ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 633 ความหวัง
เรือเหล่านั้นแล่นเข้าใกล้พวกมนุษย์มัจฉาอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันนั้น ผู้คนบนเรือก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของพวกมนุษย์มัจฉา ทันใดนั้นน้ำทะเลใต้เรือก็เริ่มปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง
“เร็ว… รีบเอาของที่เตรียมไว้โยนลงไป”
เมื่อหัวหน้าบนเรือเห็นเหตุการณ์นี้ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป หลังจากได้รับคำสั่ง ทุกคนบนเรือก็นำถุงที่บรรจุของบางอย่างออกมาจากห้องเก็บของ
พวกเขาเปิดถุงแล้วเทผงสีขาวเหล่านั้นลงไปในทะเล ไม่นานนักผงสีขาวเหล่านั้นก็ละลายไปกับน้ำทะเลที่กำลังปั่นป่วน ครูต่อมา ฝูงวาฬสีน้ำเงินก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ ภายใต้การชี้นำของเสียงมนุษย์มัจฉา วาฬสีน้ำเงินก็เริ่มพุ่งชนเรือ ทว่าก่อนที่ฝูงวาฬจะเข้าใกล้เรือได้ การว่ายน้ำของพวกมันก็เริ่มช้าลง เมื่อหัวหน้าบนเรือเห็นดังนั้นก็มีสีหนายินดี “ยาซบออกฤทธิ์แล้ว ลงมือได้!”
ดังนั้นผู้คนบนเรือส่วนหนึ่งจึงยังคงเทผงสีขาวลงในทะเลต่อไป ส่วนบางคนก็หยิบฉมวกที่มีเชือกติดตะขอออกมาหลายอัน
“ปล่อย!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง ฉมวกจำนวนมากก็พุ่งตรงไปยังวาฬสีน้ำเงินทันที เมื่อฉมวกปักลงบนหลังวาฬ ความเจ็บปวดก็ทำให้ฝูงวาฬส่งเสียงครวญครางออกมา ทุกครั้งที่ดึงฉมวกกลับไป มันก็จะกระชากเนื้อและเลือดจำนวนมากออกมาจากตัววาฬไปด้วย
พวกคนแคระบนเรือปล้นชิงเนื้อและเลือดจากตัววาฬอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดของวาฬจำนวนมากไหลนองย้อมน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งให้กลายเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าฝูงวาฬไม่สามารถจัดการกับอีกฝ่ายได้ และกลับกลายเป็นเหยื่อที่รอถูกฆ่า ใบหน้าของมนุษย์มัจฉาแต่ละคนก็ล้วนแสดงออกถึงความทนไม่ได้ สำหรับพวกนางมนุษย์มัจฉาแล้ว วาฬสีน้ำเงินที่สามารถสื่อสารด้วยสติปัญญากับพวกนางได้นั้น ก็ถือเป็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ครึ่งหนึ่ง
เมื่อเห็นเพื่อนถูกฆ่าเพราะตนเอง ด้วยนิสัยที่บริสุทธิ์โดยกำเนิดแล้ว พวกนางจะทนดูได้อย่างไร
“ปล่อยพวกมันไปเถิด”
แม่ทัพมนุษย์มัจฉานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะออกคำสั่ง เมื่อได้ยินดังนั้น เสียงของเหล่าสตรีมนุษย์มัจฉาก็เปลี่ยนไป แต่ฝูงวาฬสีน้ำเงินเพียงแค่ลังเลเล็กน้อย ก่อนที่พวกมันจะยังคงขวางกั้นเส้นทางระหว่างเรือกับพวกนางเอาไว้ เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น เหล่าสตรีมนุษย์มัจฉาก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ
สุดท้ายแม่ทัพมนุษย์มัจฉาจึงกัดฟันเอ่ยว่า “ขึ้นฝั่ง!”
ฝูงวาฬสีน้ำเงินไม่ยอมจากไปเพื่อปกป้องพวกนาง และพวกนางก็ไม่อาจทอดทิ้งราชินีกับบุรุษมนุษย์มัจฉาบนฝั่งได้ มาจนถึงตอนนี้จึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น นั่นคือต้องสู้กับผู้คนบนเกาะ เมื่อเหล่าสตรีมนุษย์มัจฉาได้ยินคำสั่งของแม่ทัพมนุษย์มัจฉา พวกนางก็ตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะแสดงแววตาเด็ดเดี่ยวออกมา พวกนางยอมตายด้วยกันดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย ดังนั้นเหล่าสตรีมนุษย์มัจฉาจึงว่ายน้ำไปยังริมฝั่งพร้อมกัน
พวกนางมองฝูงวาฬสีน้ำเงินที่ยังคงต่อต้านศัตรูเพื่อปกป้องพวกนางอยู่ แล้วก็สะบัดหางปลาปีนขึ้นฝั่งไป เมื่อฝูงวาฬสีน้ำเงินเห็นว่าเหล่าสตรีมนุษย์มัจฉาขึ้นฝั่งไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องอีกต่อไป พวกมันก็เลือกที่จะกลับลงไปซ่อนตัวในทะเล เพื่อหลบหนีการถูกล่า
“ล้อมพวกนางทั้งหมดเอาไว้!”
เมื่อหัวหน้าเรือเห็นภาพตรงหน้านี้ เขาก็ดิจิตอย่างยิ่งและเอ่ยสั่งการออกมา จากนั้นทุกคนก็เปลี่ยนฉมวกในมือมาเป็นแหที่ใช้จับปลา สำหรับพวกเขาแล้ว สตรีมนุษย์มัจฉาเหล่านี้ล้วนมีคามหาศาล จะทำให้บาดเจ็บไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นเรือบุกเข้ามา แม่ทัพสตรีมนุษย์มัจฉาก็มองดูสนามรบที่บุรุษมนุษย์มัจฉากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ก่อนจะกัดฟันสั่งการว่า “บุกต่อไป ไปรวมกำลังกับพวกเขา”
แม้จะขึ้นบกมาแล้ว แต่ก็ไม่มีเท้ามนุษย์ให้ใช้เดิน แต่หลังจากที่สตรีมนุษย์มัจฉาขึ้นบก ที่ใต้ร่างของพวกนางก็มีสายน้ำไหล พวกนางจึงอาศัยการลื่นไถลไปตามสายน้ำนี้จนสามารถเดินทางบนบกได้ แต่ก็ทำได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะพลังในการสร้างกระแสน้ำของพวกนางมีจำกัด เหมือนกับพลังปราณแท้ของมนุษย์ที่ต้องใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาการหายใจใต้น้ำ
บุรุษมนุษย์มัจฉาบนฝั่งเองก็เห็นสตรีมนุษย์มัจฉาที่ขึ้นบกมาได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงไม่สนใจการต่อสู้กับเหล่าทหารคนแคระอีกต่อไป พากันถอยร่นไปรวมตัวกับสตรีมนุษย์มัจฉาเพื่อปกป้องพวกนาง เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น โอดะ ชินกะ ก็รู้สึกยินดีทันที “สำเร็จแล้ว!”
เขาหันหน้ากลับมาพูดว่า “เป็นดังที่ท่านราชครูคาดการณ์ไว้จริงๆ พวกมนุษย์มัจฉานี้ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน”
“ช้า…”
ในอ่างน้ำ เมื่ออวี้หลิงเห็นเผ่าพันธุ์ของตนถูกบีบคั้นจนจนมุม ดวงตาของนางก็พลันแดงก่ำ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลออกมาจากเบ้าตา แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำตาของมนุษย์มัจฉานั้นแตกต่างจากน้ำตามนุษย์หรือไม่ น้ำตาเหล่านั้นเมื่อตกลงในน้ำแล้วก็แข็งตัวจนกลายเป็นของแข็งและจมลงสู่ก้นอ่าง
“ฆ่าข้าเถิด ขาขอร้องเจ้า ฆ่าข้าเสีย”
อวี้หลิงไม่อาจสั่งให้พวกมนุษย์มัจฉาหยุดช่วยเหลือนางได้
ตอนนี้นาได้แต่อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากหลี่เต้าทีู่่อยู่ด้านข้าง ในความคิดของนาง หากนางตายไป พี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ของนางก็จะถอยกลับสู่ทะเล แม้อาจจะมีเพียงบางส่วนที่หนีรอดไปได้ แต่ก็ยังดีกว่าถูกจับไปทั้งหมด พอหลี่เต้าได้ยินคำพูดของอวี้หลิง เขาก็มิได้ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด เพราะมนุษย์มัจฉายังคงไร้เดียงสาเกินไปนัก เผ่ามนุษย์มัจฉายอมเสี่ยงขึ้นมาบนบกทั้งที่รู้ว่าเป็นกับดัก นั่นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกนาง
หากเขาลงมือสังหารมนุษย์มัจฉาจริงๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมนุษย์มัจฉาจะพุ่งเข้ามาในทันทีโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เพียงเพื่อสังหารเขาและแก้แค้นให้กับราชินีของพวกนาง แน่นอนว่าความจริงยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง นั่นก็คือหลี่เต้าจะต้องเลิกซ่อนตัวตนและลงมือในตอนนี้เลย ด้วยพลังของเขาแล้ว การจะช่วยมนุษย์มัจฉาและชนเผ่าของนางก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่หากทำเช่นนั้นก็จะไม่เป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ เป้าหมายของเขาคือทั้งแคว้นหมู่เกาะ ไม่ใช่แค่เกาะสีทะเลเท่านั้น
หากเขาลงมือยึดเกาะสีทะเล ผู้คนในที่อื่นๆ เห็นท่าไม่ดีและหลบหนีไปทันที ทะเลแตกต่างจากแผ่นดิน หากคนพวกนั้นหลบหนีไป แม้แต่เขาก็คงยากจะตามหา จะกลายเป็นภัยแฝงในภายหลัง ต้าเฉียนในปัจจุบันนี้เป็นขององค์หญิงหมิงเยว่ นับว่าเป็นของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ด้วย เขาไม่อยากให้ความใจอ่อนชั่วครู่ของตนกลายเป็นชนวนปัญหาในอนาคต แม้โอกาสที่จะเกิดปัญหานั้นมีน้อยมาก แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับอนาคตแล้วจะระมัดระวังมากเกินไปก็ไม่ถือว่าผิด
แน่นอนหากเป็นจิ๋วเอ๋อร์และคนอื่นรอบข้างเขาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เขาคงจะตัดสินใจโดยไม่ลังเลที่จะให้เกาะสีทะเลจมลงสู่ก้นทะเล แต่อวี้หลิงไม่เหมือนพวกนาง แม้ว่าเขาจะค่อนข้างชอบราชินีมนุษย์มัจฉาผู้บริสุทธิ์คนนี้ และเคยคิดจะเลี้ยงนางไว้ในสระน้ำที่บ้าน แต่เขาก็ไม่ใช่บุรุษที่จะให้ความงามมาครอบงำสติได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้เขาไม่ลงมือนั่นก็คือ โอดะ ชินกะ และราชครูผู้นี้ชัดเจนว่าต้องการจับเป็น หมายความว่าเผ่ามนุษย์มัจฉานั้นอย่างน้อยในตอนนี้ก็ยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต อย่างมากก็แค่ต้องทนทุกข์ทรมานบ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำลายแผนการของตนเองลงแบบนี้
“ข้าขอร้องท่าน…”
เมื่อเห็นหลี่เต้าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ อวี้หลิงจึงอ้อนวอนต่อไปอย่างน่าสงสารอีกครั้ง หลี่เต้าเพิ่งจะเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเสียงร้องยาวก็ดังขึ้นตัดบทสนทนาของเขา เมื่อเงยหน้ามองไป เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งผ่านกลุ่มเมฆในท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น…
หลี่เต้าพลันยิ้มบางออกมา “โชคของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว”
อวี้หลิงชะงักไป นางยังคงมีสีหน้าเศร้าโศกและดูงุนงงไม่เข้าใจความหมาย หลี่เต้าไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแต่จ้องมองไปยังทะเลอันกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยดวงตาที่ผ่านการแปรสภาพของเขา สามารถเห็นเรือขนาดมหึมาสามลำกำลังแลนมุ่งหน้าเข้ามาใกล้เกาะสีทะเล