ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 617 เมืองซานไห
“เสิ่นซาน เจ้าได้ตรวจสอบแล้วหรือไม่?”
ภายนอกเสิ่นซานเป็นตัวแทนกระเป๋าเงินของหลี่เต้า แต่ในอีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองภายใต้บังคับบัญชาของหลี่เต้าด้วยเช่นกัน ด้วยการอาศัยเครือข่ายของตระกูลเถี่ย ทุกครั้งที่ไปถึงที่ไหนก็จะทำการตรวจสอบสถานที่นั้นให้ชัดเจน เมื่อได้ยินคำถาม เสิ่นซานก็เกาศีรษะพลางกล่าวว่า
“หัวหน้า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก”
“เพราะว่าอี้โจวอยู่ห่างไกลเกินไป แม้แต่ตระกูลเถี่ยก็ยังไม่สามารถครอบคลุมมาถึงที่นี่ได้”
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างไกล แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นเพราะโจรสลัด
ในอดีต ตระกูลเถี่ยเคยพยายามพัฒนาการค้าตามแนวชายฝั่ง แต่กลับถูกโจรสลัดรังควานไม่หยุด สุดท้ายจึงต้องล้มเลิกไป หลี่เต้าเองก็เข้าใจดี “สืบได้มากแค่ไหนก็แค่นั้น”
จากนั้นเสิ่นซานก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งจากอกเสื้อส่งให้หลี่เต้าเปิดดูเนื้อความด้านใน
เพียงครู่เดียวเขาก็เข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ของอี้โจวฝั่งปีกขวาแล้ว ก็เป็นตามที่เสิ่นซานกล่าวไว้จริงๆ ข้อมูลสำคัญหลายอย่างยังคงขาดหายไป คิดว่าต้องไปสัมผัสด้วยตนเองถึงจะสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ จากนั้นหลี่เต้าก็สั่งให้เสิ่นซานเรียกคนแคระทั้งสามที่นำทางมาพบ ในเมื่อยังไม่อาจรู้เรื่องเกี่ยวกับอี้โจวได้ชัดเจน ก็ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับแคว้นหมู่เกาะก่อน
เนื่องจากถูกข่มขู่ด้วยความรุนแรงก่อนหน้านี้ ทั้งสามคนจึงไม่กล้าปิดบังสิ่งใด เล่าข้อมูลทั้งหมดที่ตนรู้ออกมาทันที สุดท้ายหลี่เต้าก็สรุปใจความสำคัญได้คร่าวๆ แคว้นหมู่เกาะนั้นเป็นไปตามที่คนภายนอกเข้าใจ ตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มโจรสลัดจำนวนมาก อีกทั้งได้มีการรวมพันธมิตรกันมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เพียงแต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งนามว่า ‘อิดะ ชินกะ’ ปรากฏตัวขึ้น อาศัยวรยุทธอันล้ำลึกและเสน่ห์ส่วนตัวรวบรวมกลุ่มโจรสลัดทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นแคว้นหมู่เกาะ
หากจะกล่าวให้ถูกต้อง เรียกว่าแคว้นโจรน่าจะเหมาะสม
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะมากมายของแคว้นหมู่เกาะนั้นล้วนถูกปล้นชิงมาจากโลกภายนอกแทบทังสิ้น
“อิดะ ชินกะ?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ หลี่เต้าก็พลันขมวดคิ้ว “พวกเจ้าสามคนมีนามว่าอะไร?”
“มัตสึชิตะ เคย์”
“อิชิโจ ฮาชิโตะ”
“คิตาชิมะ ไคเซน”
หลังจากได้ฟังชื่อของคนเหล่านี้แล้ว แววตาของหลี่เต้าฉายแววประหลาด ช่างเป็นเรื่อง… น่าประหลาดใจจริงๆ ต่างโลกกัน แต่กลับมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันหรือ
เมื่อนึกถึงสภาพแวดล้อมของต้าเฉียน ก็ทำให้เขาต้องยอมรับโดยสัญชาตญาณ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ หลังจากเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว หลี่เต้าก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบางบนใบหน้า เมื่อสามคนที่ตอบคำถามของหลี่เต้าได้สังเกตเห็นท่าทีเช่นนั้น พวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนว่าท่านผู้นี้จะพึงพอใจกับคำตอบของพวกเขา พวกเขาจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาก ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ หลี่เต้าในตอนนี้กลับรู้สึกโล่งใจยิ่งกว่า หลังจากพักผ่อนกันหนึ่งวัน หลี่เต้าก็นำกองทัพหมาป่าผู่ถูออกเดินทางต่อ ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงบริเวณชายฝั่งทะเลทางปีกขวาของอี้โจว
“หัวหน้า ด้านหน้าไม่ไกลนั้นน่าจะเป็นเมืองซานไหแล้ว”
เสิ่นซานที่ขี่หลังหมาป่าชี้ไปยังกำแพงเมืองสูงที่มองเห็นได้รางๆ อยู่แต่ไกล
“เมืองซานไห ชื่อไม่เลว แต่น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมไม่สมกับชื่อเลย” หลี่เต้าลูบหัวเสี่ยวเฮยพลางเอ่ยขึ้น ในเวลานี้พวกหมาป่าต่างรู้สึกไม่สบายตัว เพราะตั้งแต่เข้าสู่อี้โจว ยิ่งเข้าใกล้ชายฝั่งมากเท่าไร ถนนหนทางก็ยิ่งย่ำแย่ลงเท่านั้น ปัจจุบันที่นอกเมืองซานไหนี้ พื้นดินใต้เท้าของพวกมันเต็มไปด้วยโคลนตม ทำให้อุ้งเท้าพวกมันรู้สึกไม่สบายนัก
“เอาละ ไปที่เมืองซานไหกันเถิด ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่”
หลี่เต้าตบเสี่ยวเฮยเบาๆ จากนั้นกองทัพก็เริ่มออกเดินทางต่อ ในเวลาเดียวกัน บนกำแพงเมืองซานไห ทหารยามเฝ้าเมืองสองสามนายกำลังงีบหลับอยู่ พวกเขาค่อนข้างเพลิดเพลินกับงานเฝ้าเมือง แม้ว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลมากที่สุด เป็นพื้นที่ที่โจรสลัดชอบก่อกวนที่สุด
ทว่าเนื่องจากเมืองซานไหมีทำเลที่ตั้งดี ทั้งยังไม่ได้อยู่ติดกับชายฝั่งมากนัก และมีชาวประมงนอกเมืองคอยเป็นเกราะบัง โดยรวมแล้วจึงยังถือว่าปลอดภัย เมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูเคลื่อนเข้ามาใกล้ ฝีเท้าที่เป็นระเบียบก็ย่ำลงบนพื้นโคลน ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ทันใดนั้น ทหารยามคนหนึ่งก็พลันรู้สึกตัว เขายืดเส้นยืดสายพลางหาวหวอด แล้วลืมตามองอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ดูก็แล้วไป แต่พอมองดูแล้ว ทั้งร่างก็ตื่นขึ้นมาในทันที
“ศัตรูบุก!” เสียงร้องตะโกนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ได้ทำให้เหล่าทหารยามตื่นตัวขึ้นมาในทันที
เมื่อพวกเขามองเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังบุกมาแต่ไกล ก็ต่างพากันสะดุ้งโหยงและเริ่มตื่นตระหนก
“เจ้าโง่ ตีกลองสิ!”
มีคนรีบร้องรับท่ามกลางความโกลาหล แต่เมื่อค้นหาอยู่ครู่ใหญ่ พวกเขาก็กลับพบว่ากลองที่ใช้ส่งสัญญาณเตือนภัยหายไป พอมองสำรวจไปรอบๆ อย่างละเอียด จึงได้พบว่ากลองใหญ่สองใบถูกโยนทิ้งไว้ที่มุมกำแพงเมือง
ในตอนนั้นเอง จึงมีคนนึกขึ้นได้ว่าช่วงก่อนหน้านี้มีคนขี้เกียจผู้หนึ่งได้ยกกลองลงมาหนุนนอนเพื่อความสบาย พวกเขาจึงรีบวิ่งไปที่กลองอย่างลนลาน พอได้ตรวจดูก็ปรากฏว่ากลองสองใบนั้นมีหนึ่งใบที่พัง โชคดีที่ยังเหลืออีกใบที่ยังใช้การได้อยู่ เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย คว้าเอาไม้ตีกลองที่ถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาตีอย่างหนักหน่วง ไม่นานเสียงกลองนั้นก็ดังก้องไปทั่วกำแพงเมือง หลี่เต้าและคณะที่กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้เมืองซานไหก็ได้ยินเสียงกลองนั้นเช่นกัน
เว่ยอวิ๋นขมวดคิ้วกล่าว “ทหารรักษาการณ์เมืองซานไหคงเข้าใจว่าพวกเราเป็นศัตรูกระมัง?”
จ้าวถงพยักหน้า “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าช่างน่าขบขันเหลือเกิน พวกนั้นตาบอดหรืออย่างไร?
ถึงได้มองไม่เห็นธงใหญ่ที่อยู่กลางกองทัพหมาป่าผู่ถู เมื่อเสียงกลองดังไปทั่วเมืองซานไห ทหารรักษาการณ์ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น มีศัตรูบุกโจมตีที่นี่หรือ?”
ท่ามกลางความโกลาหล ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดขุนนางต้าเฉียนขั้นแปดได้ปีนขึ้นมาบนกำแพงเมืองพลางหอบหายใจ
“ท่านขุนนาง เชิญท่านมาดูเร็วเข้า”
เมื่อได้ถูกทหารเรียก ขุนนางผู้นั้นก็เดินมาบนกำแพงเมือง และได้เห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังบุกตรงเข้ามาอย่างดุดัน ขุนนางผู้นั้นก็ตกใจเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะชะงักงันไปทั้งตัว
“บรรพบุรุษเอ๋ย ไฉนศัตรูจึงโผล่มาจากด้านหลังได้”
แต่เมื่อมองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขุนนางก็เห็นธงของต้าเฉียนที่โบกสะบัดอยู่ท่ามกลางกองกำลังกองทัพหมาป่าผู่ถู
ถึงได้รู้เข้าใจว่านี่เป็นความเข้าใจผิด นี่มันศัตรูที่ใดกัน ชัดเจนว่าเป็นคนที่ทางราชสำนักส่งมา ทันใดนั้นขุนนางผู้นั้นก็เตะทหารยามที่ตะโกนแจ้งภัยพลางด่าว่า “ยังมัวยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบไปเปิดประตูต้อนรับท่านใต้เท้าเดี๋ยวนี้”
ผู้ที่เป็นขุนนางย่อมรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์เป็นธรรมดา ไม่ต้องดูอย่างอื่นเลย แค่เห็นชุดเกราะหนักที่กองทัพหมาป่าผู่ถูสวมใส่ เขาก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่กองทัพธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่ขุนนางขั้นแปดเช่นเขาจะกล้าล่วงเกินได้
“ขอรับๆ”
ทหารยามที่ได้สติกลับมาไม่กล้าบ่นแม้แต่น้อย รีบวิ่งลงจากกำแพงเมืองไป จากนั้นขุนนางก็รีบตามลงไปติดๆ เมื่อหลี่เต้านำกองทัพหมาป่าผู่ถูมาถึงเบื้องล่างกำแพงเมืองซานไห ไม่ใช่ลูกธนูที่ต้อนรับพวกเขา แต่เป็นเหล่าทหารรักษาการณ์ที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเก้อเขินและเคร่งเครียด ขุนนางขั้นแปดที่เป็นผู้นำยืนอยู่ด้านหน้าสุด หลี่เต้ามองสำรวจกลุ่มคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “ดูเหมือนพวกเจ้าจะรู้ตัวกันแล้ว”
ขุนนางแสดงสีหน้าเก้อเขินออกมา “ทำให้ท่านต้องขบขันเสียแล้ว”