ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 424 วิธีการพิสูจน์
“พอได้แล้ว ทุกคนเงียบ”
เมื่อเห็นว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนด้านล่างดังขึ้นเรื่อยๆ ฮองเต้ก็เอ่ยปากขัดจังหวะทันที หลังจากนั้นเขามองไปที่หลิวหงและอีกสองคนด้วยสีหน้าขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“เราไม่ได้ต้องการให้พวกเจ้าตัดสินว่าจริงหรือเท็จ แต่ให้พวกเจ้าบอกว่าเนื้อหาในรายงานนี้เท็จตรงไหน”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหงก็เป็นคนแรกที่ก้าวออกมากล่าวว่า
“ในรายงานนี้ อู่อันป๋อกล่าวว่าเขานำทหารสามพันนายใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถกวาดล้างอาชญากรในเขาหมื่นลี้ได้ และสุดท้ายยังใช้เวลาอีกช่วงหนึ่งกวาดล้างทั่วทั้งดินแดนทางใต้ไปด้วย แต่นั่นมันจะเป็นไปได้หรือ? ทุกคนรู้ดีว่าเขาหมื่นลี้ล้อมรอบด้วยภูเขา มีอันตรายอย่างยิ่ง แม้แต่คนธรรมดาก็ยังเดินทางเข้าไปในเขาหมื่นลี้ได้ยาก ไม่ต้องพูดถึงการนำทหารเข้าไปปราบปรามอาชญากรเลย นี่มันเป็นไปไม่ได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น กระหม่อมได้ทำการสืบถามมาแล้ว ผู้คนในเขาหมื่นลี้ส่วนใหญ่เป็นคนอันตราย และหลายคนก็มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา แตรายงานนี้กล่าวว่าอู่อันป๋อนำทหารสามพันนายเข้าไปในดินแดนทางใต้ และตอนนี้ก็ยังคงมีจำนวนสามพันคนเท่าเดิม คนในดินแดนทางใต้จะอ่อนแอถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ถึงได้ทำให้อู่อันป๋อสามารถยึดดินแดนทางใต้ได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีการสูญเสียแม้แต่คนเดียว”
เมื่อหลิวหงพูดจบ ทุกคนก็ต่างพากันพยักหน้า แม้แต่หยางหลินผู้ที่สนับสนุนหลี่เตาอย่างเต็มที่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อได้ฟังเนื้อหาเหล่านี้ เพราะเรื่องนี้ช่างดูเกินจริงไปมาก เกินจริงจนยากที่จะเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง
หลังจากที่หลิวหงพูดจบ เจิงกวงก็รีบออกมายืนพูดต่อ
“นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว กระหม่อมยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าอู่อันป๋อแต่งเรื่องเท็จ นั่นก็คือบัญชีการคลัง ดินแดนทางใต้เป็นเพียงแค่ดินแดนเล็กๆ ที่แทบไม่มีภาษีในปีก่อน แต่กลับสามารถก้าวข้ามเขตปกครองอื่นๆ ได้หลายแห่งภายในเวลาเพียงสามปี ไม่ทราบว่าอู่อันป๋อคิดอย่างไรและไม่ทราบว่าเขาใช้วิธีการใด แต่ภาษีจากดินแดนทางใต้เช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแน่นอน”
สุดท้ายฮัวอวิ๋นยังเสริมว่า
“ทั้งหมดนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าอู่อันป๋อต้องมีการแต่งเรื่องเท็จอย่างแน่นอน ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน”
หลังจากฟังคำพูดของทั้งสามคนแล้ว ฮองเต้ก็มองไปที่หลี่เตา
“อู่อันป๋อ เจ้าคิดอย่างไรกับสิ่งที่พวกเขาทั้งสามกล่าวมา?”
หลี่เตาตอบตามตรงว่า
“กระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิม ทุกเรื่องเป็นความจริง ไม่มีการปลอมแปลงใดๆ ทั้งสิ้น”
หลิวหงหัวเราะเยาะ
“อู่อันป๋อ ฝ่าบาททรงมีสายพระเนตรที่เฉียบแหลม ท่านควรยอมรับเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า”
หลี่เตาไม่สนใจเสียงของหลิวหง เขาเพียงมองตรงไปที่ฮองเต้แล้วเอ่ยว่า
“อันที่จริงแล้วจะจริงหรือเท็จ แค่ตรวจสอบดูก็จะทรงทราบ”
“ตรวจสอบ?” ฮองเต้เลิกคิ้วขึ้น “อู่อันป๋อ เจ้าต้องการจะพิสูจน์อย่างไร”
อันที่จริงวิธีการที่ง่ายมากที่สุดในการพิสูจน์ก็คือให้ฮองเต้ส่งคนไปสืบสถานการณ์ที่ดินแดนทางใต้ด้วยตัวเอง ดินแดนทางใต้ก็อยู่ตรงนั้น หากต้องการจะรู้สถานการณ์ที่นั่นก็สามารถสืบออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่ข้อเสียก็คือมันใช้เวลานานเกินไป หลี่เตาคร้านจะรอและไม่อยากใช้วิธีการเช่นนี้
ดังนั้นเขาจึงหันไปมองพวกหลิวหงทั้งสามคนแวบหนึ่ง จากนั้นก็กวาดตามองซุนเชียนและคนอื่นๆ สุดท้ายจึงหันมามองฮองเต้แล้วพูดอย่างเชื่องช้าว่า
“สาเหตุที่ท่านขุนนางทั้งหลายสงสัยก็เพราะไม่เชื่อว่ากระหม่อมมีความสามารถพอที่จะทำทุกอย่างที่เขียนไว้ในฎีกาได้ ดังนั้นกระหม่อมคิดว่าควรพิสูจน์ด้วยความแข็งแกร่งโดยตรงจะดีกว่า”
“พิสูจน์ด้วยความแข็งแกร่ง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็ต่างตกตะลึง ช่างเถรตรงและรุนแรงเช่นนี้เลยหรือ
ฮองเต้มองดูหลี่เตาที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งแล้วก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
“พิสูจน์ด้วยความแข็งแกร่ง? พิสูจน์อย่างไร?”
หลี่เตาเอ่ยตอบว่า
“ขุนนางหลายท่านสงสัยว่าคนใต้บังคับบัญชาของกระหม่อมไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปในเทือกเขาหมื่นลี้เพื่อปราบปรามอาชญากร ในเมื่อมีความสงสัยก็ให้ส่งคนมาทดสอบดู ในการเดินทางมายังเมืองหลวงครั้งนี้กระหม่อมได้พาทหารห้าร้อยนายมาด้วย ก็ให้ใช้ทหารห้าร้อยนายนี่เป็นการพิสูจน์ สามารถส่งคนออกมาต่อสู้กับคนของกระหม่อมเพื่อทดสอบว่าพวกเขามีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่กระหม่อมบรรยายไว้ในฎีกาหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเต้ก็แสดงสีหน้าสนใจต่อวิธีการพิสูจน์แบบนี้ของหลี่เตา จากนั้นก็เบนสายตามองไปที่หลิวหงและอีกสองคน
“พวกเจ้าสามคนคิดเห็นอย่างไร”
พวกหลิวหงทั้งสามคนสบตากัน แล้วใช้หางตามองไปที่ซุนเชียนอย่างระมัดระวัง ในสถานการณ์เช่นนี้พวกเขาทั้งสามคนไม่อาจตัดสินใจเองได้ชั่วคราว เมื่อเผชิญกับสายตาของทั้งสามคน ซุนเชียนก็แสดงท่าทางหนึ่งอย่างไม่มีพิรุธ จากนั้นทั้งสามคนจึงได้เอ่ยปากขึ้นว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วย”
“ดีมาก” ฮองเต้เอ่ยว่า “ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนเห็นด้วยกับวิธีนี้ เช่นนั้นเราจะส่งองครักษ์มังกรเงินห้าร้อยนาย พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร”
“ไม่ได้พะยะค่ะ”
ทันทีที่เสียงพูดของฮองเต้จบลง ซุนเชียนก็รีบเอ่ยทัดทานว่า
“ฝ่าบาท องครักษ์มังกรเงินเป็นองครักษ์คุ้มกันที่มีหน้าที่คุ้มครองพระองค์โดยเฉพาะ ไม่อาจเคลื่อนกำลังพลโดยง่ายเด็ดขาด”
ในราชสำนักปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าหลี่เตาเป็นคนโปรดของฮองเต้ หากใหองครักษ์มังกรเงินเป็นผู้ตรวจสอบ ผู้มีความผิดอาจกลายเป็นไร้ความผิดในท้ายที่สุด
“ไม่ได้หรือ? เช่นนั้นตามคำขอของอู่อันป๋อ ยังจะมีผู้ใดมีคุณสมบัติเพียงพอในการตรวจสอบความสามารถทหารใต้บังคับบัญชาของเขาได้” ฮองเต้ตรัสถามขึ้น
ซุนเชียนประสานมือกล่าวว่า
“ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถิด กระหม่อมมีวิธีแก้ไขปัญหานี้”
ฮองเต้หันไปมองหลี่เตา
“อู่อันป๋อ เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
“กระหม่อมคิดว่าได้”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา สายตาของซุนเชียนก็มองไปที่หลี่เตาโดยไม่รู้ตัว และสายตาของหลี่เตาก็ตกลงบนใบหน้าของซุนเชียนเช่นกัน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าภายใต้สีหน้าเรียบเฉยของหลี่เตานั้น คำตอบของอีกฝ่ายดูมีเจตนาร้ายอยู่บ้าง
เมื่อเห็นหลี่เตาตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ฮองเต้ก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีก เพียงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้นก็จัดการตามที่พวกเจ้าว่าเถิด เมื่อพวกเจ้าจัดหาคนแล้ว เราก็จะจัดหาสถานที่ให้พวกเจ้า”
“อีกสามวัน ณ ลานล่าสัตว์ของราชวงศ์ ที่นั่นกว้างใหญ่พอสำหรับคนจำนวนหนึ่งพันของพวกเจ้า”
ทันใดนั้น ซุนเชียนก็เอ่ยขึ้นอีกว่า
“มีอีกเรื่องหนึ่งพะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าการที่สามารถปกครองดินแดนทางใต้ให้เป็นไปตามที่ระบุในฎีกาได้นั้น นอกจากจะเป็นผลงานของทหารห้าร้อยนายแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะท่านอู่อันป๋อมีความสามารถเหนือธรรมดาอีกด้วย หลายปีมานี้กระหม่อมได้ยินท่านไท่ผิงกงกล่าวถึงท่านอู่อันป๋อว่ามีความสามารถเหนือสามัญอยู่บ่อยครั้ง”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซุนเชียนก็มองไปที่หลี่เตา
“ไม่ทราบว่าข้าจะขอใช้โอกาสนี้ชื่นชมความสามารถอันเหนือธรรมดาของท่านอู่อันป๋อได้หรือไม่?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทันใดนั้นสายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่หลี่เตา ในตอนนี้แม้ภายนอกทุกคนจะได้ยินว่าซุนเชียนกำลังยกยอหลี่เตา แต่ความจริงแล้วนั้นมันกลับเป็นการโจมตี
เมื่อได้ยินคำพูดของซุนเชียน หลี่เตาก็อึ้งไปชั่วขณะ เขาคิดว่าการที่ตนผลักดันกองทัพหมาป่าผู่ถูออกมานั้นก็นับว่าเป็นการรังแกผู้อื่นมากพอแล้ว แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเล็งมาที่ตัวเขา หรือพวกเขาคิดว่าการที่หลี่เตาก้าวมาถึงจุดนี้ได้นั้นเป็นเพียงของปลอมกระนั้นหรือ?
แต่พอคิดดูอีกที คนของจวนอัครเสนาบดีไม่ว่าจะโง่เพียงใดก็คงไม่ทำเรื่องเช่นนี้โดยไร้เหตุผล พวกเขาต้องศึกษาข้อมูลมาก่อนอย่างแน่นอน อีกฝ่ายยังไม่รู้แม้แต่รายละเอียดของดินแดนทางใต้ ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ถึงระดับพลังของเขาหลังจากเข้าไปปกครองดินแดนทางใต้แล้ว ดังนั้นอีกฝ่ายคงตัดสินกำลังของเขาจากผลงานก่อนที่เขาจะเข้าไปในดินแดนทางใต้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เตาก็รู้สึกสนใจขึ้นมา จึงกล่าวเบาๆ ว่า
“ในเมื่อท่านซุนอยากจะชม ข้าก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ว่าข้าคนเดียวอาจไม่สามารถแสดงพลังได้มากนัก”
“ท่านอู่อันป๋อวางใจได้ หากท่านเต็มใจ ข้ายินดีช่วยท่านเลือกคู่ต่อสู้ออกมาสักคน”
[1] ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินกัน (兵来将挡, 水来土掩) : ไม่ว่าจะพบเจอกับอะไรก็สามารถรับมือด้วยได้