ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 460 ซุนเซียนคนดี
หลังจากที่ซุนเซียนพูดจบ ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นก็เข้าใจความคิดของเขาในทันที เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการยกยอหลี่เต้าเพื่อทำลาย และเลือกจังหวะเวลาได้ดีอย่างยิ่ง หลี่เต้าเพิ่งได้รับพระราชทานรางวัลจากฮองเต้ เขากำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ หากเขาตอบตกลง เรื่องร้ายเกี่ยวกับการหายตัวไปขององค์ชายสามและองค์ชายสี่ก็จะตกอยู่บนหัวของเขา ซึ่งเท่ากับว่าเขาตกหลุมพรางของซุนเซียนไปโดยปริยาย แต่หากไม่ตกลง เขาก็จะต้องทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีไว้ในใจของฮองเต้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีปัญหาทั้งนั้น
บนบัลลังก์มังกร หลังจากได้ฟังคำพูดของซุนเซียน ฮองเต้ก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อคนอื่นๆ สามารถมองออกได้ เขาก็ย่อมมองออกเช่นกัน แต่เขาก็ตองเห็นด้วยกับคำพูดของซุนเซียนเช่นกัน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันในถังโจว คนที่มีความสามารถในการแก้ไขและจัดการเรื่องนี้ได้นั้นมีน้อยมาก และหลี่เต้าเองก็เป็นผู้ที่มีความสามารถที่ว่าในกลุ่มคนจำนวนน้อยมากนี้
ขณะที่ฮองเต้กำลังจะเอ่ยปาก หลี่เต้าก็พลันก้าวออกมาประสานมือคำนับและกล่าวว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอทราบสถานการณ์ในถังโจวก่อนได้หรือไม่พะยะค่ะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยางหลินที่ยืนอยู่ติดกับหลี่เต้าก็ชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นอย่างเงียบๆ คำพูดบางอย่างที่ออกจากปากของฮองเต้กับออกจากปากของขุนนางเองนั้นถือเป็นคนละเรื่องกันเลย ความหมายก็ต่างกัน หากฮองเต้เป็นผู้เอ่ยปาก นั่นก็คือการที่ถูกมอบหมายงานให้ หากทำได้สำเร็จก็จะมีความดีความชอบแต่คงไม่มากนัก ทว่าหากล้มเหลวกลับจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่ถ้าเป็นการอาสาด้วยตนเอง ความดีความชอบก็จะเพิ่มเป็นสองเท่า และผลกระทบจากความล้มเหลวก็จะน้อยลงด้วย ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้ารับ
แต่สิ่งที่หยางหลินไม่รู้ก็คือ หลี่เต้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นเลย เขาแค่อยากรู้อย่างจริงใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่ถังโจว เพราะอย่างไรเสียการถูกคนอื่นเล็งเป้ามาก็ไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้และไม่เข้าใจอะไรได้เลย
“จ้าวจง นำของไปให้อู่อันกงดู”
ภายใต้คำสั่งของฮองเต้ จ้าวจงรีบนำรายงานหลายฉบับมาส่งให้หลี่เต้า ทั้งหมดเป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในถังโจวช่วงสิบวันที่ผ่านมา หลี่เต้าหยิบรายงานขึ้นมาพลิกดูอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงครึ่งก้านธูปเขาก็อ่านรายงานฉบับสุดท้ายจบ
เมื่อเห็นหลี่เต้าอ่านจบแล้วตกอยู่ในความเงียบ ซุนเซียนก็เอ่ยขึ้นว่า
“ท่านอู่อันกงว่าอย่างไร ท่านเต็มใจที่จะช่วยแบ่งเบาความกังวลของฝ่าบาทหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็พลันหันศีรษะมองซุนเซียน เมื่อถูกสายตาของหลี่เต้ากวาดมอง ซุนเซียนก็รู้สึกราวกับว่าทุกแห่งบนร่างกายของเขาถูกเข็มทิ่มแทง แต่หลี่เต้าเพียงแค่กวาดตามองเท่านั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังฮองเต้
ในชั่วขณะถัดมา หลี่เต้าประสานมือคำนับและกล่าวว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีไปค้นหาและช่วยเหลือองค์ชายทั้งสองที่ถังโจวพะยะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ทุกคนในที่นั้นก็ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึงและไม่อยากเชื่อออกมา พวกเขาคิดไม่ถึงว่าภารกิจที่แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลยเช่นนี้จะมีคนกล้ารับเอาไป นี่มันเหมือนกับการหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ หลายคนคิดว่าหลี่เต้านั้นประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นเกินไปจนทำให้เขาหลงตัวเอง คิดว่าทุกเรื่องสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง คิดว่าเป็นคนโปรดของฮองเต้ในตอนนี้แล้วก็กล้าที่จะลองทำทุกอย่าง
ด้วยสถานะและตำแหน่งของหลี่เต้าในปัจจุบันนี้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วองค์ชายสามและองค์ชายสี่จะไม่ได้กลับมา ฮองเต้ก็อาจจะไม่ลงโทษประหารเขา แต่ไม่ตายแล้วอย่างไรเล่า ในอนาคตเขาจะต้องเสียใจเพราะเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน ในความคิดของพวกเขา หากพวกเขาเป็นหลี่เต้าก็คงจะไม่รับเรื่องที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ แม้ว่าอาจจะทำให้ฮองเต้ทรงไม่พอใจชั่วคราว แต่มันก็เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น ด้วยความสามารถที่มีอยู่สุดท้ายแล้วก็จะได้รับความไว้วางใจจากฮองเต้อีกครั้ง สรุปก็คือทุกคนคิดว่าหลี่เต้าได้ก้าวเข้าสู่ทางตันไปแล้วหนึ่งก้าว
หากจะพูดว่าใครที่ดีใจที่สุดในตอนนี้ก็คงเป็นซุนเซียนผู้ริเริ่มเรื่องนี้อย่างแน่นอน เดิมทีเขาเพียงแค่ออกมาเพื่อทำให้หลี่เต้ารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่คาดคิดจะได้เล่นใหญ่เช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากว่า
“ท่านอู่อันกง ฝ่าบาทและขุนนางทั้งหลายต่างได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว ท่านไม่สามารถเปลี่ยนใจได้”
หลี่เต้าไม่ได้สนใจซุนเซียนที่กำลังตะโกน เขาเพียงแค่ยืนนิ่งรอคำตอบจากฮองเต้เท่านั้น
ฮองเต้ได้สติจากภวังค์อย่างรวดเร็ว เขามองไปที่หลี่เต้าด้วยสายตาซับซ้อน
“อู่อันกง เจ้าพิจารณาให้ดีแล้วหรือ?”
บางเรื่องเมื่อได้ตัดสินใจไปแล้ว แม้แต่ฮองเต้เองก็ไม่อาจควบคุมได้ อย่างเช่นเรื่องตรงหน้านี้ หากครั้งนี้หลี่เต้ากลับมาพร้อมกับความล้มเหลว เขาก็จะต้องตัดสินใจบางอย่างที่ไม่เต็มใจทำในท้ายที่สุด ดังนั้นประโยคนี้จึงเป็นการให้โอกาสหลี่เต้าได้เปลี่ยนใจ ส่วนหลี่เต้าเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาก็ตอบอย่างกระชับว่า
“กระหม่อมพิจารณาดีแล้ว”
เมื่อเห็นหลี่เต้ายืนยันเช่นนี้อีกครั้ง ทุกคนก็มองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ แต่หลี่เต้าเป็นคนโง่หรือ? ความจริงนั้นหลังอ่านรายงานข่าวกรองจากถังโจวแล้ว ด้วยสมองอันเฉียบแหลมของเขา หลี่เต้าจึงเข้าใจความยากของภารกิจนี้ดีกว่าใครทั้งหมด หากองค์ชายสามและองค์ชายสี่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอจะว่าไปได้ แต่ถ้าทั้งสองสิ้นชีวิตไปแล้วนั้น ใครก็ตามที่รับภารกิจนี้ก็เท่ากับเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่ความตายทั้งสิ้น
แล้วทำไมหลี่เต้าถึงได้รับปากทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้อาจเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีทางแก้? เพราะตั้งแต่แรกเขาก็ไม่ได้มุ่งไปที่องค์ชายสามและองค์ชายสี่ หากสามารถช่วยองค์ชายสามและองค์ชายสี่ได้ก็นับว่าพวกเขาโชคดีไป แต่ถ้าช่วยไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เหตุผลที่เขายอมตกลงนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันในถังโจว
เขาเห็นอะไรในรายงาน? เห็นสิ่งที่เรียกว่าสำนักปราบสวรรค์ สำนักปราบสวรรค์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือสาวกนับแสนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักปราบสวรรค์ ตามการวิเคราะห์ของเขาแล้ว สำนักปราบสวรรค์นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นกลุ่มกบฏภายในตาเฉียน พูดให้เข้าใจง่ายๆ สาวกสำนักปราบสวรรค์เหล่านี้สำหรับหลี่เต้าแล้วนั้น แต่ละคนก็คือแต้มคุณสมบัติที่เดินได้ นอกจากสำนักปราบสวรรค์แล้ว ยังมีฝูงชนที่ถูกปลุกปั่นนับไม่ถ้วนในถังโจวอีก คนพวกนี้ล้วนเป็นศัตรูและเป็นแต้มคุณสมบัติเช่นกัน บางคนอาจจะคิดว่าฝูงชนที่ก่อจลาจลก็คือสามัญชน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นศัตรู แต่ความจริงแล้วหลี่เต้าเข้าใจดีว่าฝูงชนที่ก่อจลาจลกับสามัญชนเป็นคนละประเภทกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นฝูงชนที่ก่อจลาจลส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่สามารถนับว่าเป็นมนุษย์ได้เลย ดังนั้นหากฝูงชนที่ก่อจลาจลอยู่ต่อหน้าหลี่เต้า เขาก็ไม่มีความคิดที่จะปรานีเลยแม้แต่น้อย
แคว้นตาเฉียนมีประชากรสี่ร้อยล้านคน มีอาณาเขตทั้งหมดเจ็ดมณฑล แม้ว่าจากการประมาณดูแล้ว ถังโจวจะมีประชากรน้อยกว่าแห่งอื่น แต่ก็ยังมีประชากรอย่างน้อยยี่สิบถึงสามสิบล้านคน หากในจำนวนยี่สิบถึงสามสิบล้านคนนี้ มีเพียงหนึ่งส่วนที่กลายเป็นกลุ่มคนก่อจลาจล ก็จะมีอย่างน้อยถึงหนึ่งล้านคน อาจจะด้อยคุณภาพไปบ้าง แต่ก็ทดแทนด้วยจำนวนที่มากมาย หลังจากที่เขาจัดการกับพวกก่อความไม่สงบในดินแดนทางใต้ไปหมดแล้วนั้น เขาก็กำลังพิจารณาว่าควรจะเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ผลก็คือมีเรื่องของถังโจวปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาพอดี เขาย่อมไม่พลาดโอกาสนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าเรื่องของจ้าวคังและจ้าวหย่งอาจจะทำให้ฮองเต้ไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะสำหรับเขาแล้ว พลังความแข็งแกร่งนั้นสำคัญกว่าสิ่งเหล่านี้มากนัก
หลังจากคิดเรื่องนี้ให้กระจ่างแล้ว หลี่เต้าก็รู้สึกว่าตนเองควรขอบคุณท่านซุนเซียนสักหน่อย หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายก่อเรื่องนี้ขึ้นมา เองเขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องของถังโจวเลย ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งที่ท่านผู้อาวุโสหยางเคยบอกเขาไว้ ท่านซุนผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวกับที่เคยแนะนำให้เขาไปเป็นผู้ว่าการที่ดินแดนทางใต้ เมื่อรวมกับคะแนนคุณสมบัติที่อีกฝ่ายมอบให้เขาจากการพนันก่อนหน้านี้ ในชั่วขณะนั้นซุนเซียนก็ถูกติดป้ายเป็น ‘คนดี’ ในใจของหลี่เต้า
หมายเหตุท้ายบท
[1] ไม้แบน (板子) : หรือ ‘ปั่นจื่อ’ อุปกรณ์ลงทัณฑ์โบราณของจีน มีลักษณะเป็นไม้กระดานแบนยาว มักใช้ตีโบยที่สะโพกหรือต้นขา