ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 444 การสนทนา
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป
พอได้ฟังเรื่องราวในอดีตของหลีเต้าจบ หญิงสาวทั้งสองคนก็ยังคงอยู่ในภวังค์
พวกนางไม่อาจเรียกสติกลับคืนได้
พวกนางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ชายที่พวกนาง ‘หลงใหล’ มานานจะมีอดีตเช่นนี้
หากไม่ใช่คำพูดที่ออกมาจากปากของหลีเต้าเอง พวกนางคงคิดว่าเรื่องราวนี้เป็นเพียงนิยาย
เรื่องราวที่ได้ยินมาจากคุณชายเจ้าสำราญ กลายมาเป็นนักโทษประหาร
และสุดท้ายยังกลายมาเป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้ในปัจจุบัน
แม้แต่นิยายก็คงไม่กล้าเขียนเช่นนี้
หลิวซิ่วเอ๋อร์ได้สติกลับมา จากนั้นจึงกล่าวเสียงเบาว่า
“ข้าขออนุญาตถามท่านสักคำถามหนึ่ง”
“ถามมาเถิด”
“ตอนแรกที่ท่านเมามายในวัง…”
พอนางพูดได้ครึ่งประโยค หลีเต้าก็รู้แล้วว่าหลิวซิ่วเอ๋อร์ต้องการถามถึงอะไร
เขาจึงย้อนถามว่า “ข้าเป็นคนหื่นกระหายหรือ?”
หลิวซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าอย่างแน่วแน่
ไม่ต้องพูดถึงตัวนางเอง หากหลีเต้าเป็นคนหื่นกระหาย จิ่วเอ๋อร์และเหมียวซินคงถูกกินไปนานแล้ว
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจของซิ่วเอ๋อร์ หลีเต้าก็อดนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่ได้
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นฝ่ายที่ตั้งใจวิ่งไปยังตำหนักหมิงเยว่ในวังหลังเอง
แต่ความผิดพลาดของเขาก็มีเพียงเท่านี้
หากวิเคราะห์ดูในตอนนี้ ตอนนั้นดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายถูกกระทำให้เข้าไปในตำหนักหมิงเยว่ แล้วก่อเรื่องวุ่นวายเสียมากกว่า
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นับเป็นเวลาสามวันแล้ว หลังจากที่เขาได้เปิดใจกับซิ่วเอ๋อร์และเหมียวซิน
เนื่องจากจวนใหม่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมชั่วคราว ยังต้องจัดการรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายอย่าง
ดังนั้นหลังออกจากจวนใหม่แล้ว ทั้งสี่คนจึงกลับมายังจวนไท่ผิงกง
อาจเป็นเพราะได้รู้ถึงอดีตที่ลึกซึ้งของหลีเต้า ในช่วงสามวันนี้จิ่วเอ๋อร์จึงมีหัวข้อสนทนากับสองสาวมากขึ้น
พวกนางอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ในขณะเดียวกัน ท่าทีของสองสาวที่มีต่อหลีเต้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และสนิทสนมกันมากขึ้น
วันนี้
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนไท่ผิงกง หลีเต้าและหยางหลินกำลังนั่งดื่มชาด้วยกัน
หลังจากได้สูดกลิ่นหอมของชาในถ้วย หยางหลินก็เผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน
เขาจิบชาหนึ่งอึกแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชม
“เจ้าหนูหลี นับตั้งแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์มา ไม่มีใครโชคดีเท่าเจ้าอีกแล้ว”
“ชาโพธิโบราณของดีเช่นนี้ ฝ่าบาทยังยอมแบ่งให้เจ้าตั้งหนึ่งชั่ง”
“เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของเจ้ามากเพียงใด”
หลีเต้ายิ้มบาง “หากท่านอาหยางชอบ ข้าจะแบ่งให้สักหน่อยดีหรือไม่”
ดวงตาของหยางหลินเป็นประกายทันที เอ่ยขึ้นทันใด
“คนกันเองไม่หลอกกัน ตกลงตามนั้น”
จากนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยว่า
“อ้อ ใช่ จวนที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เจ้าใกล้จะเสร็จแล้วใช่หรือไม่”
หลีเต้าพยักหน้า
“ซ่อมแซมเสร็จแล้ว กำลังให้เสวี่ยปิงและคนอื่นๆ ช่วยจัดแต่งอีกเล็กน้อย”
“อีกไม่กี่วันน่าจะย้ายเข้าไปได้แล้ว”
หยางหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง
“ขึ้นเรือนใหม่? เช่นนั้นเจ้าต้องเตรียมตัวให้ดีแล้วนะ”
หลีเต้าขมวดคิ้ว “ท่านอาหยางมีอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด”
หยางหลินจิบชาอีกหนึ่งอึก เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
“เจ้าหนูหลี เจ้าประเมินสถานะปัจจุบันของตัวเองต่ำเกินไปแล้วกระมัง”
“ตอนนี้เจ้าเป็นคนโปรดอันดับหนึ่งในสายตาฝ่าบาท”
“ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ และยังมีพลังอย่างน้อยระดับกึ่งมหาราชาปรมาจารย์”
“ปกติเจ้าอาศัยอยู่ในจวนไท่ผิงกงของข้า อาจจะยังมองไม่ออก”
“เพราะพวกเขาไม่อาจข้ามหน้าข้ามาหาเจ้าได้”
“แต่หากเจ้า ‘ตั้งตัวเป็นอิสระ’ คนพวกนั้นก็จะมีช่องทางแล้ว”
“เมื่อถึงเวลานั้น คาดว่าธรณีประตูบ้านใหม่ของเจ้าคงถูกผู้มาเยือนย่ำจนหัก”
หลีเต้าเองก็ไม่ใช่คนโง่ หลังจากได้ฟังคำพูดของหยางหลิน เขาจึงเข้าในใจเหตุผลได้อย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าเป็นเพียงแค่นี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
ทว่าดูจากน้ำเสียงของหยางหลินแล้ว ดูเหมือนการ ‘เยี่ยมเยือน’ นี้จะไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็นภายนอก
เมื่อเห็นหลีเตามองมา หยางหลินจึงยิ้มพลางกล่าวว่า
“ยังคิดไม่เข้าใจอยู่อีกหรือ?”
หลีเต้าพยักหน้า
หยางหลินปลอบใจว่า “ไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวง”
“เมื่อเผชิญกับความซับซ้อนของเมืองหลวงแล้ว เจ้าก็ไม่อาจเข้าใจทั้งหมดได้ในชั่วพริบตา”
“แต่เจ้าต้องรู้ไว้อย่างหนึ่ง ตอนนี้เจ้าเป็นเหมือนขนมหอมหวาน”
“พวกผีร้ายงูพิษทั้งหลายจะต้องพากันมาเกาะเจ้าในวันข้างหน้า”
“หากเป็นเพียงพวกประจบสอพลอที่ชอบเอาใจคนมีอำนาจก็ไม่เป็นไร นั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์”
“คนประเภทนี้ส่วนใหญ่มีสถานะต่างจากเจ้ามาก เจ้าสามารถจัดการได้ตามใจชอบ ไม่ต้องกังวลมากนัก”
“แต่ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่มีสถานะค่อนข้างสูง”
“อาจไม่สูงเท่าเจ้า แต่ก็ไม่ได้ต่ำมากนัก และอาจมีคนหนุนหลัง หรืออาจเป็นผู้ที่มีสถานะทัดเทียมกับเจ้า”
“คนประเภทนี้ส่วนใหญ่อมักจะอยู่ในวงสังคม เปรียบเสมือนขุนนางฝ่ายปกครองและขุนนางฝ่ายทหารในราชสำนัก”
“แน่นอนว่ายังจะมีวงสังคมย่อยๆ อีกมากมาย”
“สำหรับคนประเภทนี้ เจ้าจำเป็นต้องเลือกว่าจะจัดการอย่างไร”
“ไม่อยากคบหาแต่ก็ไม่ควรสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น”
“เพราะเมื่อมาถึงระดับนี้แล้ว หากไม่สามารถจัดการอีกฝ่ายได้ในเร็ววัน พวกเขาก็อาจจะคอยสร้างความรำคาญให้เจ้าตลอดไป”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หยางหลินก็มองไปที่หลีเต้าแล้วหัวเราะเบาๆ
“แน่นอนว่าด้วยนิสัยเช่นเจ้าแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องคิดมากนัก”
“ด้วยตำแหน่งและสถานะของเจ้าในตอนนี้ แม้จะสร้างความไม่พอใจให้กับใคร”
“แต่ก็คงมีแค่ไม่กี่คนที่กล้าเล่นงานเจ้า ตรงกันขาม พวกเขาต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายกังวล”
“และนอกเหนือจากคนสองประเภทที่ข้าได้กล่าวไปแล้ว ยังมีคนประเภทสุดท้าย”
เมื่อพูดถึงคนประเภทสุดท้าย น้ำเสียงของหยางหลินพลันระมัดระวังมากขึ้น
สีหน้าเองก็จริงจังขึ้นด้วย
“และคนประเภทสุดท้ายนี้คือคนที่เจ้าต้องระวังให้มากที่สุด”
“และเป็นคนที่มีโอกาสขัดแย้งกับเจ้ามากที่สุด เพราะนิสัยของเจ้าเป็นเช่นนั้น”
“คนประเภทนี้ก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์”
“เพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือด ทำให้คนเหล่านี้มีสถานะและตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไปโดยธรรมชาติ”
“บางทีก็ยังสูงกว่าหลายขั้น”
“คนประเภทนี้มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง ไม่มีใครรู้ว่าใครยืนอยู่เบื้องหลังพวกเขา”
“แน่นอนว่าในบรรดาคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล”
“ต้าเฉียนนั้นกว้างใหญ่ ผู้คนมากมายต่างแยกย้ายกันไปแล้ว”
“โดยทั่วไปเจ้าก็คงไม่มีโอกาสได้พบพวกเขา”
“แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีบางคนที่ด้วยสถานะปัจจุบันของเจ้าแล้ว ถึงแมจะอยากหลีกเลี่ยงแต่ก็ทำไม่ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลีเต้าจึงเงยหน้าขึ้นมองไปทางหยางหลิน
หยางหลินไม่ได้พูดออกมาโดยตรงแต่ถามก่อนว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าฝ่าบาทมีบุตรกี่คน?”
“ไม่ทราบขอรับ”
แม้ว่าหลีเต้าจะเคยเติบโตในเมืองหลวง แต่เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าฮ่องเต้มีบุตรกี่คน
เพราะหลังจากที่บิดามารดาในชาตินี้ของเขาล่วงลับไป เรื่องราวในราชสำนักก็อยู่ห่างไกลจากเขามาก
และที่สำคัญกว่านั้นคือ หลังออกจากเมืองหลวงไปสี่ปี ใครจะไปรู้ว่าฮ่องเต้จะมีบุตรเพิ่มอีกหรือไม่
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะบอกให้ ในปัจจุบันนี้ฝ่าบาทมีบุตรทั้งหมดหกคน”
“ในนั้นมีบุตรชายห้าคน บุตรสาวหนึ่งคน”
“บุตรชายห้าคนก็คือองค์ชายทั้งห้า ส่วนบุตรสาวคนเดียวนั้นเจ้าก็น่าจะเคยได้ยินชื่อ ก็คือองค์หญิงหมิงเยว่”
หลีเต้าถามออกไปโดยไม่ทันคิด “มีน้อยเช่นนั้นหรือ?”
พึงรู้ว่าแต่โบราณกาลมา มีตำนานเล่าขานถึงวังหลังที่มีสนมนางในนับพันนาง
อีกทั้งเขายังรู้ว่าทุกๆ ไม่กี่ปี ทางราชสำนักจะมีการคัดเลือกสนมเข้าวังอีกด้วย
ฮ่องเต้ครองราชย์มาหลายสิบปีแล้ว ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีจำนวนทายาทเพียงแค่นี้
อย่าได้พูดถึงเรื่องอัตราการเสียชีวิตของทารกในยุคโบราณที่นี่เลย
ที่นี่ไม่ใช่ยุคโบราณธรรมดา แต่เป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
ทายาทของราชวงศ์แทบจะไม่มีโอกาสเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย
หยางหลินตอบว่า “แน่นอนว่าจำนวนน้อย”
“เพราะหลังจากที่องค์ชายทั้งห้าประสูติ ฝ่าบาทก็ไม่มีทายาทใหม่มาเกือบยี่สิบปีแล้ว”