ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 445 การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
เมื่อเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของหลีเต้า หยางหลินจึงพูดตามตรงว่า
“อย่าถามข้าเลย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไมฝ่าบาทถึงไม่มีโอรสองค์อื่นอีกเลยในยี่สิบปีนี้”
“สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ตอนนี้คือ เหตุผลที่เจ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ก็เพราะว่าตอนนี้ราชสำนักกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญมาก”
ช่วงเวลาสำคัญ?
หลีเต้าไม่ใช่คนโง่ เขาตระหนักรู้ได้เองหลังจากครุ่นคิดถึงคำพูดของหยางหลินเมื่อครู่
เขาก็จับประเด็นสำคัญได้
“คงยังไม่ได้เลือกรัชทายาทกระมัง?”
เมื่อเห็นหยางหลินพยักหน้า หลีเต้าก็เข้าใจทันทีว่าช่วงเวลาสำคัญคืออะไร
นอกจาก ‘การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท’ แล้ว เขาก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นอย่างอื่นไปได้อีก
การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทนั้นแม้จะฟังดูซับซ้อน แต่ความจริงแล้วง่ายมาก
นั่นคือการดึงคนมาเป็นพรรคพวกของเหล่าโอรส และทำการกำจัดคนที่ขวางทางตน
ช่วงเวลาเช่นนี้มักเป็นช่วงที่ทางราชสำนักมีเรื่องวุ่นวายมากที่สุด
เมื่อหลีเต้าเข้าใจถึงสาเหตุอย่างชัดเจนแล้ว หยางหลินจึงค่อยๆ กล่าวว่า
“หากเจ้าไม่เคยเข้าวังและไม่ได้โดดเด่นเช่นนี้ บางทีก็คงไม่มีอะไร”
“แต่ตอนนี้เกือบทั้งราชสำนักต่างรู้ว่าเจ้าคือคนโปรดที่สุดในสายตาฝ่าบาท”
“คาดว่าเหล่าองค์ชายทั้งหลายคงจะหาวิธีทุกทางเพื่อดึงตัวเจ้าไปเป็นพวก”
“เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา เจ้าต้องระมัดระวังไว้ให้มาก”
“เส้นทางการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทมักมาพร้อมกับการนองเลือด”
“หากพลาดเพียงก้าวเดียว ก็อาจนำไปสู่ความผิดพลาดต่อเนื่อง ยากที่จะหวนกลับแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลีเต้าก็พยักหน้าแสดงความเข้าใจ
ในชาติก่อนเขาก็เคยดูละครเกี่ยวกับการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทในสมัยโบราณมาไม่น้อย
เขาย่อมรู้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากโลกใบนี้เป็นโลกที่มีวิทยายุทธขั้นสูง ระดับความอันตรายจึงย่อมยิ่งทวีคูณเพิ่มไปอีก
แต่ทว่า…
แม้การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทจะอันตรายเพียงใด แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยเล่า
เขาค่อยๆ ก้าวมาจากค่ายนักโทษประหารจนถึงทุกวันนี้ได้
ในด้านหนึ่งนั่นคือการฝึกฝนตลอดเส้นทางให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังในการ ‘ปกปองตัวเอง’ บ้าง
อีกด้านหนึ่งก็คือการหาคนบางคนเพื่อแก้แค้นในชาตินี้
ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะสืบทอดตำแหน่งต่อจากฮ่องเต้นั้น มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยหรือ
ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเขา ใครอยากจะเป็นก็เป็นไป
ส่วนเรื่องที่ว่าจะก่อกบฏเพื่อขึ้นเป็นฮ่องเต้เองนั้น หลีเต้ายังไม่มีความคิดเช่นนั้นในตอนนี้
เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีความทะเยอทะยานในอำนาจมากนัก
หากไม่จำเป็น เขาก็จะไม่หาเรื่องยุ่งยากเช่นนี้ให้ตัวเอง
แม้ว่าในอนาคตเขาอาจจะมีความสามารถทำเช่นนั้นได้ก็ตาม
เขาชอบที่จะเดินทางอย่างอิสระในโลกใบนี้ แทนที่จะกักขังตัวเองอยู่ในวังหลวงมากกว่า
แต่หลีเต้าก็รู้ดีว่าบางเรื่องไม่ได้เป็นไปตามอย่างที่เขาคิดเสมอไป
คนในยุทธภพนั้นย่อมไม่อาจควบคุมชะตาชีวิตของตนเองได้ ในราชสำนักเองก็เป็นเช่นเดียวกัน
แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นประโยคเดิม พลังความสามารถคือรากฐานที่กำหนดทุกสิ่ง
นั่นคือเหตุผลที่ตอนนี้เขายังเกรงกลัวอำนาจของราชวงศ์ต้าเฉียนอยู่
หากเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทานจริงๆ เขาคงจะพลิกโต๊ะไปนานแล้ว
เมื่อถึงเวลานัน การแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก หรือการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องไร้สาระ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลีเต้าก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
แค่ทุกอย่างยังดำเนินไปตามความคิดแรกเริ่มของเขาก็พอ
“ท่านอาหยาง ท่านอยู่ใต้สังกัดองค์ชายพระองค์ใดหรือ”
หลีเต้าเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย
“ข้านะหรือ?”
หยางหลินส่ายหน้า “ข้าไม่ได้อยู่ฝ่ายใด ข้าเป็นคนของฝ่าบาท”
“ฝ่าบาทจะเลือกองค์ชายพระองค์ใด ข้าก็จะติดตามองค์ชายพระองค์นั้น”
“ท่านอาหยาง พวกที่วางตัวเป็นกลางมักไม่ค่อยสบายนักนะ”
“แต่พวกที่วางตัวเป็นกลางก็ปลอดภัยพอ”
ในความคิดของหยางหลิน ความปลอดภัยคือสิ่งที่มั่นคงที่สุด
แม้ว่าพวกที่วางตัวเป็นกลางอาจจะไม่ได้รับความไว้วางใจหลังจากที่ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หรืออาจจะถูกกีดกันก็ตาม
แต่ก็แค่นั้นเท่านั้น
อย่างน้อยก็ยังดีกว่าตระกูลที่ล่มสลายในการต่อสู้
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่รู้ว่ามีกี่ตระกูลแล้วที่ล่มสลายไปในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
ในความคิดของหยางหลิน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการสืบทอดวงศ์ตระกูลอีกแล้ว
ทันใดนั้น หยางหลินก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
“เจ้าหนูหลี อันที่จริงแล้วตระกูลหยางของพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องวางตัวเป็นกลางก็ได้”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“หากสุดท้ายแล้วเจ้าเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ตระกูลหยางของพวกเราก็สามารถเลือกตามเจ้าได้”
“ท่านอาหยางเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หยางหลินพยักหน้าพลางกล่าวว่า “การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทเริ่มต้นจากแค่สามด้านเท่านั้น”
“ทหาร การเมือง และการเงิน”
“ในนั้นเรื่องการเงินข้าไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว”
“สมาคมการค้าตระกูลเถียผูกขาดในต้าเฉียนเพียงตระกูลเดียว”
“ผู้ใดที่สามารถได้รับการสนับสนุนทั้งหมดจากตระกูลเถียได้ ก็จะได้เปรียบอย่างมากในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท”
“แต่ตระกูลเถียก็ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาแบ่งออกเป็นหลายส่วน พวกเขาอาจจะแยกกันสนับสนุนก็ได้”
“แน่นอนว่าถ้าพูดถึงส่วนที่ใหญ่ที่สุด ก็คือส่วนที่อยู่ในมือของคุณหนูสามตระกูลเถียผู้นั้น”
“เพราะทรัพยากรของพี่ชายเสเพลสองคนล้วนอยู่ในมือนาง และนางเองก็ควบคุมบริหารทรัพยากรจำนวนมากด้วยตัวเอง”
“และก็เพราะนางยังไม่ได้เลือกองค์ชายคนใดในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นคาดว่าสถานการณ์อาจจะไม่วุ่นวายถึงเพียงนี้”
“แต่ทางฝั่งนางเองก็คงจะยืนหยัดได้ไม่นานแล้ว เพราะฝ่าบาทมีพระประสงค์ที่จะเร่งความคืบหน้าของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หลีเต้าก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
สามปีในดินแดนทางใต้เขากับซานเหนียงถือว่าคุ้นเคยกัน เขาเข้าใจความคิดของนางพอสมควร
ในความคิดของเขา หากซานเหนียงจริงจังกับเรื่องพวกนี้ นางคงจะลงมือไปนานแล้ว ไม่ใช่ลังเลอยู่เช่นนี้
ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นวาณิชที่ฉลาดมาก เห็นได้จากการที่นางเดิมพันกับเขา
นางไม่มีทางทำเรื่องรอราคาเช่นนั้น ดังนั้นนางคงไม่ได้สนใจใครเลย
แต่นางไม่สนใจใครจริงหรือ?
หลังพูดถึงตระกูลเถียจบ หยางหลินก็พูดต่อทันทีว่า
“ส่วนทางด้านการเมืองก็ต้องพูดถึงคนผู้หนึ่ง”
“ใครหรือ?”
“อัครเสนาบดีซือหม่าเสวียน”
หยางหลินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าจะพูดว่าในต้าเฉียน นอกจากฝ่าบาทแล้ว ใครจะมีตำแหน่งสูงสุด ก็คือเขานั่นแหละ”
ความสูงส่งที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตำแหน่งฐานะ แต่ด้านอื่นๆ ของเขาก็ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
“ในราชสำนักขุนนางฝ่ายปกครองกว่าหกส่วน ล้วนมาจากใต้สังกัดจวนอัครเสนาบดี”
“อีกสามส่วนที่เหลือก็มีความเกี่ยวข้องกับจวนอัครเสนาบดี มีเพียงหนึ่งส่วนสุดท้ายเท่านั้นที่อาจไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยมากนัก”
“แต่นั่นเป็นเพียงความเป็นไปได้เท่านั้น ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร”
“นอกจากนี้ในหมู่ขุนนางฝ่ายทหารก็มีบางส่วนที่เป็นคนของจวนอัครเสนาบดีเช่นกัน”
“โดยสรุปแล้วจวนอัครเสนาบดีถือได้ว่ามีอำนาจเหนือผู้อื่นในราชสำนัก”
“เพียงแต่ว่าอัครเสนาบดีไม่ได้เข้าเฝ้ามาหลายปีแล้ว เขาอาศัยอยู่แต่ในจวนมาโดยตลอด ทว่าอิทธิพลของเขายังคงอยู่”
“ปัจจุบันเนื่องจากจวนอัครเสนาบดียังไม่ได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผย ดังนั้นขุนนางฝ่ายปกครองจึงมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับองค์ชายทั้งห้า ถกเถียงกันไม่จบสิ้น”
“และด้วยเหตุนี้นำองค์ชายทั้งห้าจึงยังมีโอกาสแข่งขันกัน”
“ไม่เช่นนั้นหากจวนอัครเสนาบดีเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว ความหวังขององค์ชายอีกสี่พระองค์ก็คงริบหรี่”
“ส่วนเรื่องกองทัพนั้น…”
พอพูดถึงตรงนี้หยางหลินก็มองไปที่หลีเต้า “ในด้านอำนาจทางทหารนั้น จะไม่มีปรากฏการณ์เช่นที่ตระกูลเถีย หรือจวนอัครเสนาบดีผูกขาดอำนาจเพียงผู้เดียว”
“เพราะหากผู้ใดทำเช่นนั้นจริงก็คงไม่ห่างจากความตาย”
“และก็เพราะไม่มีสถานการณ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่า ดังนั้นบรรดาขุนนางทหารที่โดดเด่นจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของเหล่าองค์ชายไปโดยปริยาย”
“และหากพูดถึงความโดดเด่นแล้ว ใครเล่าจะเทียบเจ้าในตอนนี้ได้”
“ยังไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งหน้าที่ เพียงแคพละกำลังของเจ้าก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้องค์ชายเหล่านั้นแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก”
“ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าก็ถือว่าเป็นคนโปรดในสายตาของฮ่องเต้ยามนี้”
“การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องให้ฝ่าบาทเป็นผูตัดสินพระทัย”
“หากสามารถดึงเจ้ามาเป็นพวกได้ คาดว่าจะได้ความประทับใจไม่น้อยในสายพระเนตรของฝ่าบาท”
“ดังนั้นหากเจ้าตัดสินใจเลือกแล้ว ตระกูลหยางก็พร้อมจะเลือกตามเจ้าไปด้วย”