ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 446 ย้ายบ้าน
“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าพบกับเจ้า เจ้าก็ทำให้ข้าต้องขายหน้าไม่หยุด”
“ตอนนี้ข้ายืนอยู่ฝั่งเดียวกับเจ้าแล้ว ดูซิว่าเจ้าจะมีวิธีอะไรอีก”
เมื่อนึกถึงวันเวลาที่เคยอยู่ร่วมกับหลีเต้าและเสิ่นจงที่ทหารอวิ๋นโจว หยางหลินก็อดเอ่ยปากเช่นนี้ไม่ได้
“อีกอย่างทายาทรุ่นถัดไปของตระกูลหยางข้าก็ติดตามเจ้าไปแล้ว ตระกูลหยางยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ”
“ตอนนี้ไม่ว่าเจ้าจะเลือกใคร แม้ตระกูลหยางจะไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องถูกแปะป้ายติดไปด้วยอยู่ดี”
หลีเต้าพยักหน้าหลังฟังจบ แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“ท่านอาหยางวางใจได้ ในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทครั้งนี้ ตระกูลหยางจะไม่มีปัญหาแน่นอน”
“หมายความว่าอย่างไร”
“เพราะข้าก็เหมือนท่าน วางตัวเป็นกลางเช่นกัน”
หลังจากหยางหลินนิ่งอึ้งไป เขาก็เอ่ยเตือนว่า
“เจ้าหนู อย่าเพิ่งดีใจเร็วนัก บางครั้งการเป็นฝ่ายกลางก็ไม่ง่ายเหมือนกัน”
“สรุปแล้วในช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองหลวงนี้ เจ้าควรระวังตัวให้มากจะดีกว่า”
เวลาหลายวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดจวนใหม่ก็ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต่อไปหลีเต้าเพียงแค่ย้ายออกจากจวนไท่ผิงกงก็เป็นอันเสร็จสิ้น
เนื่องจากได้รับรู้จากปากของหยางหลินว่ามีบางสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นหลีเต้าจึงเลือกวันที่เหมาะสมแล้วให้หยางหลินช่วยประกาศข่าวออกไป
ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่สู้รวบรวมผู้คนมาเผชิญหน้ากันให้ชัดเจนเสียเลย จะได้ไม่ต้องยุ่งยากในภายหลัง
ในวันย้ายบ้านนี้ จวนอู่อันกงได้จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เช้าตรู่ ด้วยความช่วยเหลือของหยางหลิน
ด้านนอกจวนอู่อันกง เนื่องจากได้ประกาศข่าวออกไปล่วงหน้าแล้ว ขณะนี้ด้านนอกจวนจึงมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันอยู่
ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ได้รับข่าวและมาแสดงความยินดีในการย้ายบ้านของจวนอู่อันกง
แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่มารวมชมความคึกคัก ทุกคนต่างอยากเห็นว่า อู่อันกงหลีเต้าที่กำลังเป็นที่เล่าลือกันอย่างร้อนแรงในเมืองหลวงช่วงนี้เป็นคนเช่นไรกันแน่
เมื่อฤกษ์งามยามดีมาถึง
พร้อมกับเสียงประทัดและเสียงฆ้องกลอง ประตูใหญ่สีแดงชาดก็ค่อยๆ ถูกเปิดออกจากด้านใน
จากนั้นหลีเต้าที่สวมชุดหรูสีดำขลิบทองก็เดินออกมาจากด้านใน
ในเวลาเดียวกัน ทหารกองทัพฝูถูก็ได้เดินออกมาจากด้านใน แล้วกันพื้นที่ว่างไว้หน้าประตู
เมื่อผู้คนด้านล่างพูดคุยยืนยันกันได้แล้วว่า ผู้ที่เดินออกมาคือท่านอู่อันกงหลีเต้า ซึ่งเป็นเป้าหมายของพวกเขาในวันนี้
เสียงอุทานประหลาดใจก็ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
“ยังเยาว์เหลือเกิน!”
หลายคนที่ทราบว่าหลีเต้าอายุยังน้อยจากข่าวลือที่แพร่สะพัดในเมืองหลวง ส่วนใหญ่ต่างพากันหัวเราะเยาะ
คนที่สามารถขึ้นเป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้และมีวรยุทธระดับกึ่งมหาราชาปรมาจารย์เป็นอย่างน้อย จะหนุ่มได้สักแค่ไหนกันเชียว
แต่เมื่อได้เห็นกับตาในวันนี้ พวกเขาก็พบว่าตนเองช่างคับแคบ เหมือนกับกบในบ่อที่มองเห็นท้องฟ้าแค่กว้างเล็กๆ
หลีเต้ายืนอยู่บนขั้นบันได มองไปยังฝูงชนเบื้องล่าง
จากนั้นเขาประสานมือคำนับและกล่าวว่า
“วันนี้ข้าย้ายบ้านใหม่ จะไม่พูดอะไรให้มากความ ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก งานเลี้ยงได้เตรียมพร้อมแล้ว ขอเชิญทุกท่านเขางานเถิด”
เมื่อเสียงของหลีเต้าจบลง เสียงประทัดและฆ้องกลองก็ดังขึ้นอีกครั้ง
และพวกเขาก็เข้าแถวเรียงกันอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงฆ้องกลอง
ในแถวนี้ทุกคนต่างถือของขวัญหลากหลายขนาดและรูปแบบนอกประตูจวน
เสวี่ยปิงไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาได้จัดเตรียมที่ทางไว้ให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว
พร้อมกับเสียงฆ้องกลองและประทัดที่ดังขึ้น แขกคนแรกก็ได้เดินขึ้นบันไดมา
หลังจากส่งของขวัญให้กับคนที่อยู่ข้างเสวี่ยปิง เขาก็แนะนำตัวเองและตระกูล
เมื่อเสวี่ยปิงได้ยินดังนั้นก็หยิบพู่กันขึ้นมาจดบันทึกชื่อ
ส่วนด้านข้างมีคนรีบตะโกนตามมาว่า “ขอต้อนรับหัวหน้าตระกูลเฉิน เฉินหย่งคัง”
จากนั้นก็มีคนรีบเดินออกมาพาหัวหน้าตระกูลเฉินผู้นี้เข้าไปข้างใน
และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากแขกคนแรกเข้าไปแล้ว แขกคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
อีกด้านหนึ่ง
ตั้งแต่ตอนที่เสวี่ยปิงเริ่มรับของขวัญ หลีเต้าก็ได้พาคนกลับเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของจวนแล้ว
หากเป็นขุนนางทั่วไป งานเลี้ยงฉลองบ้านใหม่แบบนี้จำเป็นต้องยืนต้อนรับอยู่หน้าประตู
แต่สำหรับคนระดับหลีเต้านั้น เพียงแค่ให้ลูกน้องทำหน้าที่เหล่านี้ก็พอแล้ว
“เจ้าหนุ่มหลี วันนี้ที่นี่คงจะคึกคักไม่น้อย คาดว่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ทั่วเมืองหลวงสักหกส่วนคงมากันหมดแล้ว”
หลีเต้าเพิ่งจะนั่งลง หยางหลินก็ก้าวเข้ามาจากนอกประตู น้ำเสียงนั้นแฝงความอิจฉาอยู่เล็กน้อย
หลีเต้าจิบชาหนึ่งอึก เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “มาเถอะ อย่างไรที่นี่ข้าก็มีแค่สุราและอาหารเลี้ยงรับรองเท่านั้น”
หยางหลินกล่าวว่า “เจ้าหนุ่มนี้ช่างไม่สนใจชื่อเสียงและผลประโยชน์จริงๆ ถ้าเป็นผู้อื่นคงมีความสุขทั้งยามหลับยามตื่นไปแล้ว”
คนอื่นไม่รู้แต่หลีเต้าไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้เลย
ท้ายที่สุดแล้วคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้อาจจะเป็นคนที่พบกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็อยู่ในโถงใหญ่ พวกเขาพูดคุยกันไปพลาง เงี่ยหูฟังเสียงประกาศจากด้านนอกไปพลาง
บางครั้งเมื่อหยางหลินได้ยินชื่อคนคุ้นเคย ก็จะแนะนำให้หลีเต้ารู้จักเป็นพิเศษ
“เจ้าอย่าดูถูกพวกคนตัวเล็กๆ ในกลุ่มคนเหล่านี้ คนในพวกเขาก็มีความสามารถมากเช่นกัน”
“อย่างเช่นหัวหน้ากลุ่มมังกรสมุทรที่เพิ่งประกาศชื่อเมื่อครู่ ก็เริ่มต้นจากการเป็นอันธพาลนักเลง”
“แต่ตอนนี้กลับมีองค์ชายคนหนึ่งหนุนหลังอยู่ ควบคุมการขนส่งทางทะเลของสามมณฑล”
“และยังมี…”
ในขณะที่หยางหลินกำลังพูดอยู่นั้น เสียงประกาศดังขึ้นจากด้านหน้า
“คุณหนูเถียซานเหนียงมาแล้ว!”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่ทุกคนรู้สึกว่าเสียงประกาศครั้งนี้ดังกว่าเสียงก่อนหน้านี้เล็กน้อย
ภายในห้องโถง หลีเต้าและหยางหลินทั้งสองคนต่างได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน
หยางหลินกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “หากข้าจำไม่ผิด คุณหนูสามตระกูลเถียผู้นีนอกจากงานเลี้ยงในวังหลวงแล้ว นางไม่เคยมาส่งของกำนัลด้วยตัวเองเลย”
“ส่วนใหญ่จะให้คนใต้บังคับบัญชามาแทน แม้แต่กับองค์ชายหลายพระองค์ก็เช่นกัน”
“ไม่คิดว่าครั้งนี้นางจะมาที่นี่ด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น”
“ช่างประหลาดใจจริงๆ เจ้ามีหน้ามีตาถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ทันใดนั้น หยางหลินก็พบว่าหลีเต้าลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกห้องโถงแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ด้านนอกจวนอู่อันกง
เมื่อเถียซานเหนียงปรากฏตัวขึ้น สายตาของทุกคนในที่นั้นก็ต่างจับจ้องมาที่นางในทันที
เมื่อได้เห็นใบหน้าของเถียซานเหนียงในฝูงชนก็มีเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นไม่ขาดสาย
เนื่องจากนางมักจะเดินทางไปค้าขายนอกเมืองเป็นประจำ ดังนั้นหลายคนในเมืองหลวงรู้เพียงแต่ว่าคุณหนูสามตระกูลเถียงดงามเหลือเกิน
แต่คนที่เคยเห็นตัวจริงกลับมีน้อยมาก
“นี่คือบุตรสาวของตระกูลเถียที่มีชื่อเถียซานเหนียงหรือ! ช่างงดงามราวกับเทพธิดา งดงามราวกับเทพธิดาจริงๆ!”
“ตามที่เล่าลือกันว่าบุตรสาวคนที่สามของตระกูลเถียกับองค์หญิงหมิงเยว่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นสองสาวงามแห่งเมืองหลวง วันนี้ได้พบเห็นแล้ว ชื่อเสียงนั้นไม่ได้เกินจริงเลย ไม่คิดเลยว่านางจะมาปรากฏตัวที่นี่”
หลังรับของขวัญจากมือสาวใช้ที่อยู่ข้างกายเถียซานเหนียงมา เสวี่ยปิงก็นั่งไม่ติดแล้ว
เขาลุกขึ้นทันทีและเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น “คุณหนูเถีย คุณหนูโหยวเอ๋อร์ เชิญทั้งสองท่านเข้ามาด้านในเถิด”
คนอื่นอาจไม่รู้แต่เสวี่ยปิงจะไม่รู้ได้อย่างไร
จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เขาสงสัยอย่างหนักว่าสองสาวตรงหน้านี้อาจเป็นนายหญิงในอนาคตของพวกเขา ดังนั้นจึงต้องให้ความเคารพมากหน่อย
เมื่อเห็นเสวี่ยปิงที่ดูตื่นเต้น เถียซานเหนียงจึงยิ้มบางพลางกล่าวว่า
“ท่านแม่ทัพเสวี่ย ท่านจงทำงานของท่านต่อไปเถิด พวกเราเข้าไปเองได้”
“ขอรับ เชิญท่านเข้าไปด้านใน”