ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 547 จัดการกับจ้าวเชียว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้หลี่เต้าและเถียซานเหนียงหันกลับไปมอง เมื่อเถียซานเห็นว่าคุณหนูของตนไม่เป็นอะไรเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากคุณหนูเป็นอะไรไป ต่อให้ตายสักหมื่นครั้งก็ไม่อาจล้างความผิดนี้ได้
“หมิงเยว่?”
ส่วนเถียซานเหนียงมองไปทางองค์หญิงหมิงเยว่ด้วยสายตาประหลาดใจ นางไม่คิดเลยว่าองค์หญิงหมิงเยว่จะปรากฏตัวขึ้นที่นี่ องค์หญิงหมิงเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆ สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่จ้าวเชียว นางพลันขมวดคิ้ว จากนั้นก็เหลือบมองไปทางพวกหลี่เต้า ทั้งสองสายตาของนางหยุดอยู่ที่หลี่เต้าครู่หนึ่งก่อนจะจับจ้องไปยังเถียซานเหนียง จากนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ซานเหนียง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
เถียซานเหนียงส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ต้องขอบคุณพี่หลี่”
หลังจากพูดจบสีหน้าของนางก็พลันดูซับซ้อนขึ้นมา
เพราะการปรากฏตัวขององค์หญิงหมิงเยว่ทำให้สถานการณ์ยิ่งคาดเดาได้ยากขึ้น เมื่อนึกถึงการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่นี้ เถียซานเหนียงไม่ได้นึกเชื่อมโยงไปถึงเถียซานเลย เพราะเขาไม่มีเหตุผลที่จะช่วยชีวิตจ้าวเชียว และในที่นี้ก็มีอยู่เพียงสองคน ดังนั้นคนที่ลงมือช่วยจ้าวเชียวจึงต้องเป็นหมิงเยว่เท่านั้น เดิมทีนางคิดว่าตนเองซ่อนความลับได้ลึกพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าหมิงเยว่จะซ่อนความลับได้ลึกยิ่งกว่า
ขณะนั้นเองในที่สุดจ้าวเชียวก็ฟื้นสติคืนจากความหวาดกลัวต่อความตาย เมื่อมองเห็นร่างที่ปรากฏขึ้นในลานแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกายขึ้นมา จ้าวเชียวร้องเรียกหนึ่งครั้งก่อนจะรีบตะโกนว่า “พี่หญิง ช่วยข้าด้วย! อูอันกงจะสังหารข้า! ท่านรีบแจ้งเสด็จพ่อให้เสด็จพ่อจับตัวเขาไว้”
เสียงพูดนั้นเพิ่งจะขาดคำ พลังปราณโลหิตก็พุ่งออกจากมือของหลี่เต้าอีกครั้ง เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้สีหน้าขององค์หญิงหมิงเยว่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางรีบลงมือเบี่ยงเบนการโจมตีนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้จ้าวเชียวไม่ได้โชคดีเหมือนกับครั้งก่อน พลังปราณโลหิตได้ระเบิดขึ้นข้างกายเขา คลื่นพลังที่แผ่ออกมานั้นได้ซัดร่างของเขาให้ลอยขึ้นไปในอากาศ สุดท้ายก็ร่วงลงพื้นอย่างหนัก
“แค่ก แค่ก”
จ้าวเชียวที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นกระอักไอออกมาเป็นเลือดสด ในดวงตามีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ไม่คิดว่าหลี่เต้าจะกล้าลงมือสังหารเขาอีกครั้งต่อหน้าองค์หญิงหมิงเยว่เช่นนี้
“พี่หญิง… ช่วยข้าด้วย…”
จ้าวเชียวในตอนนี้สภาพดูอเนจอนาถเหลือเกิน เขาไม่กล้าส่งเสียงตะโกนอีกต่อไป แต่หลี่เต้าไม่มีทีท่าจะปล่อยจ้าวเชียวไปเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าองค์หญิงหมิงเยว่จะมีพลังถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด แต่คราวนี่คงจะปัดป้องการโจมตีของเขาไม่ได้ง่ายแล้ว จ้าวเชียวต้องตายอย่างแน่นอน
“รอช้าก่อน!”
องค์หญิงหมิงเยว่เห็นว่าครั้งนี้หลี่เต้าจะลงมืออย่างจริงจัง จึงได้รีบเอ่ยปากขึ้น หากเป็นคนอื่นหรือแม้แต่ฮ่องเต้เอง หลี่เต้าก็คงไม่ให้โอกาส ทว่าองค์หญิงหมิงเยว่…
ทั้งเถียซานเหนียงและหลี่ชิงเอ๋อร์มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับนางอย่างลึกซึ้ง หลี่เต้าจึงหยุดมือไว้ชั่วขณะก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“องค์หญิงต้องการจะกล่าวอันใด?”
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยปาก “หากเจ้าสังหารเขา เสด็จพ่อจะต้องลงโทษเจ้า”
หลี่เต้ากล่าวตอบ “ข้าไม่กลัว”
องค์หญิงหมิงเยว่ “…”
จีหมิงเยว่เอ่ยขึ้น “ช่างไม่กลัวอะไรเลยเสียจริง ข้าเริ่มชื่นชมอูอันกงผู้นี้แล้ว จริง ๆ แล้วเจ้าไม่ได้ดูถูกเขาใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่พลันสูดลมหายใจลึก นางไม่สนใจคำพูดยั่วเย้าของจีหมิงเยว่ในห้วงความคิดชั่วคราว ก่อนจะเอ่ยปากว่า “เจ้าไม่กลัวก็ได้ แต่ขอข้ารู้ก่อนได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หลังพูดจบองค์หญิงหมิงเยว่ก็หันไปมองเถียซานเหนียง
เถียซานเหนียงเลยเอ่ยปากเรียกเสียงเบา “พี่หลี่”
เมื่อได้ยินคำพูดของเถียซานเหนียง หลี่เต้าก็ค่อย ๆ ลดมือลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยจ้าวเชียวไปง่าย ๆ หากการสนทนาไม่เป็นผล เขาก็จะลงมือจัดการอยู่ดี เมื่อเห็นหลี่เต้ายอมฟังคำของเถียซานเหนียง องค์หญิงหมิงเยว่ก็กลับรู้สึกขมขื่นในใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีคนเอาของของนางไปใช้เสียเอง แต่แล้วนางก็รีบสลัดความคิดนี้ทิ้งไป อูอันกงผู้นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับนางทั้งสิ้น
หากจะว่าไปแล้วก็มีเพียงความสัมพันธ์เล็กน้อยที่เกิดขึ้นผ่านเถียซานเหนียงเท่านั้น ไม่มีผู้ใดสนใจชะตากรรมของจ้าวเชียว ขณะที่หลี่เต้ากำลังสนทนากับอีกสองคน เถียซานก็รู้หน้าที่ เขาเดินไปคุมตัวจ้าวเชียวเอาไว้ จากนั้นเถียซานเหนียงก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากที่นางเข้ามาในเงื้อมมือแห่งนี้ให้ฟัง หลังจากฟังเรื่องราวที่เถียซานเหนียงประสบมา สีหน้าขององค์หญิงหมิงเยว่ก็เต็มไปด้วยความโกรธอย่างชัดเจน จากนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ด่าออกมาอย่างไม่อาจทนได้
“สารเลวผู้นี้สมควรตายนัก”
หลี่เต้าเอ่ยเสียงเบาจากด้านข้าง “ในเมื่อองค์หญิงทรงคิดเช่นนี้ กระหม่อมก็ขอรับอาสาจัดการเอง”
“หยุด หยุด ประเดี๋ยว!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น องค์หญิงหมิงเยว่ก็อดมองหลี่เต้าอย่างเคือง ๆ ไม่ได้ นางรู้สึกว่าตนเองถูกแกล้งเข้าให้แล้ว เมื่อนึกถึงว่าหลี่เต้าทำไปเพื่อแก้แค้นให้ซานเหนียง นางก็พูดอะไรรุนแรงออกไปไม่ได้ นางจึงเอ่ยปากว่า “เจ้าสารเลวนั่นสมควรตาย แต่ไม่ควรตายด้วยน้ำมือของพวกเจ้า หากคนผู้นี้ตายไป เมื่อเสด็จพ่อลงโทษมาก็มิใช่เรื่องที่จะจบลงได้ง่าย ๆ”
หลี่เต้าเอ่ยขึ้น “กระหม่อมไม่กลัว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็พูดอย่างหงุดหงิด
“มันใช่เรื่องที่จะไม่กลัวหรือ?”
เพราะเกรงว่าหลี่เต้าจะพูดอะไรที่ทำให้นางโมโหอีก องค์หญิงหมิงเยว่จึงหันไปมองเถียซานเหนียงก่อนจะกล่าวว่า
“สรุปแล้วหากซานเหนียงไว้ใจข้า ให้ข้าจัดการเรื่องนี้เอง ข้าจะต้องให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เจ้า อีกทั้งจะไม่ให้เรื่องนี้ลุกลามมาถึงพวกเจ้าอีกด้วย”
เถียซานเหนียงพลันขมวดคิ้วถาม “ไม่ให้ลุกลามมาถึงพวกเรา หมิงเยว่ หรือว่าเจ้าจะ…”
“ซานเหนียง เจ้าถูกหลอกเพราะข้า ก็ควรให้ข้าเป็นผู้จัดการเถิด”
องค์หญิงหมิงเยว่พูดอย่างจริงจัง “เจ้าวางใจได้ หากให้ข้าเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก”
ก่อนที่เถียซานเหนียงจะทันได้เอ่ยปาก หลี่เต้าก็พูดขึ้นว่า
“ไม่เสียหายอะไร ให้พวกเราดูก่อนว่าองค์หญิงจะจัดการอย่างไร”
“ได้”
หลังจากปรึกษาหารือกันเสร็จ ทั้งสามคนก็เดินมาหาจ้าวเชียว ในขณะนี้จ้าวเชียวยังคงนอนคว่ำอยู่บนพื้นพลางร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เมื่อสังเกตเห็นหลี่เต้าและอีกสองคนเดินเข้ามา ดวงตาของจ้าวเชียวก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเยว่ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายด้วยความหวังขึ้นมา
“น้องห้า เจ้าจะไม่ตาย”
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยเบาขณะมองดูสภาพอเนจอนาถของจ้าวเชียว เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้าวเชียวก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก เขารีบกล่าวว่า “ขอบคุณพี่หญิง ขอบคุณพี่หญิงมาก”
แต่ในส่วนลึกของดวงตาเขากลับมีความอาฆาตแค้นวาบผ่าน เมื่อรู้ว่าตนจะไม่ตาย ความคิดที่เขาเก็บกดไว้ก็ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง
หลี่เต้าสัมผัสได้ถึงอารมณ์นี้อย่างว่องไว ในใจได้ตัดสินใจแล้วว่าหากองค์หญิงหมิงเยว่จัดการได้ไม่เหมาะสม เขาก็จะลงมือเอง
“แต่ถึงจะละเว้นโทษประหาร แต่โทษอื่นเจ้าหนีไม่พ้น เจ้าไม่ควรลงมือกับซานเหนียง เจ้าก็น่าจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับข้า”
จ้าวเชียวก้มศีรษะ “พี่หญิง ข้าขอยอมรับผิด ข้ายินดีขอขมาและกล่าวคำขอโทษต่อคุณหนูเถียด้วย”
องค์หญิงหมิงเยว่ก้มมองจ้าวเชียวพลางเอ่ยเสียงเบา
“เช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้าด้วยการให้ปิดใจและครุ่นคิด”
ปิดใจและครุ่นคิด?
เขาเคยได้ยินแต่การปิดประตูและครุ่นคิด แต่จากความหมายของสองคำนี้แล้ว มันก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ คงไม่มีอะไรร้ายแรงกระมัง แต่ก่อนที่จ้าวเชียวจะทันได้ตอบสนอง แสงสีม่วงสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากปลายนิ้วขององค์หญิงหมิงเยว่ และพุ่งตรงเข้าสู่กลางหว่างคิ้วของจ้าวเชียวทันที ตึบ!
ทันใดนั้นจ้าวเชียวก็หลับตาลงและล้มฟุบลงกับพื้นในทันที
“นี่มัน…”
หลี่เต้าไม่เชื่อว่าองค์หญิงหมิงเยว่จะจัดการอย่างขอไปทีเช่นนี้ จากนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “เขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่นับจากนี้ไปร่างกายของเขาจะยังคงมีสติรับรู้ แต่มันจะหลับใหลไปจนกว่าอายุขัยจะหมดสิ้น เช่นนี้เจ้าคงพอใจแล้วกระมัง”
หลี่เต้าพลันชะงักไป เมื่อได้สติเขาก็หันไปมองจ้าวเชียวที่นอนสลบอยู่ การลงโทษเช่นนี้ทรมานยิ่งกว่าการฆ่าจ้าวเชียวให้ตายไปเสียอีก ในชั่วพริบตาต่อมา พลังปราณโลหิตก้อนใหญ่ก็ได้รวมตัวกันในฝ่ามือของหลี่เต้า ก่อนที่เขาจะปล่อยมันเข้าสู่ร่างของจ้าวเชียว
องค์หญิงหมิงเยว่พลันขมวดคิ้วถาม “เจ้าไม่เชื่อใจข้า?”
หลี่เต้าส่ายหน้าก่อนจะอธิบายว่า “วางใจเถิด พลังนั้นไม่มีอันตรายแต่อย่างใด กลับจะช่วยทำให้องค์ชายห้ามีอายุยืนยาว หากโชคดีอาจช่วยให้องค์ชายห้าได้ทะลวงขั้นในระหว่างที่พินิจความผิดนี้ก็เป็นได้”
องค์หญิงหมิงเยว่ “…”
อันที่จริงแล้วหลี่เต้ายังมีอีกประโยคที่ไม่ได้เอ่ยออกมา นั่นก็คือหากมีผู้ใดพยายามช่วยรักษาจ้าวเชียวให้ฟื้นคืนสติ ในชั่วขณะที่จ้าวเชียวฟื้นขึ้นมา พลังนั้นก็จะหวนคืนกลับไปตามธาตุทั้งห้าแล้วระเบิดออก