ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 511 องค์ชายที่พับยับเยิน
หลีเตาสันความสนใจกลับไปที่เจ้าคังและเจ้าหยง เขาถามขึ้นว่า
“ตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง ? ยังไม่มีทางฟื้นขึ้นมาเลยหรือ ?”
หลี่ชิงเอ๋อร์พยักหน้าก่อนจะกล่าวตอบ
“ข้าได้ตรวจดูแล้ว ทั้งสองคนได้รับความเสียหายทางจิตวิญญาณ จำเป็นต้องซ่อมแซมจิตวิญญาณก่อนจึงจะฟื้นขึ้นมาได้”
“โชคดีที่ข้าช่วยพวกเขาได้ทันเวลา หากรอไปอีกสักพักกว่าจะมีโอกาสฟื้นขึ้นมาได้ พวกเขาทั้งสองคนก็คงจะกลายเป็นคนโง่งมไปแล้ว”
หลีเตาถามต่อ
“ถ้าเช่นนั้นเจ้ามีวิธีซ่อมแซมจิตวิญญาณของพวกเขาหรือไม่ ?”
ไม่ใช่ว่าเขามีจิตใจเมตตา เพียงแต่การทำความดีต้องมีคนรับรู้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับทำโดยเปล่าประโยชน์
หลี่ชิงเอ๋อร์ยิ้มพลางกล่าว
“หากเป็นอาการบาดเจ็บอื่น ข้าอาจจะไม่มีวิธี แต่ในเรื่องของจิตวิญญาณนั้นข้าได้รับมรดกทั้งหมดจากเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นมาอย่างครบถ้วน”
หลีเตาพยักหน้า
“งั้นก็ฝากเจ้าดูแลด้วย รอให้พวกเขาฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยจัดการเรื่องที่เหลือ”
ในเวลาเดียวกัน
ขณะที่หลีเตากำลังฝ่าเคราะห์สวรรค์ ณ สำนักโหรหลวงในเมืองหลวง
นับตั้งแต่ที่ได้คำนวณทำนายผิดพลาดต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน นักพรตเฒ่าแห่งสำนักโหรหลวงก็เอาแต่ฝึกฝนอยู่ภายในสำนักโหรหลวงอย่างไม่เคยย่อท้อแม้แต่ชั่วขณะ
ทันใดนั้นพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็รวมตัวขึ้นบนร่างของเขา
ขณะที่พลังนี้กำลังจะแผ่ออกไป นักพรตเฒาก็พลันลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในชั่วขณะถัดมาพลังที่กำลังจะถูกปลดปล่อยออกไปทั้งหมดนั้นก็ถูกเรียกกลับคืนมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า !”
นักพรตเฒ่าหัวเราะลั่นแล้วแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เขาพึมพำกับตัวเองว่า
“ก้าวนี้ไม่ง่ายเลย การที่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ในยุคสมัยเช่นนี้ได้ ต้องบอกว่าสมกับเป็นข้าจริงๆ ตั้งแต่นี้ไปข้าก็ไม่จำเป็นต้องคอยเกรงใจพวกคนแก่เหล่านั้นอีกแล้ว”
แต่ยังไม่ทันที่นักพรตเฒ่าจะดีใจได้นาน ทันใดนั้นเขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งในความมืดมิด
“หืม ? มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วหรือ ?!”
หากเป็นก่อนหน้านี้หลังจากที่นักพรตเฒ่าคำนวณพลาดมาหลายครั้งโดยปกติแล้วเขาคงไม่กล้าใช้พลังในการคำนวณอย่างง่ายดาย
แต่ตอนนี้ …
นักพรตเฒ่าหลับตาลงแล้วเริ่มทำการคำนวณด้วยการนับนิ้ว
ชั่วครู่ต่อมาจู่ ๆ เขาก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนัก
“เป็นไปได้ย่างไร !!”
สีหน้าของนักพรตเฒ่าแสดงความตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่กล้าเชื่อผลลัพธ์ที่ตนเองคำนวณออกมาจึงขมวดคิ้วหลับตาลงแล้วเริ่มลองคำนวณใหม่อีกครั้งแต่สุดท้ายเขาก็พบว่าผลลัพธ์นั้นยังคงเหมือนเดิม
“จะเป็นไปได้อย่างไร จู่ ๆ เส้นชีพจรมังกรจะฟื้นคืนขึ้นมาได้ อย่างไรมันน่าจะยังเหลือเวลาอีกหลายร้อยปีเป็นอย่างน้อยมิใช่หรือ ?!”
สิ่งที่เรียกว่าเส้นชีพจรมังกรนั้นคือต้นกำเนิดของพลังสวรรค์พิภพ โดยทั่วไปแล้วเส้นชีพจรมังกรจะหลับใหลอยู่ใต้พื้นพิภพ คอยดูดซับและปล่อยพลังสวรรค์พิภพออกมาตามสัญชาตญาณเพื่อหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งในโลก
เมื่อเส้นชีพจรมังกรมีการหลับใหลก็ย่อมมีการตื่นขึ้นมา
เมื่อเทียบกับตอนหลับใหลแล้วยามที่เส้นชีพจรมังกรตื่นขึ้นมาการดูดซับและปล่อยพลังสวรรค์พิภพจะยิ่งมีมากขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญของผู้คนอย่างมาก
(หมายเหตุ : การฟื้นคืนของเส้นชีพจรมังกรเป็นไปเพื่อดำเนินเรื่องราวและมีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่อตัวเอก)
เมื่อไม่นานมานี้เส้นชีพจรมังกรส่วนใหญ่ในโลกล้วนจมอยู่ในห้วงนิทราและดำเนินมาเป็นเวลาอย่างน้อยพันปีแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองนักพรตเฒ่าถึงได้เคยเอ่ยคำว่า ‘ยุคสมัยเช่นนี้’ ออกมา
เพราะยุคปัจจุบันนี้เมื่อเทียบกับในอดีตแล้วนั้นถือเป็นยุคที่การบำเพ็ญเพียรตกต่ำ การฝึกฝนทำได้ยากยิ่ง อีกทั้งขีดจำกัดสูงสุดก็ถูกลดทอนลงไปอีก และเขาก็เพิ่งจะคำนวณบางสิ่งออกมาได้
จู่ ๆ เส้นชีพจรมังกรทั้งหมดก็ได้ฟื้นคืนขึ้นมาอย่างกะทันหัน หากเป็นในยุคที่สำนักต่าง ๆ รุ่งโรจน์ เรื่องนี้ย่อมต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ผู้คนทั้งโลกต่างจับตามองเป็นแน่ โดยปกติแล้วเรื่องใหญ่เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีลางบอกเหตุล่วงหน้าผู้คนจึงมักจะเตรียมตัวเอาไว้ก่อน
ตามการคาดการณ์จากวิชาลับของสำนัก นักพรตเฒ่ารู้ว่าเส้นชีพจรมังกรแห่งจะตื่นขึ้นมาในสักวันหลังจากการหลับใหลอันยาวนาน
แต่การฟื้นคืนของเส้นชีพจรมังกรนั้นมันก็เหมือนกับมนุษย์ต้องมีกระบวนการขั้นตอน ในตอนแรกจะเริ่มงัวเงียตื่นขึ้นมา บางครั้งอาจตื่นขึ้นมาครู่หนึ่งแล้วก็กลับไปงีบหลับอีก จนกระทั่งหลับเต็มอิ่มแล้วจึงค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้คืออะไรกัน ?
เส้นชีพจรมังกรได้ตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ราวกับคนที่กำลังนอนหลับอยู่แล้วถูกตบปลุกอย่างแรง
และไม่ใช่แค่เส้นชีพจรมังกรเพียงเส้นเดียวแต่เป็นเส้นชีพจรมังกรทั่วหล้าที่โดนปลุกพร้อมกัน
หากเส้นชีพจรมังกรมีสติปัญญาพวกมันคงจะงุนงงไม่น้อย
“ซวยพลาดแล้ว !!”
เมื่อตระหนักได้ว่าเส้นชีพจรมังกรตื่นขึ้นมาพร้อมกันจริง ๆ นักพรตเฒ่าก็สบถด่าออกมาอย่างอดไม่ได้ ที่เขาพูดเช่นนี้ก็เพราะเขาเสียดายการบำเพ็ญเพียรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่เส้นชีพจรมังกรจะฟื้นนั้นเขาต้องบำเพ็ญเพียรอยู่หลายปีถึงจะบรรลุถึงระดับปัจจุบันได้
แต่หลังจากเส้นชีพจรมังกรฟื้นแล้วเขาอาจจะใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเดียวหรือน้อยกว่านั้นในการทะลวงขั้น ดังนั้นอันที่จริงแล้วเขาสามารถปล่อยไปก่อนสักสองสามปีแล้วค่อยมาบำเพ็ญเพียรเพื่อทะลวงขั้นก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังพักในตอนนี้ไม่ได้ เพราะหลังจากเส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนแล้วพลังสวรรค์พิภพก็จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ขีดจำกัดของการบำเพ็ญเพียรก็จะค่อย ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย หากเขาไม่พยายามคนอื่นก็อาจจะทะลวงผ่านในช่วงเวลานี้ไปได้
เขาบรรลุแล้วคนอื่นก็บรรลุด้วย เช่นนั้นเขาก็ทะลวงขั้นมาเสียเปล่านะสิ
“ช่างมันเถอะ ! ให้ข้าดูซิว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
การที่เส้นชีพจรมังกรตื่นขึ้นมาก่อนกำหนดนั้นย่อมต้องมีเหตุปัจจัยใหญ่ ไม่มีทางที่เส้นชีพจรมังกรจะทำเช่นนี้เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และมีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เพราะในใต้หล้านี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดก็คือมนุษย์
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนักพรตเฒ่าจึงหลับตาลงแล้วเริ่มคำนวณด้วยนิ้วมืออย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา
“อั๊ก !”
ทันใดนั้นนักพรตเฒ่าใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงก่ำอย่างรวดเร็ว เลือดเก่าพุ่งออกจากปากของเขา คำนวณไม่ออก !
เขายังคงคำนวณไม่ออก !
ที่สำคัญกว่านั้นคือขณะที่เขากำลังคำนวณไปได้ครึ่งทาง จู่ ๆ ก็พบว่าสิ่งที่เขากำลังคำนวณอยู่นั้นได้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับเคยพบเจอกันมาก่อน
รอก่อน !
เหตุการณ์คุ้นเคย ฉากที่คุ้นตา
ช่างมันเถอะ เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีมานี้คงจะไม่ใช่ฝีมือของคนเดียวกันหรอกนะ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร
เรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ต้าเฉียน ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับการฟื้นคืนของเส้นชีพจรมังกร ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบมหาศาล ทั้งสองเรื่องนี้เชื่อมโยงกันได้ยาก
เปรียบเสมือนการนำเรื่องครอบครัวมาเทียบกับเรื่องบ้านเมือง
สีหน้าของนักพรตเฒ่าแปรเปลี่ยนไปมาเขาเอ่ยพึมพำ
“จะใช่หรือไม่ใช่ ลองดูอีกครั้งก็จะรู้”
ก่อนหน้านี้วิชาของเขายังไม่แก่กล้าพอจึงไม่สามารถคำนวณเหตุและผลที่ผ่านมาได้ แต่บัดนี้เมื่อคำนวณใหม่แล้วหากสามารถคำนวณออกมาได้ก็แสดงว่าการคาดการณ์ครั้งนี้ของเขาผิด แต่หากคำนวณไม่ได้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นดังที่เขาคิด
“เอาล่ะ …”
“ฮึด !!”
“ฮึด ๆ !!”
เพียงครึ่งก้านธูปผ่านไป นักพรตเฒ่าก็กระอักเลือดเก่าออกมาถึงสามครั้ง
“ซวยแล้ว ! เป็นคนเดียวกันจริง ๆ !”
นักพรตเฒ่าไม่สนใจเลือดเก่าที่ตนเองพ่นออกมา แต่กลับคิดถึงผลลัพธ์จากการคำนวณของตนด้วยสีหน้าตกตะลึง แม้ว่าการคำนวณทั้งสามครั้งจะไม่ได้ผลลัพธ์แต่การที่ไม่ได้ผลลัพธ์นี่แหละที่ทำให้เขาได้ข้อสรุปเช่นนี้
หนึ่งหรือสองครั้งอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ถ้าสามสี่ครั้งก็ต้องบอกว่าความจริงยิ่งตรงกับสิ่งที่เขาคิดไว้
หลังจากเช็ดคราบเลือดที่มุมปากเสร็จ นักพรตเฒ่าก็เริ่มรู้สึกไม่สบายอีกครั้ง อุตส่าห์ทะลวงขั้นมาได้อย่างยากลำบากแต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่พบคนที่เขาต้องการคำนวณหา
“แล้วทำไมข้าถึงต้องคำนวณด้วย ! ผูที่สามารถก่อความวุ่นวายเช่นนี้ได้จะต้องสร้างความปั่นป่วนในแคว้นต้าเฉียนอย่างแน่นอน”
“จู่ ๆ ในความเป็นจริงก็พอแล้ว !”
เมื่อตระหนักขึ้นมาได้นักพรตเฒ่าจึงเตรียมจะลุกขึ้นแต่เมื่อเห็นเลือดที่เปื้อนพื้นอยู่ตรงหน้าเขาก็นั่งลงอีกครั้ง
“ข้าควรจะจัดการพลังสะท้อนในร่างให้หมดไปเสียก่อน”