ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 441 ออกจากวัง
เมื่อได้สติกลับมาหลีเต้าก็สังเกตเห็นความสงสัยในดวงตาของอีกฝ่าย เขาเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง แต่เขาไม่กังวลว่าตนเองจะถูกจำได้ ต้องรู้ว่าเมื่อสี่ปีก่อนนั้นเขาเป็นเพียงคุณชายเสเพล วันๆ เอาแต่ลิ้มอาหารเลิศรส ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอม เนื่องด้วยไม่เคยออกกำลังกายมาหลายปี ทั้งตัวจึงดูมันเยิ้มและน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผิวพรรณดูไม่ดีเอาเสียเลย ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นเขาก็อายุแค่สิบแปดปี ยังอ่อนหัดไม่โตเต็มที่
แต่ตอนนี้ละ ระหว่างทางไปยังค่ายนักโทษประหารในตอนนั้น ไขมันในร่างกายของเขาถูกบีบเค้นออกไปเกือบหมด หลังจากได้รับระบบแล้ว พลังกายของเขาถึงได้เพิ่มขึ้น ด้วยความช่วยเหลือของระบบกล้ามเนื้อเขาแข็งแรงขึ้น ใบหน้าก็ไม่ได้กลมมนเหมือนแต่ก่อน แต่กลับมีโครงหน้าที่คมเข้ม กอปรกับการเติบโตมาหลายปีและการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพไปอย่างมาก แม้แต่จิ่วเอ๋อร์ที่เคยรับใช้เขามาตั้งแต่เล็กยังเกือบจำเขาไม่ได้ตอนที่เขาเพิ่งออกจากค่ายนักโทษประหารใหม่ๆ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะจำเขาได้ เพราะพวกเขาเคยพบกันเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น
“ถวายบังคมองค์หญิงพะยะค่ะ”
ในขณะที่องค์หญิงหมิงเยว่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หลีเต้าก็เอ่ยทักทายขึ้นมาก่อน ดวงตาองค์หญิงหมิงเยว่พลันกระตุก นางได้สติกลับมาก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านอู่อันกงไม่ต้องมากพิธี ข้าต้องขอบคุณท่านที่ช่วยเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์เอาไว้”
หลังพูดจบนางก็มองไปที่เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ เจ้ายังไม่ลงมาอีกหรือ?”
“อู๋อู๋”
เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์รีบคายมือที่จับชายเสื้อของหลีเต้าอยู่ออก จากนั้นดวงตากลมใสของเด็กน้อยก็เงยขึ้นมองหน้าหลีเต้าอย่างอาลัย ก่อนจะเริ่มไถลตัวลงมา หลีเต้าเองก็ยกมือขึ้นประคองเด็กน้อยโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ลงถึงพื้น ในใจของหลีเต้าก็รู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด
“ท่านอา ท่านอา หลานคนเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์จะไปหาเสด็จแม่แล้ว”
เมื่อมองใบหน้าของหลีเต้าคราแรก เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ตั้งใจจะเรียกว่าพี่ชาย แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอคำพูดมาถึงปากกลับกลายเป็นท่านอาไปเสียได้
“ไปเถิด” หลีเต้าลูบศีรษะของเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์โดยไม่รู้ตัว ส่วนเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์เองก็ไม่ได้ขัดขืน กลับหรี่ตาลงและถูไถศีรษะกับมือเขา หลังจากนั้นจึงวิ่งเหยาะๆ กลับไปยังข้างกายองค์หญิงหมิงเยว่
“เสด็จแม่ข้ากลับมาแล้วเพคะ”
“คราวหน้าถ้าเจ้าวิ่งหนีไปอีก เจ้าก็จะไม่ได้ออกไปเล่นข้างนอกอีกแล้วนะ”
“เสด็จแม่ข้าผิดไปแล้วเพคะ”
หลังจากสั่งสอนเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์แล้ว องค์หญิงหมิงเยว่ก็เหลือบมองไปที่หลีเต้าอีกครั้ง ในความคิดของนางนั้นนึกถึงคำพูดของจีหมิงเยว่ก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที
เข้าใกล้เขาหรือ…
แต่นางเป็นถึงองค์หญิง และอีกฝ่ายก็เป็นคนที่ซานเหนียงหมายปอง ในที่สุดหลังจากลังเลอยู่ในใจครู่หนึ่ง นางก็ได้เอ่ยปากว่า “เรื่องวันนี้ข้าติดค้างบุญคุณท่านอู่อันกงเอาไว้หนึ่งครั้ง หากภายภาคหน้าท่านอู่อันกงมีเรื่องใดต้องการให้ข้าช่วยเหลือก็ส่งคนมาบอกได้”
หลีเต้ามองเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์แวบหนึ่ง แล้วจากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์หญิงทรงมีน้ำใจมาก เรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่กระหม่อมควรทำอยู่แล้ว ไม่นับเป็นบุญคุณแต่อย่างใด”
องค์หญิงหมิงเยว่ขมวดคิ้ว “ข้าว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ถ้ามีเรื่องอะไรก็ส่งคนมาแจ้งข้าได้เลย ตอนนี้ข้ามีธุระขอตัวก่อน”
จากนั้นนางก็ไม่ให้โอกาสหลีเต้าได้ตอบอีก จูงมือเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์หมุนตัวเตรียมจากไปทันที หลังจากหันไปแล้ว เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังมองไปทางหลีเต้าอีกครั้ง จนกระทั่งหายลับไปที่ปลายระเบียงทางเดินถึงได้หันศีรษะกลับมา
หลังจากองค์หญิงหมิงเยว่และเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์จากไปครู่หนึ่ง หลีเต้าก็ได้สติกลับมา เมื่อนึกถึงท่าทีที่ไม่อาจปฏิเสธได้ขององค์หญิงหมิงเยว่เมื่อครู่ บนใบหน้าเขาก็ปรากฏแววประหลาดใจอย่างห้ามไม่อยู่ขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่าในคำพูดของอีกฝ่ายนั้น นอกจากความขอบคุณแล้วยังมีความหมายอื่นแฝงอยู่อีกเล็กน้อย
บุญคุณงันหรือ…
ไม่รู้ว่าองค์หญิงหมิงเยว่จะยังคำนึงถึงน้ำใจนี้หรือไม่ หลังจากที่วันใดวันหนึ่งนางได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้ว
หลังองค์หญิงหมิงเยว่จากไป จาวจงก็พาหลีเต้าออกจากวังหลวง ครั้งนี้ตลอดเส้นทางไม่มีความยุ่งยากใดๆ เกิดขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นหลีเต้าก็พาเสี่ยวเฮยมาถึงด้านนอกวังหลวง
“หัวหน้า”
“เจ้าหนูหลี”
หลีเต้าเพิ่งออกจากวังหลวงก็เห็นหยางหลิน เสวี่ยปิง และจางเหมิง ที่รออยู่นานแล้ว หยางหลินเดินเข้ามาพูดว่า “เจ้าหนูหลี ฝ่าบาทไม่ได้ทำให้เจ้าลำบากอะไรใช่หรือไม่”
หลีเต้าส่ายหน้า “เปล่าพะยะค่ะ เพียงแต่เลือกจวนให้ข้าหลังหนึ่ง” ส่วนเรื่องของอวิ่นอ๋องนั้นเขาไม่ได้พูดถึง แม้จะรู้ว่าหยางหลินไม่มีทางนำไปพูดเล่าอย่างไร้สาระ แต่เรื่องอัปยศของราชวงศ์เช่นนี้ยังคงเก็บไว้ในปากของเขาจะดีที่สุด ต่อไปถ้าหากมีปัญหาอะไรจริงๆ ก็จะตกอยู่กับตัวเขาเท่านั้น ถึงอย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ไม่ได้กลัวปัญหาอะไรมากนัก
จากนั้นเขาก็หันไปมองเสวี่ยปิงที่อยู่ด้านข้างแล้วถามว่า “ถ้าพวกเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ทางกองทัพหมาป่าฝูถูจะจัดการอย่างไร?”
เสวี่ยปิงตอบว่า “หัวหน่าวางใจได้ ฝ่าบาทได้ส่งคนมาตั้งค่ายพักให้พวกเราในเมืองหลวงโดยเฉพาะแล้ว”
หลีเต้าพยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ระหว่างที่ราชสำนักส่งคนไปสืบสวนเรื่องดินแดนทางใต้ พวกเจ้าก็เที่ยวเล่นให้สบายใจเถอะ แต่จำไว้ อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวาย” แม้จะรู้ว่าลูกน้องของตนมีวินัยเคร่งครัด แต่เขาก็ยังต้องกำชับไว้
เสวี่ยปิงตอบว่า “วางใจเถิดหัวหน้า พวกเราไม่โง่หรอก”
หลีเต้าพูดต่อทันที “แม้พวกเราจะไม่ก่อปัญหา แต่ก็ไม่กลัวปัญหาเช่นกัน หากเจอปัญหาจริงๆ ตราบใดที่พวกเจ้าเป็นฝ่ายถูกก็ไม่ต้องเกรงใจ แต่อย่าถึงขั้นเอาชีวิตคนก็พอ”
สี่ปีก่อนตอนเข้ามาที่เมืองหลวงยังต้องอดทนอดกลั้น แต่สี่ปีให้หลังถ้ามาที่เมืองหลวงแล้วยังต้องอดทนอดกลั้นอีก เขาก็คงดิ้นรนมาสี่ปีเปล่าๆ แต่แน่นอนเขาแค่พูดไปอย่างนั้นเอง หลีเต้าเคยอยู่ที่เมืองหลวงมาหลายปี เมืองหลวงเองก็ไม่ได้มีปัญหามากมายอย่างที่คิด
แม้ว่าฮ่องเต้จะเลือกจวนให้เขาแล้ว แต่การที่จะย้ายเข้าไปอยู่จริงๆ นั้นยังคงต้องรอให้ทางราชสำนักส่งคนมาจัดการทำความสะอาดอีกระยะหนึ่งก่อน ท้ายที่สุดแล้วไม่มีฮ่องเต้องค์ไหนที่จะพระราชทานจวนที่ทรุดโทรมเสียหายให้แก่ขุนนางหรอก ดังนั้นหลีเต้าจึงยังคงพาผู้คนของเขาพักอาศัยอยู่ที่จวนไท่ผิงกงเป็นการชั่วคราวไปก่อน
และหลังจากที่เขาเข้าเฝ้าในวันนั้นได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงผ่านปากของเหล่าขุนนาง เมื่อเทียบกับข่าวลือครั้งก่อน ครั้งนี้เป็นไปในทางที่ดีกว่าและยังเป็นความจริงมากกว่าด้วย อันที่จริงแล้วเหล่าขุนนางก็ไม่ใช่คนโง่ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยได้พบหลีเต้าจึงคิดว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มต่างถิ่นที่โชคดีเท่านั้น แต่หลังจากที่ได้เห็นตัวจริงของหลีเต้าในลานล่าสัตว์ของราชวงศ์วันนั้น หากพวกเขายังคงทำเรื่องเหลวไหลต่อไป ก็เป็นพวกเขาต่างหากที่โง่เง่า หากปากพลอยๆ นั้นไปสร้างความเกลียดชังกับระดับมหาราชาปรมาจารย์ผู้มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด พวกเขาคงไม่กล้าแม้แต่จะหลับให้สนิทเสียด้วยซ้ำ
ในขณะเดียวกัน เถียซานเหนียงได้รับรู้ข่าวเหล่านี้จากปากของคนใต้บังคับบัญชา ในปัจจุบันหนังสือพิมพ์ทั้งหมดในเมืองหลวงล้วนอยู่ในมือนาง ทุกวันมีข่าวกรองมากมายจากเมืองหลวงส่งมาถึงมือ เมื่อมองดูข่าวกรองที่ถูกรายงานขึ้นมาแล้ว เถียซานเหนียงก็ยิ้มน้อยๆ “พวกเหล่านั้นในที่สุดก็รู้จักกลัวเสียที” นางหันไปมองปี๋โหยวเอ๋อร์ที่แอบมองอยู่ก่อนจะกล่าวว่า “โหยวเอ๋อร์ ต่อจากนี้เจ้าสามารถแก้แค้นให้พี่ชายหลีของเจ้าได้แล้ว”
“เอ๋? คุณหนูหมายความว่าอย่างไร?”
“อาศัยกระแสลมตะวันออกนี้ กวาดล้างพวกคนที่ปากพลอยพวกนั้นให้หมด” เถียซานเหนียงมองข่าวกรองในมือแล้วกล่าวว่า “พวกเขาไม่ชอบพูดหรือไม่รู้ว่าเมื่อกระโถนอุจจาระครอบหัวพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร ไม่สิ เดิมทีพวกเขาก็เต็มไปด้วยอุจจาระทั้งตัวอยู่แล้ว”