ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 544 การเชื่อมต่อวิญญาณ
เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวเชียว ปรมาจารย์ทั้งสี่ที่ล้อมเถียซานเหนียงอยู่ก็ไม่มีความกังวลใด ๆ อีกต่อไป หนึ่งในนั้นลงมือโดยไม่ลังเล ทำท่าจะทำลายแขนข้างหนึ่งของเถียซานเหนียง แน่นอนว่าเถียซานเหนียงไม่ยอมนั่งรอความตาย จึงเลือกที่จะโต้กลับทันที แต่ระดับปรมาจารย์ก็คือระดับปรมาจารย์ ขั้นสูงสุดของเซียนเทียนยังคงมีช่องว่างห่างจากระดับปรมาจารย์อยู่มาก เพียงการโจมตีง่าย ๆ ครั้งเดียว พลังปราณเซียนเทียนที่เถียซานเหนียงรวบรวมไว้ก็ถูกพลังปราณแท้อันเป็นเอกลักษณ์ของระดับปรมาจารย์ทำลายล้างไป ในขณะเดียวกันการโจมตีด้วยพลังปราณแท้เหล่านั้นก็ไม่ได้ลดลง ยังคงพุ่งเข้าใส่เถียซานเหนียงอย่างต่อเนื่อง
แย่แล้ว!
สีหน้าของเถียซานเหนียงเย็นเยียบ หากถูกจับได้นางก็พอจะเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางขอยอมตายดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างอัปยศเช่นนั้น แต่ก่อนที่เถียซานเหนียงจะทันได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ ทันใดนั้นกระแสความร้อนก็ปรากฏขึ้นที่หน้าอกของนาง ในชั่วขณะถัดมา พลังงานสีแดงก็ถูกส่งผ่านมาที่มือของนาง
ขณะที่พลังปราณแท้ที่โจมตีเข้ามากำลังจะตกลงบนร่างของนางนั้น พลังสีแดงก็พวยพุ่งออกมา และทำลายพลังปราณแท้สายนันในชั่วพริบตา
“นี่มัน…”
เมื่อเถียซานเหนียงก้มมองลงไป นางก็เห็นแสงสีแดงวาบหนึ่งกำลังกะพริบอยู่ใต้คอเสื้อ หากนางจำไม่ผิด นี่คือหยกโลหิตที่หลี่เต้าเคยมอบให้นางเอาไว้เมื่อครั้งอยู่ที่ดินแดนทางใต้
ในเวลาเดียวกัน หลังจากเถียซานเหนียงจากไป หลี่เต้าก็ไปนั่งตกปลาอยู่ในลานเรือนอีกครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังตกไม่ได้ เขาจึงกลับมาที่นี่อีกหน
“พี่ชาย ท่านตกได้หรือไม่” หลี่ชิงเอ๋อร์มองพี่ชายตกปลาด้วยความเบื่อหน่าย พลางเล่นเตะก้อนหินให้กระดอนบนผิวน้ำ
หลี่เต้าสูดหายใจลึกขณะมองคลื่นน้ำที่กระเพื่อมไม่หยุดจากการกระทบของก้อนหิน ขณะที่เขากำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป สายตาเบิกกว้างมองไปทางพระราชวังอย่างรวดเร็ว
หลี่ชิงเอ๋อร์ที่คอยสังเกตสีหน้าของหลี่เต้าอยู่ตลอด เห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงถามอย่างระมัดระวัง “พี่ชาย เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
หลี่เต้าไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงแค่หลับตาลง ในชั่วขณะถัดมาเขาก็พลันลืมตาขึ้น จิตวิญญาณของหลี่ชิงเอ๋อร์รับรู้ได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลี่เต้า ภายใต้การควบคุมของหลี่เต้า พลังจิตวิญญาณนั้นได้แผ่ขยายไปทั่วพระราชวังตามความรู้สึกของเขา และในขณะที่พลังจิตวิญญาณกำลังจะแผ่ปกคลุมทั่วพระราชวัง หลี่เต้าก็พลันรู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับบางสิ่งเข้า
ไม่นานนัก พลังจิตวิญญาณที่ไม่คุ้นเคยก็ได้ปรากฏขึ้นขวางกั้นพลังจิตวิญญาณของหลี่เต้าเอาไว้ ในเวลาเดียวกันหลี่เต้ายังได้ยินเสียงแว่วมาว่า
“เขตหวงห้ามในพระราชวัง อย่าได้บังอาจ!”
ทันใดนั้นหลี่เต้าก็เดาได้ว่าเจ้าของพลังจิตวิญญาณที่ไม่คุ้นเคยนั้น คงเป็นผู้ที่คอยปกปองพระราชวัง อย่างไรเสียพลังจิตวิญญาณมีประโยชน์มากมาย หากราชวงศ์ไม่มีวิธีการป้องกันบ้าง คงถูกผู้อื่นปล้นจนเหลือแต่ตัวไปนานแล้ว หากเป็นในสถานการณ์ปกติ หลี่เตาก็คงไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้
แต่ตอนนี้มันกลับต่างออกไป ดังนั้นหลี่เต้าจึงไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น เขาควบคุมพลังจิตวิญญาณให้พุ่งทะยานตรงเข้าไปในนั้นทันที
“โอหังนัก!”
อีกฝ่ายรับรู้ได้ถึงการกระทำของหลี่เต้า จิตวิญญาณส่งกลิ่นความโกรธแค้นออกมา คงไม่คาดคิดว่าหลี่เต้าจะกล้าบุกบินเช่นนี้ทั้งที่ถูกจับได้ จึงตัดสินใจขัดขวางในทันที และแล้วพลังจิตวิญญาณทั้งสองก็ปะทะกันกลางอากาศ
หลังจากเกิดการปะทะกันอันรุนแรง คลื่นพลังที่มองไม่เห็นก็แผ่ซ่านออกมาจากจุดกระทบของพลังจิตวิญญาณทั้งสอง ก่อนจะกระจายไปทั่วบริเวณ หลังจากคลื่นพลังที่มองไม่เห็นได้แผ่กระจายออกไป ณ ตำหนักแห่งหนึ่ง องค์หญิงหมิงเยว่ที่กำลังพาเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เที่ยวเล่นอยู่ก็พลันเงยหน้าขึ้นทันที ราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง
จีหมิงเยว่กล่าวว่า “น่าสนใจ ถึงกับมีผู้แข็งแกร่งต่อสู้กันด้วยพลังจิตวิญญาณในเขตพระราชฐาน ดูจากคลื่นพลังแล้ว จะต้องเป็นผู้อยู่ในขั้นสูงสุดของระดับมหาราชาปรมาจารย์เป็นแน่”
องค์หญิงหมิงเยว่ถามว่า “ไม่ใช่ว่าจิตวิญญาณจะแยกออกจากร่างได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระดับเทพมนุษย์หรอกหรือ?”
จีหมิงเยว่กล่าวว่า “นั่นเป็นเพียงแค่เทพมนุษย์ธรรมดา หากเริ่มฝึกฝนจิตวิญญาณตั้งแต่ระดับมหาราชาปรมาจารย์จะสามารถทำได้เช่นกัน ส่วนการเป็นเทพมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
องค์หญิงหมิงเยว่มองดูคลื่นพลังที่แผ่ออกมาบนท้องฟ้าด้วยความเป็นห่วง “พวกเขาก่อเรื่องวุ่นวายในเขตพระราชฐาน จะไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นหรือ”
จีหมิงเยว่ตอบตามตรง “วางใจเถิด ไม่มีอะไรหรอก นี่เป็นเพียงแค่เขตพระราชฐาน หากเกิดการปะทะกันในตัววังคงไม่ใช่แค่ความวุ่นวายเพียงเท่านี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ส่วนใหญ่แล้วจีหมิงเยว่มักจะใช้คำพูดต่างๆ หลอกให้นางตกใจเพื่อกระตุ้นนางอยู่เสมอ ทันใดนั้นจีหมิงเยว่ก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าว่าพวกเราควรจะไปดูความคึกคักหน่อยหรือไม่ เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแสดงว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ข้าก็รู้สึกสนใจอยู่บ้าง”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “เช่นนั้นคงไม่เหมาะกระมัง”
จีหมิงเยว่แย้ง “มีอะไรไม่เหมาะกัน อีกอย่างนี่ก็แค่การต่อสู้ด้วยวิญญาณเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นจริงมากนัก ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย”
“ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยด้วยนะ”
“วางใจได้”
อีกด้านหนึ่ง พลังจิตวิญญาณได้ปะทะกันอย่างรวดเร็ว และการต่อสู้ก็จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน แม้ว่าหลี่เต้าจะไม่เคยเรียนรู้วิธีควบคุมพลังจิตวิญญาณมาก่อน แต่เขามีพลังจิตวิญญาณอันมหาศาล เพียงไม่กี่กระบวนท่า พลังจิตวิญญาณที่คอยปกป้องเขตพระราชฐานก็ถูกหลี่เต้าใช้พลังจิตวิญญาณของตนเองพุ่งชนจนพังทลาย
ทำให้ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังบำเพ็ญอยู่ในเขตพระราชฐานถึงกับกระอักเลือดและสลบไป หลี่เต้าเพียงแค่กวาดตามองแวบเดียว แล้วควบคุมพลังจิตวิญญาณให้แทรกซึมลึกลงไป ในที่สุดเขาก็รู้สึกถึงกลิ่นอายของตนเองในเรือนแห่งหนึ่ง เมื่อมองเห็นสถานการณ์ภายในนั้นได้ชัดเจน พลังจิตวิญญาณของหลี่เต้าก็ได้หลอมรวมจนกลายเป็นจิตสังหารในพริบตา
ในเวลาเดียวกัน ด้วยกลิ่นอายสีเลือดนั้น ทำให้เถียซานเหนียงสามารถต้านทานการโจมตีของปรมาจารย์ทั้งสี่ได้ชั่วคราว นางพบว่าตนเองสามารถใช้กลิ่นอายสีเลือดนั้นปกป้องตัวเองพร้อมกับลดช่องว่างระหว่างพลังปราณแท้ไปได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการต้านทานเท่านั้น หากต้องต่อสู้กันจนถึงที่สุดนางก็ยากจะหนีพ้นเงื้อมมือปีศาจได้ ในขณะที่เถียซานเหนียงกำลังครุ่นคิดว่ายังมีวิธีปกป้องตัวเองด้วยวิธีอื่นอยู่อีกหรือไม่นั้น ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูของนาง
“ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของข้าเถิด”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หัวใจของเถียซานเหนียงก็เต้นแรงขึ้นมาทันที นางเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว “พี่หลี่?”
“อืม”
จากนั้นเถียซานเหนียงก็เห็นแสงสีแดงสว่างจ้าที่หน้าอกของนาง ในชั่วพริบตาต่อมา พลังปราณโลหิตทั้งหมดในหยกโลหิตก็ถูกปลดปล่อยออกมาห่อหุ้มเถียซานเหนียงเอาไว้ ด้วยการมองเห็นทางจิตวิญญาณ หลี่เตาจึงสามารถมองเห็นปรมาจารย์ทั้งสี่ที่บุกเข้ามาได้อย่างชัดเจน
“ทำลายพวกมันให้หมด!”
หนึ่งในนั้นพุ่งเข้ามาเร็วที่สุด ไม่นานก็มาถึงข้างกายเถียซานเหนียง แม้จะไม่รู้ว่าเถียซานเหนียงใช้วิธีใดต่อสู้กับพวกเขามาได้พักใหญ่ แต่เขารู้ว่าเถียซานเหนียงเพียงแค่ทนรับมือไปได้เท่านั้น ไม่มีกำลังจะโต้กลับ ดังนั้นจึงไม่มีความกังวลใด ๆ อยู่เลย แต่ในชั่วขณะถัดมา เถียซานเหนียงก็ยกมือขึ้น แล้วแสงสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งออกไป
แสงสีแดงสายนั้นพุ่งทะลุผ่านหว่างคิ้วของผู้ที่มีพลังระดับปรมาจารย์ในชั่วพริบตา หากเป็นเถียซานเหนียงลงมือเองย่อมไม่มีทางสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ได้ เพราะนางเพียงแค่ยืมพลังปราณโลหิตมาใช้เท่านั้น แต่หากพลังปราณโลหิตเหล่านี้อยู่ในมือของร่างแท้อย่างหลี่เต้า ทุกสิ่งก็ย่อมแตกต่างออกไป การสังหารผู้มีพลังระดับปรมาจารย์ก็ย่อมเป็นไปได้แล้ว
แน่นอนว่าเนื่องจากเป็นการควบคุมจากระยะไกล จึงสิ้นเปลืองพลังไปมากพอสมควร เพียงการโจมตีครั้งเดียวเมื่อครู่นี้ก็ทำให้พลังปราณโลหิตที่ห้อมล้อมเถียซานเหนียงลดลงไปถึงหนึ่งในสาม