ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 546 จับตัวบำเพ็ญ
“เจ้า… เจ้าไม่สามารถฆ่าข้าได้”
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างของหลี่เต้า จิตใจของจ้าวเชียวก็เริ่มไม่สงบ เขาพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา หลี่เต้ายังคงไม่เอ่ยวาจาอันใด เขาทำเพียงยกมือขึ้นปล่อยพลังปราณโลหิตออกมาอีกครั้ง
ตูม!
คนรับใช้ที่อยู่ข้างกายจ้าวเชียวก็ได้ระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อไปอีกคน เลือดและเนื้ออุ่น ๆ กระเด็นมาติดบนใบหน้าของจ้าวเชียว ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้โดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ไม่กล้าละสายตาไปจากหลี่เต้า เพราะเกรงว่าคนต่อไปที่จะตายอาจเป็นตัวเขาเอง
“ข้า ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” ทันใดนั้นก็มีคนข้างกายจ้าวเชียวร้องออกมาอย่างไม่อาจทนได้ คนผู้นันก็คือหลิวซานที่ก่อนหน้านี้เป็นคนส่งข่าวนั่นเอง เมื่อเห็นคนรอบข้างตายไปทีละคน เขาก็หมุนตัวหมายจะหลบหนี
แต่เขาเพิ่งจะก้าวเท้าออกไป แสงสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งตรงไปยังหลิวซานทันที และช่างบังเอิญเสียจริงเพราะด้วยความตื่นตระหนก หลิวซานได้เซถลาล้มไปข้างหน้า จากนั้น…
“อ๊าก!” เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดก็ได้ดังออกมาจากปากของหลิวซาน เมื่อหลิวซานที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นก้มหนามอง เขาก็พบว่าครึ่งท่อนล่างของตนเองได้หายไปแล้ว โลหิตสดกำลังไหลทะลักออกมาเป็นสาย ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
ภาพนี้ทำให้หลี่เต้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ได้แต่บอกว่าคนโชคร้ายก็ต้องโชคร้ายไปเสียทุกอย่าง แม้แต่ความตายก็ยังไม่อาจตายได้อย่างสงบสุข หลี่เต้าไม่ได้ซ้ำเติมอีก เพราะเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของหลิวซาน จ้าวเชียวก็ยิ่งตื่นกลัวมากกว่าเดิม
ในเวลาเดียวกัน ภายนอกเรือน ตามคำสั่งของเถียซานเหนียง เถียซานได้ยืนเฝ้ารถม้าอย่างเรียบร้อย เขารอให้เถียซานเหนียงออกมา ในตอนนั้นเองรถม้าหรูหราคันหนึ่งก็ได้แล่นมาจากปลายถนน เมื่อเห็นรถม้าคันนั้น สีหน้าของเถียซานก็เผยความตกตะลึง ไม่นานนักรถม้าก็หยุดลงในระยะไม่ไกลจากเถียซาน
“แถวนี้ใช่หรือไม่?” ม่านรถม้าได้ถูกเลิกขึ้น จากนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ก้าวออกมาจากด้านใน
จีหมิงเยว่กล่าวว่า “กลิ่นอายจิตวิญญาณครั้งสุดท้ายหายไปแถวบริเวณนี้”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “หรือว่าพวกเขาจากไปแล้ว?”
“องค์หญิง เหตุใดพระองค์จึงอยู่ที่นี่พะยะคะ?” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด เถียซานได้เดินเข้ามาแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดนั้น องค์หญิงหมิงเยว่จึงหันกลับมามอง คิ้วงามขมวดเล็กน้อยก่อนจะแสดงสีหน้าเข้าใจและกล่าวว่า
“เจ้าเป็นคนใต้บังคับบัญชาของซานเหนียงหรือ?”
“ครับ”
“องค์หญิง เหตุใดพระองค์จึงอยู่ที่นี่พะยะคะ?” เถียซานถามซ้ำอีกครั้ง องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวตอบด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า
“ข้าพาเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์มาเที่ยวเล่นที่ลานอุทยานไม่ไกลจากที่นี่ การที่ข้าจะปรากฏตัวที่นี่ก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ แล้วเจ้าเป็นอะไรไป?”
สีหน้าของเถียซานเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีในทันที เขาถามขึ้นว่า “หากเป็นเช่นนั้นแล้ว คนในเรือนนี้เป็นผู้ใดกัน?”
“เรือนนี้หรือ?” องค์หญิงหมิงเยว่เหลียวมองไปด้านหลังแวบหนึ่ง นางขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “หากข้าจำไม่ผิด เรือนนี้น่าจะเป็นเรือนที่ไทเฮาพระราชทานให้แก่องค์ชายห้า”
“องค์ชายห้าหรือ? ไม่ใช่คนของพระองค์ที่พาพวกกระหม่อมมาที่นี่งั้นหรือ เหตุใดจึงกลายเป็นเรือนขององค์ชายห้าไปได้”
องค์หญิงหมิงเยว่ “เกิดอะไรขึ้น?” ดังนั้นเถียซานจึงเล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้องค์หญิงหมิงเยว่ฟังอย่างคร่าว ๆ
จากนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็กล่าวว่า “นางกำนัลใต้บังคับบัญชาของข้า หากไม่จำนนอยู่ในวังก็อยู่ที่ตำหนักรอง มาปรากฏตัวที่เรือนขององค์ชายห้าได้อย่างไร”
เมื่อเห็นสีหน้าของเถียซานที่ไม่ได้แสร้งทำ ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันรู้สึกใจหายวาบ ในบรรดาน้องชายของนาง คนที่นางไม่ชอบมากที่สุดก็คือจ้าวเชียว ไม่ใช่ว่านางมีอคติกับจ้าวเชียว เพียงแต่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนฉุนเฉียวง่าย และไม่เห็นคนใต้บังคับบัญชาเป็นคน เขาหลอกซานเหนียงมาเพื่ออะไรกัน? ด้วยสมองอันชาญฉลาดขององค์หญิงหมิงเยว่ ทันใดนั้นนางก็สามารถคิดออกได้ในทันที
“หากซานเหนียงเป็นอะไรไป องค์ชายห้า เจ้าตายแน่!”
จากนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ก้าวเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของเรือนนั้นทันที ในตอนนี้เถียซานก็เข้าใจบางอย่างแล้ว เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าตามไปทันที เมื่อเห็นประตูที่ปิดสนิทอยู่ เถียซานก็ก้าวเข้าไปข้างหน้า
“องค์หญิง ข้าจะจัดการ…” เขาบาพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็เห็นองค์หญิงหมิงเยว่สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ โครม!
ในชั่วขณะถัดมา ประตูใหญ่ทั้งบานก็ปลิวกระเด็นเข้าไปด้านใน เถียซานชะงักมือที่ยกค้างขึ้นกลางอากาศ มีข่าวลือว่าองค์หญิงหมิงเยว่อ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จะจับไก่ไม่ใช่หรือ เหตุใดความจริงจึงต่างจากข่าวลือนัก ดูจากฝีมือเมื่อครู่ ดูเหมือนวิชากำลังภายในของเขาจะไม่ทันองค์หญิงพระองค์นี้เสียด้วยซ้ำ
ทางด้านนี้ หลังจากเข้ามาในเรือนแล้ว องค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันขมวดคิ้วทันที เพราะนางพบว่ามีพลังประหลาดที่มองไม่เห็นกำลังแผ่ปกคลุมอยู่ทั่วเรือน เมื่อมีชั้นพลังนี้อยู่ ไม่ว่าภายในจะเกิดความวุ่นวายใหญ่โตเพียงใดก็จะถูกพลังที่มองไม่เห็นนี้กันเอาไว้
ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้คิดอะไรมาก ทันใดนั้นเสียงร้องครวญครางและวิงวอนขอชีวิตก็ดังขึ้นข้างหูองค์หญิงหมิงเยว่และเถียซาน ดังนั้นทั้งสองคนจึงรีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่มาของเสียงในทันที
“อย่าฆ่าข้า! เจ้าไม่อาจฆ่าข้าได้! ข้าเป็นถึงองค์ชาย หากเจ้าบังอาจฆ่าข้า เจ้าต้องถูกประหารทั้งเก้าชั่วโคตร”
“ต่อให้เจ้าเป็นถึงกงขั้นหนึ่งก็เหมือนกัน สายเลือดและความผูกพันในราชวงศ์ไม่อาจถูกตัดขาดได้ง่าย ๆ”
“ผู้ที่มีอำนาจพิพากษาสายเลือดราชวงศ์ได้ก็มีเพียงราชวงศ์เท่านั้น”
จ้าวเชียวคุกเข่านั่งอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มเอ่ยออกมาไม่หยุดปาก รอบตัวเขามีแต่เศษเลือดเนื้อเกลื่อนกลาด มีเพียงร่างครึ่งท่อนของหลิวซานที่ยังคงมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์อยู่ แต่ตอนนี้สิ้นลมหายใจไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นหลี่เต้ายกมือขึ้นอีกครั้ง จ้าวเชียวก็เข้าใจความคิดของหลี่เต้าทันที นี่คือการจะลงมือกับเขาแล้ว
ในยามวิกฤตเป็นตาย เขาจะยังสนใจหน้าตาของราชวงศ์ได้อย่างไร จึงล้มลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและร้องตะโกนออกมา เมื่อเผชิญหน้ากับคำพูดของจ้าวเชียว หลี่เต้าก็ยังคงมีสีหน้าปกติ เขามองจ้าวเชียวราวกับมองคนธรรมดาทั่วไป ในท่าทางนั้นไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เถียซานเหนียงก็พลันเอ่ยปากขึ้นมาว่า “หรือว่าเราควรจะล้มเลิกดีกว่า หากพี่หลี่สังหารเขา ก็อาจจะมีผลกระทบได้”
เถียซานเหนียงไม่ได้ห่วงว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อตนเอง แต่นางกลัวว่าหลี่เต้าจะเกิดเรื่อง ทว่าหลี่เต้าไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะเขาเตรียมพร้อมที่จะพลิกโต๊ะมานานแล้ว
“วางใจเถิด ข้าจะไม่เป็นอันตราย”
หลี่เต้าวางแผนไว้แล้วว่าจะจัดการจ้าวเชียว และแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นก็จะพาผู้คนออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ดินแดนทางใต้ภายใต้การปกครองของเขา ดินแดนทางใต้ได้กลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งแล้ว ด้วยกำลังความสามารถของเขา แม้แต่การตั้งตนเป็นราชาก็มิใช่เรื่องยาก
หากทางราชสำนักมีความสามารถส่งคนที่เป็นภัยคุกคามต่อเขามาจริง เขาก็จะพาผู้คนหลบเข้าไปในเขาหมื่นลี้ หลังจากนั้นก็จะซุ่มฝึกฝนอีกสักสองสามปี รอจนกว่าพละกำลังจะแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยว่ากันใหม่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นสถานการณ์ที่สามารถรุกหรือถอยได้ หากหลี่เต้าต้องการ เขาก็สามารถเป็นอิสระได้ อิสระที่แท้จริง
เมื่อเถียซานเหนียงเห็นหลี่เต้าตัดสินใจแล้ว นางก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีก ไม่ว่าหลี่เต้าจะเลือกอย่างไร นางก็เต็มใจจะเดิมพันไปด้วย แม้จะเป็นการเดิมพันที่ต้องแพ้อย่างแน่นอนก็ตาม
เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของหลี่เต้า จ้าวเชียวก็พลันสะดุ้งโหยง ใต้เอวรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ทันใดนั้นความหวาดกลัว ความพรั่นพรึง ความอัปยศ อารมณ์ต่าง ๆ พลันถาโถมเข้าสู่หัวใจในชั่วขณะนั้น
เมื่อไม่มีเถียซานเหนียงห้ามแล้ว หลี่เต้าก็ยกมือขึ้นยิงพลังปราณโลหิตออกไปทันที ขณะที่พลังปราณโลหิตกำลังจะพุ่งเข้าใส่ร่างของจ้าวเชียว ทันใดนั้นก็มีพลังปราณแท้สายหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านข้าง เข้าปะทะกับพลังปราณโลหิตสายนั้น แม้จะไม่สามารถต้านทานพลังปราณโลหิตได้ แต่ก็ทำให้พลังปราณโลหิตเบี่ยงทิศทางออกไป
แต่นี่เป็นเพียงการลงมือแบบไม่ได้ตั้งใจ พลังปราณโลหิตสายนั้นได้ระเบิดลงบนพื้นข้างตัวของจ้าวเชียว เศษหินที่กระเด็นขึ้นมาได้ข่วนใบหน้าของเขาจนเป็นรอยเลือด แต่เขากลับชาไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัว