ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 425 ฮ่องเต้พบอวิ๋นเอ๋อร์
หลังการเข้าเฝ้าช่วงเช้าเสร็จสิ้น บนเส้นทางกลับไปยังจวนไท่ผิงกงภายในรถม้า
“เจ้าหนูหลี เรื่องที่เจ้าเขียนในฎีกานั้นเป็นความจริงทั้งหมดหรือ?” แมว่าหลีเต้าจะตอบคำถามต่อหน้าฮ่องเต้ไปหลายครั้งแล้ว แต่หยางหลินก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง
“เป็นความจริง ท่านอาหยางวางใจได้เลย”
“ไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่?”
หยางหลินเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “แต่เจ้าจะใช้ทหารเพียงสามพันนายปราบปรามทั่วทั้งดินแดนทางใต้ได้อย่างไร ตอนที่เสียนอ๋องไปยังดินแดนทางใต้นั้น เขานำทัพใหญ่หลายแสนนายไป แม้จะใช้เวลาหลายปีก็ยังไม่สามารถยึดครองได้”
หลีเต้าตอบ “เรื่องนี้ข้าได้แต่บอกว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน”
“เอาเถอะ ผู้อาวุโสอย่างข้าจะรอดู…” หยางหลินก็เงยหน้าขึ้นมา “ทำไมเจ้าถึงต้องยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของซุนเซียน เจ้าก็น่าจะรู้ว่าพวกเขาตั้งใจเล่นงานเจ้าโดยเฉพาะ แม้ว่าการประลองครั้งนี้จะเปิดเผยต่อสาธารณะและพวกเขาก็ไม่อาจลงมือสังหารเจ้าได้โดยตรง แต่พวกเขาต้องมุ่งเป้ามาที่เจ้าอย่างแน่นอน ข้ารู้ว่าเจ้ามีพลังแข็งแกร่ง แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง ส่วนอีกฝ่ายอยู่ในที่มืด เจ้าก็ย่อมเสียเปรียบอยู่บ้าง”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลีเต้าจึงค่อยๆ กล่าวว่า “ท่านอาหยาง การมุ่งเป้าและความเสียเปรียบที่ท่านกล่าวถึงนั้น ล้วนแต่อยู่บนพื้นฐานของการมีพลังไม่เพียงพอ หากมีพลังแข็งแกร่งมากพอ ทุกอย่างก็เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น โดยเฉพาะในเมืองหลวงของฮ่องเต้แห่งนี้ ยังคงต้องคำนึงถึงมารยาทและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอยู่บ้าง หากเป็นที่อื่นหลีเต้าคงไม่สนใจเหตุผลใดๆ เลย”
หรืออีกนัยหนึ่งคือกำปั้นของเขานั่นแหละที่เป็นเหตุผล เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลีเต้าก็อดรำพึงไม่ได้ว่าตนเองยังอ่อนแอเกินไป
เมื่อได้ยินคำพูดของหลีเต้า หยางหลินก็ถึงกับอึ้งไป อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้ “เจ้าหนูหลี พลังของเจ้าตอนนี้…”
หลีเต้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ท่านอาหยาง อีกสามวันท่านก็จะรู้เอง”
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจของหลีเต้า ในใจหยางหลินก็รู้สึกตกตะลึง หรือว่าเขาก้าวข้ามขั้นนั้นไปแล้ว?
สามปีก่อนพลังของหลีเต้าก็เทียบเท่ากับระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดแล้ว แม้ว่าสามปีจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าหนูหลี การก้าวเข้าสู่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่าความมั่นใจของหลีเต้ามาจากที่ใด พลังของระดับมหาราชาปรมาจารย์แม้แต่ในเมืองหลวงเองก็ถือเป็นผู้ที่อยู่ในระดับสูงสุด แต่ทว่าหากเขาสามารถคาดเดาได้แล้ว คนจากจวนอัครเสนาบดีจะคาดเดาไม่ได้หรือ
ต้องรู้ไว้ว่าตอนที่หลีเต้าเริ่มแสดงความสามารถในราชสำนักครั้งแรก อีกฝ่ายส่งคนมาสืบสวนไม่น้อยเลย แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็คือระดับมหาราชาปรมาจารย์ หากมีปัญหาเกิดขึ้น ฮ่องเต้ก็คงจะหาวิธีทำให้หลีเต้าไม่มีปัญหาเอง อันที่จริงแล้วไม่ต้องพูดถึงว่าหลีเต้ามีวิชาของระดับมหาราชาปรมาจารย์ แค่ครอบครองพลังระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดในวัยเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฮ่องเต้ปกป้องเขาอย่างสุดกำลัง ท้ายที่สุดแล้วสำหรับหลีเต้านั้น แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ แต่ในอนาคตก็ย่อมบรรลุถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้อย่างแน่นอน
และทุกครั้งที่มีระดับมหาราชาปรมาจารย์เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน รากฐานของต้าเฉียนก็จะเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นระดับมหาราชาปรมาจารย์ที่ปรากฏขึ้นในกองทัพ ไม่ใช่พวกมหาราชาปรมาจารย์ที่พเนจรในยุทธภพ
ในขณะเดียวกัน หลังจากการประชุมราชการยามเช้าสิ้นสุดลง ฮ่องเต้ได้ออกจากพระที่นั่งไท่เหอโดยมีจาวจงนำทาง ระหว่างทางกลับฮ่องเต้ก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “จาวจง วันนี้ยังไม่ต้องไปห้องอักษรก่อน”
“ไม่ไปหรือพะยะค่ะ?” จาวจงถามอย่างสงสัย “แล้วจะเสด็จไปที่ใดพะยะค่ะ?”
“พวกเราไปตำหนักหมิงเยว่”
ดังนั้น ไม่นานหลังจากนั้น ฮ่องเต้และจาวจงก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าของตำหนักหมิงเยว่ในวังหลัง ยังไม่ทันที่จะเข้าไปในเขตตำหนักหมิงเยว่ ฮ่องเต้ก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินลอยมา ทันใดนั้นเงาร่างเล็กๆ ก็พุ่งออกมาจากลานด้านในตำหนัก วิ่งตรงมาทางฮ่องเต้
“ฝ่าบาท” จาวจงยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อเห็นรูปร่างของเงานั้นชัดเจนแล้ว เขาก็สะดุ้งโหยงแล้วกดมือลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเงาร่างเล็กนั้นก็พุ่งชนเข้ากับร่างของฮ่องเต้โดยตรง
“อุยก์!” หลังจากเสียงร้องเล็กๆ ดังขึ้น ก็ทำท่าจะล้มไปข้างหลัง ในชั่วขณะถัดมามือใหญ่ข้างหนึ่งก็ได้ประคองเงาร่างเล็กนั้นเอาไว้ และในเวลาเดียวกันนั้น นางกำนัลหลายคนก็วิ่งออกมาจากลานเรือน
“องค์หญิงน้อย ท่านวิ่งออกไปนอกลานเรือนไม่ได้นะเพคะ ข้างนอกล้วนอันตราย รีบกลับมาเร็วเพคะ เดี๋ยวองค์หญิงจะทรงกริ้วเอา” เมื่อนางกำนัลหลายคนวิ่งตามออกมาและเห็นสถานการณ์ตรงหน้าชัดเจน ม่านตาของพวกนางก็หดเล็กลง เมื่อได้สติกลับมาพวกนางก็รีบคํานับทันทีพลางกล่าวว่า “ถวายบังคมฝ่าบาท”
“พอเถอะ ลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้กล่าวพลางโอบอุ้มเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
ในตอนนี้เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมกอดของฮ่องเต้นั้น กำลังมองดูคุณปู่แปลกหน้า ศีรษะน้อยๆ เอียงไปด้วยความสงสัย แต่นางกลับสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความคุ้นเคยจากร่างของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ
“ท่านเป็นใครหรือ” เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์พูดพลางจ้องมองเคราที่คางของฮ่องเต้ ก่อนจะยื่นมือไปคว้าเอาไว้หนึ่งปอย
เมื่อเห็นภาพนี้นางกำนัลหลายคนก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจจนพูดอะไรไม่ออก พวกนางอยากจะเอ่ยปากพูด แต่ด้วยความกดดันจากบารมีของฮ่องเต้จึงทำให้ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ แต่เมื่อฮ่องเต้โดนเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ดึงเครา กลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขาโน้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อให้นางทำได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นเขาก็เอ่ยด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดูว่า “เจ้าลองทายซิว่าข้าเป็นใคร?”
ในยามนี้ฮ่องเต้ไม่มีท่าทีของจักรพรรดิหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความรักใคร่ของปู่ที่มีต่อหลานสาวเท่านั้น แม้จะไม่ได้ใช้การตรวจสอบสายเลือด ฮ่องเต้ก็มั่นใจว่าเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์คือหลานสาวของเขา เพราะความรู้สึกของเขาไม่มีทางผิดพลาด ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ในตอนนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับหมิงเยว่ตอนเด็กถึงแปดส่วน ส่วนอีกสองส่วนที่เหลือมาจากคุณชายเสเพลผู้นั้น แต่เพื่อเห็นแก่เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ในยามนี้ จะยกโทษให้เขา ในเวลานี้ฮ่องเต้รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เสียใจที่ตอนนั้นตัดสินโทษไปอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากฆ่าหลีเต้า แต่เป็นเพราะกังวลว่าคนตัวเล็กตรงหน้าจะรู้เรื่องนี้ในอนาคต
“ทายดูหรือ?” ทันใดนั้นเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ก็พูดเสียงเบาขึ้นมา “ท่านคือท่านตาฮ่องเต้ใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำว่าท่านตาฮ่องเต้ เขาก็หัวเราะออกมาทันที “เด็กน้อย เจ้าเดาได้อย่างไร?”
“ท่านแม่บอกว่าในวังหลวงทั้งหมด นอกจากนางแล้วมีเพียงท่านตาฮ่องเต้เท่านั้นที่เป็นญาติ และกลิ่นของท่านตาฮ่องเต้ก็คล้ายกับท่านแม่มาก”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของฮ่องเต้ก็ชะงักไป เขาเข้าใจความหมายนั้นได้อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าธิดาของเขาคงจะเดาได้ว่าเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์แล้ว
ในตอนนั้นเองอยู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นในลานเรือน นางกำนัลที่เพิ่งคำนับฮ่องเต้สังเกตเห็นคนที่มาจากด้านหลังจึงรีบหลบทางให้ทันที ร่างขององค์หญิงหมิงเยว่ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านใน
“ท่านแม่!” เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเยว่ เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ก็รีบกระโดดลงจากอ้อมกอดของฮ่องเต้แล้ววิ่งเข้าไปหาทันที
ฮ่องเต้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นภาพของคนตัวใหญ่ตัวเล็ก ธิดาของตนกำลังอุ้มหลานสาวอยู่ ก็เผยสีหน้าเอ็นดูออกมา แต่ก่อนรู้สึกได้ถึงความสุขจากการมีธิดาเท่านั้น แต่ตอนนี้มีหลานสาวเพิ่มขึ้นมาก็ถือเป็นความสุขสองเท่า
“ลูกขอนอบน้อมเสด็จพ่อ” เมื่อเห็นฮ่องเต้ องค์หญิงหมิงเยว่ก็กล่าวเสียงเบา “วันนี้เหตุใดเสด็จพ่อสนพระทัยมาที่ตำหนักหมิงเยว่ด้วยเหตุใดหรือเพคะ”
ฮ่องเต้มองสีหน้าเรียบเฉยของธิดาก่อนจะกล่าวว่า “เยว่เอ๋อร์ เจ้าอยู่ในตำหนักหมิงเยว่มานานเกินไปแล้ว สมควรออกไปเดินเล่นบ้าง วันนี้ที่มาเพราะคิดว่าอีกสามวันจะมีการประลองในราชสำนัก จึงอยากถามว่าเจ้าสนใจไปดูหรือไม่”