ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 461 จุดจบที่แน่นอนของซุนเซียน
เมื่อเห็นหลีเต้าตอบรับอย่างมั่นใจเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีก
เขาให้ความสำคัญกับหลีเต้าก็จริง แต่ก็ให้ความสำคัญกับโอรสทั้งสองของตนเช่นกัน
หากหลีเต้าไม่ยื่นมือเข้ามาเขาก็จะไม่บังคับอะไร
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอาสาเข้ามาเอง การพยายามห้ามต่อไปก็จะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อบุตรชายทั้งสองของเขาแล้ว
หลังจากคิดให้กระจ่าง ฮ่องเต้ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“ในเมื่ออู่อันกงเต็มใจจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เช่นนั้นเรื่องของทั่งโจวก็ขอมอบให้เจ้าแล้ว”
“ในขณะเดียวกันเราก็หวังว่า เจ้าจะสามารถนำองค์ชายทั้งสองกลับมาได้ ไม่ว่าเป็นหรือตาย”
“ส่วนสิ่งที่เจ้าต้องการนั้น หลังเลิกประชุมแล้วก็จงบอกจาวจง ให้จาวจงส่งข่าวมาหาเรา เราจะพยายามตอบสนองทุกความต้องการของเจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คนที่เหลือในท้องพระโรงก็รู้สึกโล่งใจ
เมื่อมีคนรับผิดชอบแล้ว พวกเขาก็สามารถพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ
ขณะนั้นซุนเซียนเองก็ดีใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไร
ในความคิดของเขา การที่หลีเต้าต้องตกอยู่ใน ‘สถานการณ์เลวร้าย’ เช่นนี้ ล้วนเป็นผลงานของเขาทั้งสิ้น
หากครั้งนี้สามารถทำให้หลีเต้าเจ็บตัวอย่างหนักได้ ก็ถือว่าเป็นการชดเชยให้กับคนที่เขาเคยทำให้เสียหายก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ซุนเซียนในตอนนี้ไม่รู้เลยว่า การกระทำและสีหน้าของเขาทั้งหมด ถูกมองเห็นโดยฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร
ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังสะใจกับความเดือดร้อนของผู้อื่น ฮ่องเต้พลันโบกมือเรียกจาวจงมาข้างหน้า
“ฝ่าบาท”
“ส่งคนไปสืบเรื่องของซุนเซียน แล้วรายงานผลให้เราก่อนที่อู่อันกงจะกลับมายังเมืองหลวง”
“พะยะค่ะ”
จาวจงมองซุนเซียนด้วยสายตาเวทนา
ในฐานะขุนนางผู้ใกล้ชิดที่อยู่เคียงข้างฮ่องเต้เสมอ เขาจึงเข้าใจความหมายของคำพูดฮ่องเต้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าอู่อันกงจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในครั้งนี้ แต่ท่านซุนผู้นี้ก็คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่
แต่เมื่อลองคิดดูก็สมควรแล้ว แม้การกระทำของซุนเซียนจะมาจากความหวังดี แต่ก็เป็นการก่อเรื่องเสียหายเช่นกัน
ฮ่องเต้มีความตั้งใจที่จะบ่มเพาะหลีเต้ามาโดยตลอด แต่เขากลับคอยทำลายอยู่เรื่อยมา
หากเป็นเพียงไม่กี่ครั้ง ฮ่องเต้ก็คงจะหลับตาข้างหนึ่งให้ เพราะการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักนั้นถือเป็นเรื่องปกติ
และการที่เขากัดไม่ปล่อยเหมือนสุนัขบ้า และไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายด้วยตนเอง
จาวจงยังคาดเดาได้อีกว่า ฮ่องเต้น่าจะมีความคิดอีกขั้นหนึ่ง
หากหลีเต้าประสบความสำเร็จก็จะเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ การจัดการกับซุนเซียนก็ถือเป็นการปลอบประโลมใจเขา
แต่หากล้มเหลว ฮ่องเต้ก็คงจะได้ระบายความโกรธของตนเองแล้ว
อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงขุนนางที่มีวรยุทธไม่มากนักเท่านั้น
ด้วยรากฐานของต้าเฉียนแล้ว มีคนอีกนับร้อยนับพันที่สามารถเข้ารับตำแหน่งของเขาแทนได้ หลังจากเขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
หลังจากนั้น เนื่องจากเรื่องใหญ่ของทั่งโจวได้มีผู้รับผิดชอบเรียบร้อยแล้ว การเข้าเฝ้าตอนเช้าจึงสิ้นสุดลง
ผู้คนที่เหลือต่างทยอยออกไป ท่ามกลางการสนทนาวิพากษ์วิจารณ์กัน
หยางหลินตบไหล่ของหลีเต้าก่อนจะจากไป
คนอื่นๆ อาจไม่ทราบ แต่หลังจากที่เปิดเผยตัวตนแล้ว หยางหลินก็พอจะรู้ถึงจุดประสงค์ของหลีเต้า
ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบเขาจึงไม่ได้กังวลมากนัก
หลังจากที่ทุกคนจากไป ไม่นานหลังจากนั้นจาวจงก็มาหาหลีเต้าเพียงลำพัง
“ท่านอู่อันกง หากท่านมีความต้องการใดสำหรับการเดินทางไปยังทั่งโจว ก็โปรดบอกข้ามาเถิด” เมื่อมาถึงตรงหน้าหลีเต้าแล้ว จาวจงก็เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
หลีเต้ามองดูจาวจงที่อยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับรู้สึกสะท้านเล็กน้อย
สัญชาตญาณอันเฉียบคมบอกเขาว่า ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกถึงกลิ่นอายของภัยคุกคามจางๆ
สำหรับยอดฝีมือเช่นนี้แล้ว หลีเต้าย่อมไม่สนใจคำถ่อมตัวในคำพูดของอีกฝ่าย เขาประสานมือคำนับและกล่าวว่า
“ท่านขันทีจาว รบกวนท่านช่วยแจ้งฝ่าบาทว่า ข้าไม่จำเป็นต้องเตรียมการอะไรเพิ่มเติม สามารถออกเดินทางได้ทันที”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จาวจงก็ยิ้มเล็กน้อย “แม้ว่าท่านอู่อันกงจะมีพลังความสามารถเหนือผู้คน แต่ก็อย่าได้ประมาท เรื่องนี้เกี่ยวพันกับองค์ชายทั้งสอง จำเป็นต้องระมัดระวัง ท่านไม่จำเป็นต้องเกรงใจเช่นนี้”
ในประโยค ‘ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ’ นั้น จาวจงได้เน้นน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับว่ากำลังเน้นย้ำบางสิ่ง
หลีเต้าเลิกคิ้วขึ้น เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของจาวจงทันที
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยว่า “หากเป็นไปได้ ขอท่านขันทีช่วยทูลฝ่าบาทให้เตรียมรถม้าที่ดูดีสักคันให้ข้าก็พอ”
“รถม้า? ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือ?”
“ไม่มีแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว”
“ทราบแล้ว” จาวจงพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ขอรบกวนให้ท่านอู่อันกงรออยู่นอกวังหลวงสักครู่ ข้าจะไปแจ้งความต้องการของท่านให้ฝ่าบาททรงทราบ”
“รบกวนแล้ว”
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ณ นอกประตูวังหลวง จาวจงจูงรถม้าคันหนึ่งมาหยุดตรงหน้าหลีเต้า
เมื่อเห็นรถม้าตรงหน้า หลีเต้าก็ถึงกับตกตะลึงไป
ทั้งคันเป็นสีทองอมม่วง หากเขาไม่ได้มองผิดไป รถม้าคันนี้น่านะสร้างขึ้นจากไม้ทองม่วงล้วนๆ
ที่เรียกว่าไม้ทองม่วงนั้น ไม่เพียงแต่ดูสวยงามสูงศักดิ์เท่านั้น แต่ยังถือเป็นของล้ำค่าหายากอีกด้วย
มันมีกลิ่นจันทน์หอมอ่อนๆ ตามธรรมชาติ ทั้งยังสามารถช่วยบำรุงร่างกายได้ และมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ความแข็งของมันนั้น ถึงขั้นเหนือกว่าของที่ทำด้วยเหล็กที่มีความหนาเท่ากันในระดับหนึ่ง
โดยทั่วไปแล้ว ไม้ทองม่วงที่มีการซื้อขายในท้องตลาด มากที่สุดมักจะถูกนำมาทำเป็นป้ายไม้เพื่อใช้ถือ
แต่จะมีใครที่เคยเห็นรถม้าที่สร้างจากไม้ทองม่วงทั้งหมดบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น รถม้าตรงหน้าเขายังใหญ่กว่ารถม้าทั่วไปหลายเท่า
โดยปกติรถม้าทั่วไปนั่งได้สี่ห้าคนก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว รู้สึกแออัดยิ่ง แต่รถม้าคันตรงหน้านี้ดูเหมือนว่าภายในจะสามารถบรรจุคนได้สิบกว่าคนเป็นอย่างน้อย
นอกจากนี้ รอบๆ รถม้ายังมีการตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหราอีกด้วย หากตัวรถทำจากไม้ทองม่วงแล้ว สิ่งของรอบๆ เหล่านั้นก็ย่อมไม่ด้อยไปกว่ากันแน่นอน
อีกทั้งยังมีม้าดำสี่ตัวที่รับหน้าที่ลากรถม้าด้วย หากมองด้วยสายตาผู้เชี่ยวชาญการดูม้าแล้ว ม้าทั้งสี่ตัวนี้ล้วนแต่เป็นม้าชั้นเลิศ มีรูปร่างลักษณะดีเยี่ยม
เพื่อให้หลีเต้าได้เห็นชัดขึ้น หลังจากรถม้าหยุดลง จาวจงก็เปิดม่านผ้าไหมที่อยู่ด้านหน้ารถม้าขึ้น ภายในยิ่งหรูหราผิดปกติ
หลังจากดูเสร็จแล้ว หลีเต้าก็หันหลังกลับมาพูดว่า “ท่านขันที รถม้าคันนี้ของท่านดูล้ำค่าเกินไปแล้ว รบกวนท่านให้ฝ่าบาทเปลี่ยนคันใหม่ให้ข้าเถิด หากเกิดความเสียหายขึ้น ข้าคงชดใช้ไม่ไหว”
เขาเพียงแค่ต้องการรถม้าที่ดูดีสักหน่อยเท่านั้น ไม่ได้ต้องการความยุ่งยาก
จาวจงยิ้มบางพลางกล่าวว่า “ท่านอู่อันกงไม่ต้องกังวลไป ฝ่าบาทได้พระราชทานรถม้าคันนี้ให้ท่านแล้ว ท่านสามารถใช้งานมันได้โดยไม่ต้องกังวล ข้าจะบอกความลับเล็กๆ ให้ท่านฟัง รถม้าคันนี้แท้จริงแล้วเป็นรถม้าที่ฝ่าบาทสร้างขึ้นสำหรับการเดินทางก่อนขึ้นครองราชย์ แต่พอสร้างเสร็จฮ่องเต้องค์ก่อนก็ทรงสละราชสมบัติพอดี”
“หลังจากขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ฝ่าบาทก็มีราชรถสำหรับเสด็จ รถม้าคันนี้จึงถูกเก็บไว้ตลอด ไม่เคยมีใครได้นั่งเลย จนกระทั่งตอนนี้ฝ่าบาทถึงได้พระราชทานมันให้แก่ท่าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเต้าก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา ไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่
จากนั้นจาวจงก็พูดต่อว่า “สรุปแล้วท่านอู่อันกงวางใจรับไว้เถิด นี่ควรจะถือเป็นค่าตอบแทนที่ฝ่าบาทมอบให้ท่าน สำหรับงานยากลำบากที่ทั่งโจวนี้”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็คงไม่เหมาะที่จะปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังชอบรถม้าคันนี้มากด้วย และด้วยการมีอยู่ของรถม้าคันนี้ เขาเชื่อว่าการเดินทางไปยังทั่งโจวครั้งนี้จะราบรื่นยิ่งขึ้น
ดังนั้นหลีเต้าจึงประสานมือคำนับและกล่าวว่า “ข้าขอขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับรถม้าคันนี้ และขอบคุณท่านขันทีที่กล่าวคำชมด้วย”
จาวจงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าเพียงแค่นำความจริงมาบอกท่านเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท”
หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงพูดคุยเรื่องทั่วไปอีกครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวลากัน
หลีเต้าต้องกลับไปเตรียมการสำหรับการเดินทางไปยังทั่งโจวครั้งนี้แล้ว