ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 426 อีกสามวัน
“การประลองในราชสำนัก?”
“ใช่แล้ว” ฮ่องเต้เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังโดยคร่าวๆ
องค์หญิงหมิงเยว่ฟังแล้วดวงตาเป็นประกาย “เป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้ที่มีชื่อเสียงคนนั้นหรือ?” พูดตามตรงองค์หญิงหมิงเยว่ไม่ได้สนใจเรื่องผู้ว่าการดินแดนทางใต้หรือเรื่องในราชสำนักมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจคือผู้ว่าการดินแดนทางใต้คนปัจจุบันนั้นก็คือหลีเต้า เพราะนางได้ยินเถียซานเหนียงสหายรักของตนพูดถึงคนผู้นี้ให้ฟังบ่อยๆ ที่สำคัญกว่านั้นคนผู้นี้ยังมีชื่อเดียวกันกับคนนั้นในอดีต
ฮ่องเต้ถามขึ้น “เป็นอย่างไร?”
องค์หญิงหมิงเยว่พยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะไปดูตามคำเชิญของเสด็จพ่อ”
ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ฮ่องเต้กำลังเชิญองค์หญิงหมิงเยว่อยู่นั้น หลังจากเลิกการประชุมราชสำนักแล้ว หลิวหงและคนอื่นอีกสองคนก็รีบไปหาซุนเซียนทันที หลิวหงกล่าวว่า “ท่านซุน พวกเราจะหาคนมาจัดการกับทหารห้าร้อยนายของอู่อันป๋ออย่างไร ฝ่ายตรงข้ากล้าแสดงความมั่นใจถึงเพียงนั้น อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่ายๆ”
ซุนเซียนหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมา “เจ้าคิดว่าพวกเราจะใช้ทหารม้าไปจัดการกับทหารใต้บังคับบัญชาของอู่อันป๋อหรือ?”
หลิวหงและอีกสองคนทำหน้างุนงง “ไม่ใช่งั้นหรือ?”
ซุนเซียนแค่นเสียงเย็นชา “พวกเจ้าช่างหมดหนทางเยียวยา ไม่รู้จักปรับเปลี่ยน ใครกำหนดว่าการจัดการกับพวกทหารเหล่านั้นจะต้องใช้ทหารม้าไปต่อกรด้วย”
“แล้วความหมายของท่านคือ…”
“พวกเจ้าลองคิดดู ถ้าหาปรมาจารย์ในยุทธภพมาสักห้าร้อยคนให้ไปจัดการกับพวกทหารห้าร้อยนายนั้น ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสามคนก็เข้าใจความหมายของซุนเซียนทันที ในเรื่องของกองทัพ พวกเขาซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายปกครองจะควบคุมกำลังอะไรได้ ก็มีเพียงองครักษ์ส่วนตัวที่เลี้ยงดูอยู่ในบ้านของผู้ที่ได้รับบรรดาศักดิ์เท่านั้น แต่องครักษ์เหล่านี้หากไม่มีความสามารถสูงถึงระดับหนึ่ง ก็จะไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของทหารที่ผ่านการฝึกฝนในสนามรบมาแล้วได้
แต่หากเป็นคนในยุทธภพก็จะแตกต่างออกไป ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธภพย่อมมีจุดเด่นของตนเอง และแน่นอนว่าต้องผ่านการต่อสู้และการฝึกฝนมาไม่น้อย แม้อาจจะไม่มีระเบียบวินัยเหมือนกับกองทัพ แต่ในการต่อสู้ขนาดเล็กที่มีคนเพียงห้าร้อยคน หากยอดฝีมือจากยุทธภพห้าร้อยคนปะทะกับทหารห้าร้อยนาย แม้ว่าทหารเหล่านั้นจะเป็นทหารม้าชั้นยอด แต่คนในยุทธภพก็ยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขามีตัวเลือกในด้านวรยุทธที่มากกว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้พวกหลิวหงทั้งสามคนก็สบตากัน ราวกับมองเห็นภาพทหารห้าร้อยนายใต้บังคับบัญชาของหลีเต้าถูกสับจนต้องทิ้งหมวกเกราะหนีกระเจิดกระเจิงแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะอาศัยโอกาสนี้ทำการกดดันอู่อันป๋ออย่างหนัก อีกฝ่ายเป็นคนโปรดของฝ่าบาทแล้วอย่างไรเล่า ขอเพียงกล้าทำผิดแล้วพวกเขาจับได้ไล่ทัน ก็จะสั่งสอนเสียให้เข็ด แม้แต่ฝ่าบาทก็ไม่อาจเข้าข้างอย่างโจ่งแจ้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของพวกเขานั้น หลีเต้าเป็นแบบฉบับของคนหนุ่มที่หยิ่งผยอง หลังจากที่ได้รับความพ่ายแพ้ก็มักจะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันใดนั้นเจิ้งกวางก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงกล่าวด้วยความกังวลว่า “ท่านซุน แล้วพวกเราจะรับมือกับอู่อันป๋อผู้นั้นอย่างไร หากข้าจำไม่ผิด เจ้าหนุ่มนั่นมีพลังอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นปลายเป็นอย่างน้อย และในช่วงสามปีที่ผ่านมา เขาอาจจะบรรลุไปถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดแล้วก็ได้ หากไม่มีพลังที่เหนือกว่า การต่อสู้ในครั้งนี้คงจะยากลำบาก”
ซุนเซียนขมวดคิ้ว “พวกเจ้าคิดว่าข้าไม่ได้ทำความเข้าใจมาก่อนหรือไร? ก็เพราะเข้าใจแล้วข้าถึงได้กล้าตัดสินใจเช่นนี้ สรุปคือพวกเจ้าทั้งสามไม่ต้องจัดการอะไร พวกเจ้าเพียงแค่ทำตามการจัดการของข้าก็พอ หากครั้งนี้ราบรื่นข้าจะรายงานท่านอัครเสนาบดีให้พวกเจ้าได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสามคนก็ดีใจยิ่งนัก รีบประสานมือคำนับทันที “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านซุนแล้ว”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันผ่านไปในพริบตา
วันนี้ ณ ลานล่าสัตว์ของราชวงศ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนั้นมีความคึกคักเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเพียงการประลองเท่านั้น แต่ก็ดึงดูดผู้คนมามากมาย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายที่จะประลองกันไม่ใช่คนธรรมดา ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มคนกี่นำโดยซุนเซียน แม้ว่าภายนอกจะมีซุนเซียนเป็นหัวหน้า แต่ทุกคนต่างรู้กันดีว่าเขาเป็นตัวแทนของผู้ใด จวนอัครเสนาบดี ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นคือหลีเต้า ขุนนางหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เมืองหลวง แม้จะเป็นผู้มาใหม่แต่ยามนี้กลับเป็นคนโปรดที่สุดในสายตาของฮ่องเต้
หากกล่าวว่าอัครเสนาบดีคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในกลุ่มขุนนางฝ่ายปกครอง เช่นนั้นแล้วในสายตาของผู้คนมากมาย หลีเต้าที่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงของฝ่ายทหารได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ในอนาคตเขาก็อาจเป็นผู้นำของกลุ่มขุนนางฝ่ายทหารก็เป็นได้
บนลานว่างแห่งหนึ่งในเขตล่าสัตว์ของราชวงศ์ หลังจากมีการก่อสร้างตำหนักที่ประทับชั่วคราวอย่างง่ายได้ถูกสร้างขึ้น แม้จะเป็นเพียงตำหนักชั่วคราวเมื่อเอาไปเทียบกับวังหลวง แต่หากมองดูจริงๆ แล้วก็ยังคงหรูหราและสง่างามมาก
บนที่นั่งสูงตรงกลางแท่นประทับ ฮ่องเต้ได้นั่งอยู่บนนั้นแล้ว และบนที่นั่งด้านข้างของฮ่องเต้ มีร่างอันงดงามเหนือใครนั่งนิ่งอยู่บนนั้น ในอ้อมกอดของร่างอันงดงามนั้นยังมีเด็กน้อยที่มองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่ด้วย สองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น พวกนางคือองค์หญิงหมิงเยว่และเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ที่มาตามคำเชิญของฮ่องเต้
ในเวลานี้หลีเต้าที่เป็นตัวเอกยังไม่ปรากฏตัวขึ้น องค์หญิงหมิงเยว่และเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ดึงดูดสายตาของทุกคนอย่างยิ่ง ขุนนางเกือบทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นต่างมุ่งความสนใจไปที่องค์หญิงหมิงเยว่และเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ทั้งสองคน เรื่องราวเกี่ยวกับเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์นั้นส่วนใหญ่ผู้คนเพียงแค่ได้ยินมาแต่ไม่เคยเห็นตัวจริง วันนี้เมื่อได้พบเห็นแล้วพวกเขาถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่าลือ แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นคือ แม้จะเป็นเพียงบุตรบุญธรรมแต่ฮ่องเต้กลับให้ความสนใจอย่างมาก หยิบอาหารจากโต๊ะส่งไปให้เป็นระยะ ท่าทางที่เล่นหยอกล้อนั้น เป็นสิ่งที่เหล่าขุนนางไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังเล่นกับเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์อยู่นั้น เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาก็ดังมา ไม่นานเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลก็ดังขึ้นข้างหูองค์หญิงหมิงเยว่และฮ่องเต้ “ซานเหนียงคารวะฝ่าบาท คารวะองค์หญิง”
องค์หญิงหมิงเยว่หันไปมองจากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย “ซานเหนียง เจ้ามาแล้วหรือ”
ฮ่องเต้มองดูแวบหนึ่งแล้วหัวเราะเบาๆ “หมิงเยว่บอกว่าเชิญคนหนึ่งมา ข้าเดาได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด”
เถียซานเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ล้วนเป็นเพราะฝ่าบาททรงปรีชา”
“ท่านป้า” เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์เองก็เอ่ยทักทายจากในอ้อมอกขององค์หญิงหมิงเยว่
เถียซานเหนียงหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นไปตรงหน้าเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ “เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ ลองทายซิว่าในนี้มีอะไร?”
“เป็นของขวัญจากท่านป้าใช่หรือไม่เจ้าคะ!”
“ทายถูกแล้ว”
เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์เหลือบมองไปทางองค์หญิงหมิงเยว่ รอจนกระทั่งองค์หญิงหมิงเยว่พยักหน้าแล้ว เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ถึงได้เปิดกล่องออกอย่างร่าเริง เห็นเพียงภายในมีลูกปัดไม้สีเหลืองอ่อนร้อยด้วยเชือกแดงวางอยู่ ทั้งยังมึกลิ่นหอมอ่อนๆ อีกด้วย พินิจจากภายนอกแล้วเหมือนเป็นสิ่งของที่ดูราคาถูกมาก
ฮ่องเต้มองดูแวบหนึ่งแล้วกล่าวยิ้มๆ “พวกเจ้าตระกูลเถียยังคงใจกว้างเหมือนเคย”
“ฝ่าบาททรงจำได้หรือเพคะ?”
“ดูจากสีแล้วคงเป็นลูกพุทธคุณอายุพันปี ผิวด้านนอกเรืองแสงแสดงว่าผ่านการบูชาจากวัดมาเป็นเวลานาน กล่าวว่าเป็นของล้ำค่าก็ไม่เกินไป เป็นของดีที่หาได้ยาก แม้มีเงินหมื่นตำลึงก็ซื้อไม่ได้ เหมาะกับเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์มาก”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “ซานเหนียง ข้าบอกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องให้ของล้ำค่าเช่นนี้”
เถียซานเหนียงหัวเราะเบาๆ “ล้ำค่าหรือ?”
ฮ่องเต้หัวเราะพลางกล่าวว่า “เยว่เอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องปฏิเสธไปหรอก เด็กสาวผู้นี้ร่ำรวยกว่าฮ่องเต้บิดาเจ้าเสียอีก”