่ายได้เป็นศัตรูกับเขามาก่อนแล้ว จะให้ถอนตัวในตอนนี้ก็สายเกินไป
ในตอนนั้นเอง แม้แต่ฮองเต้ก็อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ สุดท้ายแล้วเขาก็ได้อ่านเนื้อหาในฎีกาและรู้ว่าข้างในเขียนอะไรไว้ แม้จะได้รับการยืนยันจากหลี่เตาหลายครั้ง แต่อันที่จริงแล้วเขาก็ไม่กล้าเชื่อทั้งหมด
ในท้องพระโรง แต่ละคนมีสีหน้าที่แตกต่างกันไป บัดนี้มีเพียงหลี่เตาเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่