ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 626 เรือสมบัติ
ในเวลาเดียวกันที่เมืองซานไห
“มาแล้วๆ ในที่สุดก็มาถึงแล้ว”
หลังจากได้รับจดหมายที่ผูกติดมากับขาของนกเหยี่ยว เสิ่นซานก็รีบแจ้งให้เสวี่ยปิงและคนอื่นๆ ทราบทันที ดังนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ เพราะสิ่งที่เถี่ยซานเหนียงเตรียมไว้ให้นั้นมันอยู่ที่ท่าเรือ
เมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูมาถึงท่าเรือแล้ว พวกเขาก็พบว่าที่นี่มีชาวประมงที่หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลานอกเมืองซานไห มารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวประมงต่างมารวมตัวกันที่ท่าเรือ พวกเขาจ้องมองออกไปที่ไกลๆ อย่างเหม่อลอย เนื่องจากกการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกองทัพหมาป่าผู่ถู รองเจ้าเมืองและขุนนางบางส่วนของเมืองซานไหจึงได้ตามมาด้วย พวกเขามองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสงสัย การเคลื่อนไหวของกองทัพหมาป่าผู่ถูยิ่งใหญ่มาก ไม่นานชาวประมงบางส่วนก็สังเกตเห็น จากนั้นชาวประมงก็ได้เปิดทางให้กองทัพหมาป่าผู่ถูโดยสัญชาตญาณ
เมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูและขุนนางเมืองซานไหเดินผ่านเส้นทางที่ถูกเปิดใหม่จนถึงด้านหน้าสุดของท่าเรือ พวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมชาวประมงถึงได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เพราะบริเวณไม่ไกลจากชายฝั่ง มีเรือสามลำกำลังแล่นตรงมายังท่าเรือ ทว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเรือสามลำ แต่อยู่ที่ขนาดอันมหึมาของเรือทั้งสามลำนี้ต่างหาก เมื่อเรือแล่นเข้ามาใกล้ รูปร่างของเรือทั้งสามลำก็ยิ่งปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้เห็นลักษณะของเรือทั้งสามลำ รองเจ้าเมืองและเหล่าขุนนางก็ต่างตะลึงงันไป
สายตาของชาวประมงรอบข้างที่เดิมทีเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บัดนี้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง เมื่อเรือทั้งสามลำแล่นเข้ามาในระยะร้อยจั้งห่างจากท่าเทียบเรือทุกคนก็พบว่าเงามืดได้ทอดทาบลงบนร่างของพวกเขา มันคือเงาของเรือทั้งสามลำ
“นี่หรือคือสิ่งที่หัวหน้าเตรียมไว้?”
เมื่อได้พินิจพิเคราะห์เรือทั้งสามลำในระยะประชิดเช่นนี้แล้ว จางเมิ่งก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เสิ่นซานยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ตกใจหรือ การต่อเรือทั้งสามลำนี้ข้าทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อยเลยทีเดียว”
ไม่มีผู้ใดสงสัยในคำพูดของเสิ่นซาน เพราะเพียงแค่มองดูความสูงของเรือทั้งสามลำนี้ มันก็สูงอย่างน้อยสิบกว่าจั้งแล้ว เมื่อเทียบกับเรือทั้งสามลำนี้ เรือประมงรอบๆ ท่าเรือก็พลันดูเล็กและน่ารักเป็นพิเศษ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย ไม่นานนักเรือทั้งสามลำก็จอดเทียบท่าพร้อมกับมีแผ่นไม้กระดานพาดลงมาบนท่าเรือ พอเรือจอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว ผู้คนก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
ความยาวอย่างน้อยสามร้อยจั้ง ส่วนความกว้างก็ไม่ต่ำกว่าหกสิบจั้ง หากมีผู้ที่มีประสบการณ์เรื่องเรือในชาติก่อนของหลี่เต้า ก็จะพบว่าเรือทั้งสามลำนี้คล้ายกับเรือสมบัติของเจิ้งเหอ[1] ในตำนาน และยังเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่าด้วย เมื่อไม้กระดานทอดลงมา ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนนั้น
“คุณหนูเถี่ย?”
พอมองเห็นคนทีอยู่บนนั้นชัดเจน เสิ่นซานก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ
เถี่ยซานเหนียงมองดูกองทัพหมาป่าผู่ถูที่คุ้นเคยพลางยิ้มทักทาย “ทุกท่าน ไม่ได้พบกันนาน”
ไม่ว่าจะเป็นเถี่ยซานเหนียงหรือกองทัพหมาป่าผู่ถู พวกเขาก็ตางไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกัน โดยเฉพาะสำหรับกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้ว เถี่ยซานเหนียงถือเป็นผู้อุปถัมภ์ของพวกเขา เกราะและอุปกรณ์ที่พวกเขาสวมใส่นั้นล้วนแต่เป็นของที่เถี่ยซานเหนียงจัดหามาให้ผ่านช่องทางของนาง
“คุณหนูเถี่ย ท่านมาได้อย่างไรกัน?”
หลังเถี่ยซานเหนียงก้าวลงมาจากไม้กระดาน เสิ่นซานก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เถี่ยซานเหนียงกวาดตามองไปทั่วกองทัพหมาป่าผู่ถูก่อนจะกล่าวว่า “เรือสมบัติสามลำนี้ออกทะเลครั้งแรก ข้าจะมาดูสักหน่อยไม่ได้หรือ?”
หลังจากมองหาอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ไม่เห็นร่างที่คิดถึงทั้งวันทั้งคืน เถี่ยซานเหนียงจึงขมวดคิ้วถามว่า “หืม? พี่หลี่เล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เว่ยอวิ๋นและคนอื่นๆ ก็มองหน้ากันก่อนจะยิ้มอย่างประหลาดออกมา จากนั้นเสิ่นซานก็ออกมาเป็นผู้อธิบายเรื่องราวที่พวกเขามาถึงเมืองซานไห เมื่อได้ยินว่าหลี่เต้าถูกจับตัวไป สีหน้าของเถี่ยซานเหนียงก็เปลี่ยนไปมาหลายครั้ง
“รู้จักเล่นจริงๆ”
เกี่ยวกับความปลอดภัยของหลี่เต้านั้น ทั้งเถี่ยซานเหนียงและกองทัพหมาป่าผู่ถูต่างไม่มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะนางได้เห็นการต่อสู้ในวังหลวงด้วยตาตนเอง เถี่ยซานเหนียงมองไปยังชาวประมงและขุนนางเมืองซานไหโดยรอบ ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่พวกเว่ยอวิ๋น
“ในเมื่อพี่หลี่อาจจะไปถึงแคว้นหมู่เกาะแล้ว พวกเราก็รีบออกเดินทางกันเถอะ”
เหตุใดครั้งนี้นางจึงมาด้วยตนเอง?
ก็เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้อยู่ใกล้ชิดกับหลี่เต้านั่นเอง พอเขาไปไหน นางก็ทำได้แค่ติดตามไปเท่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยอวิ๋นและคนอื่นๆ ก็ต่างมองหน้ากัน จากนั้นจางเมิ่งจึงกล่าวขึ้นว่า “คุณหนูเถี่ย พวกเราจะไปกันทั้งหมดเลยหรือ?”
เถี่ยซานเหนียงเงยหน้าขึ้นถาม “ทำไมหรือ? พวกเจายังมีใครอยากอยู่ที่นี่ต่ออีกหรือ?”
“พวกข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าหมายถึงว่ามีคนมากเกินไป”
“มากเกินไป?”
เถี่ยซานเหนียงพลันหัวเราะก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วว่า “เรื่องนี้พวกเจาวางใจได้ เรือสมบัติที่พี่หลี่ให้ข้าต่อรับรองว่าแต่ละลำสามารถบรรทุกผู้คนได้มากถึงสองพันคน”
“เรือสมบัติสามลำนี้เพียงพอที่จะขนส่งพวกเจ้าทั้งหมดไปยังแคว้นหมู่เกาะได้”
เนื่องจากใช้ชีวิตอยู่แต่ในผืนแผ่นดิน พวกเขาจึงไม่มีความเข้าใจเรื่องเรือ แต่เมื่อได้ยินเถี่ยซานเหนียงกล่าวเช่นนั้น พวกเขาถึงได้พบว่าเรือสมบัตินี้ใหญ่โตเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้ ที่ด้านข้าง เหล่าขุนนางเมืองซานไหและชาวประมงก็ต่างตะลึงงัน เรือที่สามารถบรรทุกผู้คนได้ถึงสองพันคน?
สำหรับพวกเขาแล้ว นี่ยังเหมือนเรื่องเพ้อฝันเลยทีเดียว
ก็เหมือนกับความประหลาดใจของคนโบราณในชาติก่อนที่ได้เห็นเรือเหล็กเป็นครั้งแรก พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าสิ่งเช่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
“ขึ้นเรือกันเถิด”
เมื่อได้ยินคำสั่งของเถี่ยซานเหนียง เหล่าทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูก็เริ่มขึ้นไปบนเรือ หลังจากทหารจำนวนหนึ่งพันนายขึ้นเรือเสร็จ พวกเขาก็เก็บไม้กระดานและเปลี่ยนไปใช้กับเรือลำถัดไป ในไม่ช้าเมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูทั้งสามพันนายขึ้นเรือจนครบทุกคน จึงได้เข้าใจว่าคำพูดของเถี่ยซานเหนียงก่อนหน้านี้
มันไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด เพราะบนเรือขนาดมหึมานี้ พวกเขาไม่รู้สึกแออัดเลย รองเจ้าเมืองซานไหมองดูเรือขนาดมหึมาตรงหน้าแล้วหันไปมองท่าเรือขนาดเล็ก เขานึกในใจว่าดูท่าจะต้องขยายท่าเรือเสียแล้ว เพราะเขาเข้าใจดีว่าเมื่อเรือลำนี้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว สถานการณ์ตามแนวชายฝั่งคงจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน หลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว รองเจ้าเมืองก็ตัดสินใจที่จะรีบจัดการความวุ่นวายที่เหยียนซื่อไหทิ้งเอาไว้ในเมืองซานไหให้หมดสิ้น ด้วยวิธีนี้ในภายหลังเขาถึงจะสามารถฉวยโอกาสผงาดขึ้นมาได้
มิเช่นนั้นหากรอจนถึงภายหลัง เกรงว่าจะไม่ทันการณ์แล้ว เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ภายใต้การนำทางของเหล่าทูตที่ถูกจับเป็นเชลยทั้งสาม เรือสมบัติก็ได้เริ่มมุ่งหน้าไปยังแคว้นหมู่เกาะ เมื่อมองดูเรือสมบัติที่อยู่เบื้องล่าง ทูตทั้งสามที่ตกเป็นเชลยก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกหรือผิด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นและความตาย พวกเขาก็ไม่อาจสนใจเรื่องอื่นใดได้อีก อีกด้านหนึ่ง
ในคุกใต้ดินชั้นที่ห้า เวลาผ่านไปในคุกที่เงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจของหลี่เต้า เนื่องจากคุ้นเคยกับคุกใต้ดินเป็นอย่างดี หลี่เต้า จึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด กลับรู้สึกคุ้นเคยเสียด้วยซ้ำ ทันใดนั้นเองก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ดูพอหรือยัง?”
จู่ๆ หลี่เต้า ก็ลุกขึ้นนั่งจากที่นอน เขาทอดสายตามองไปยังอ่างน้ำในห้องขังฝั่งตรงข้าม
“แคะ!”
เพราะหลี่เต้า ลุกขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงทำให้มนุษย์มัจฉาในอ่างน้ำห้องตรงข้ามตกใจจนอุทานออกมา เมื่อถูกจับได้ว่า ‘แอบมอง’ นางก็รีบหลบไปอย่างรวดเร็ว แต่หลี่เต้า ยังคงสังเกตเห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมองมาที่ตนเองตลอดเวลา
“เจ้าพูดได้หรือไม่?” หลี่เต้า ถามนางเงือก ภายในอ่างน้ำเงียบสนิท ขณะที่หลี่เต้า คิดว่านางเงือกคงพูดไม่ได้ จู่ๆ ก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น
หากไม่ใช่เพราะหลี่เต้า มีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยม เขาอาจจะไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย หลี่เต้า มองนางเงือกที่ค่อยๆ โผล่ศีรษะมาจากด้านข้างอ่างน้ำด้วยความสงสัย “เจามองข้ามานานเช่นนี้ มีอะไรอยากจะบอกข้าหรือ?”
[1] เรือสมบัติของเจิ้งเหอ : เรือสำเภาขนาดใหญ่ของเจิ้งเหอผู้เป็นนักเดินเรือในสมัยราชวงศ์หมิง