ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 634 ย่ำคลื่น
ท่านราชครูมองดูเผ่ามนุษย์มัจฉาที่ถูกล้อมอยู่ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “สั่งให้จับพวกมันได้เลย”
“ขอรับ”
ทันใดนั้นโอดะ ชินกะ ก็ได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านราชครูอย่าลืมสิ่งที่เคยรับปากข้าไว้”
“วางใจเถิด ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้า”
โอดะ ชินกะ พยักหน้า จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นสั่งการบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา “จับเป็น!”
เมื่อคำสั่งถูกประกาศออกไป เหล่าทหารร่างเตี้ยและเงาดำที่ถูกส่งออกไปก่อนหน้านี้ก็เริ่มค่อยๆ รุกคืบเข้าหาเผ่ามนุษย์มัจฉา พอเผชิญกับศัตรูจำนวนมากเบื้องหน้า บรรดาบุรุษมนุษย์มัจฉาได้ค่อยๆ รวมกลุ่มแคบลงเพื่อปกป้องไม่ให้สตรีมนุษย์มัจฉาถูกจับไป
ขณะที่กำลังจะเข้าใส่กลุ่มเผ่ามนุษย์มัจฉา ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น จากนั้นกลุ่มคนร่างเตี้ยก็พุ่งเข้าใส่เผ่ามนุษย์มัจฉาทันที
“โฮ้ง!”
และในเวลานั้นเอง เสียงหอนยาวของหมาป่าก็ได้ดังก้องขึ้น ทันใดนั้นเรือนร่างสีดำและสีขาวสองร่างก็กระโดดขึ้นมาจากแนวโขดหินด้านล่างของชายฝั่ง มายื่นอยู่ด้านหลังกลุ่มคนแคระที่อยู่ข้างหลังชาวมนุษย์มัจฉา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้พวกคนแคระที่กำลังจะโจมตีต้องชะงักไป เมื่อหันกลับไปมองพวกมันก็ต้องตกใจจนแทบสิ้นสติ เหตุใดจึงมีหมาป่าขนาดมหึมาเช่นนี้ได้ พวกคนแคระที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ดูเหมือนตัวเล็กนิดเดียวเท่านั้น ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษ
หรืออาจเป็นเพราะพวกมันรู้เรื่องทะเลน้อยเกินไป ยุคนี้ไม่เพียงแต่บนบกเท่านั้นที่มีหมาป่า แม้แต่ในทะเลก็สามารถมีหมาป่าได้เช่นกัน หลังจากกระโดดขึ้นฝั่งแล้ว เสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ก็ไม่สนใจพวกคนแคระรอบข้าง พวกมันสูดจมูกดมกลิ่น ทันใดนั้นดวงตาก็พลันเป็นประกาย แล้วมองไปยังบนแท่นสูงทันที เมื่อเห็นร่างของเจ้านายพวกมันก็เห่าออกมาอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
ฉึ่ก!
ในตอนนั้นเองก็ได้มีลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมุ่งตรงไปที่ลำคอของเสี่ยวเฮย และแล้ว…
ลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่ขนหนาของเสี่ยวเฮยมันก็ร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างไร้พลังทันที ไม่ส่งผลอะไรเลยแม้แต่น้อย เสี่ยวเฮยหันกลับมา ดวงตาสีเหลืองขนาดเท่าโคมไฟของหมาป่าจ้องมองไปยังคนแคระที่ถือธนูผู้นั้น ไม่เพียงแค่เสี่ยวเฮยเท่านั้น แม้แต่เสี่ยวไป๋ก็จ้องมองอีกฝ่ายเช่นกัน พวกคนแคระที่อยู่รอบข้างก็ต่างมองดูคนที่ยิงธนูด้วยสีหน้าตกตะลึง
ในชั่วขณะถัดมา เสี่ยวเฮยก็พลันเคลื่อนไหว มันพุ่งไปหาคนแคระที่ยิงธนูด้วยความเร็วที่ตาปลามองไม่เห็นทันที
ทันใดนั้นกรงเล็บหมาป่าก็กดทับลงมาอย่างแรง ละอองเลือดพลันกระเซ็นออกมาจากใต้อุ้งเท้าของเสี่ยวเฮย
การกระทำนี้ราวกับเป็นการกระตุ้นบางอย่าง ทำให้พวกคนแคระรอบข้างไม่อาจข่มความกลัวเอาไว้ได้ พวกมันจึงเริ่มโจมตีเสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ เสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ก็ย่อมไม่ปรานีเช่นกัน
พวกมันเก็บเกี่ยวชีวิตของพวกคนแคระบนสนามรบอย่างไม่ยั้งมือ ด้วยการบ่มเพาะจากเลือดวิเศษของหลี่เต้ามาโดยตลอด ทำให้พลังของเสี่ยวเฮยเสี่ยวไป๋ในตอนนี้ก้าวล้ำไปไกลกว่าระดับปรมาจารย์มาก เหล่าทหารธรรมดาเหล่านี้จึงไม่มีทางจัดการกับพวกมันได้
“ท่านราชครู เรื่องนี้…”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้โอดะ ชินกะ ขมวดคิ้ว ทันใดนั้นสีหน้าของราชครูในตอนนี้ก็ไม่ได้สู้นัก
การปรากฏตัวของเสี่ยวเฮยเสี่ยวไป๋ก็เกินความคาดหมายของเขาเช่นกัน
“รอก่อน พวกเจ้าดูสิ นั่นคืออะไร!”
ในตอนนั้นเองขุนนางผู้หนึ่งได้ชี้ไปยังที่ไกลๆ พลางร้องอุทานด้วยความตกใจ ทุกคนจึงเงยหน้าขึ้นมองไปตามทิศทางที่ขุนนางผู้นั้นชี้ทันที และก็เห็นเพียงวัตถุมหึมากำลังแล่นมุ่งหน้ามาสู่เกาะสีทะเลจากที่ไกล แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสำคัญ จุดสำคัญคือพวกเขาเห็นเงาดำจำนวนมากปรากฏขึ้นเบื้องหน้าวัตถุมหึมาทั้งสามนั้น
ไม่นานก่อนหน้านี้ ณ เรือสมบัติทั้งสาม หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนานมา ในที่สุดจางเมิ่งและคณะก็มองเห็นจุดหมายปลายทางแล้ว ไม่มีใครรู้ถึงความตื่นเต้นและความปรารถนาที่จะได้เหยียบแผ่นดินของพวกเขา
“พวกเจ้าจะลงเรือตอนนี้เลยหรือ?” เถี่ยซานเหนียงมองดูจางเมิ่งและคณะด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้วพวกข้าอยู่บนเรือมานานพอแล้ว ถ้าไม่ได้ลงเรือตอนนี้พวกข้าคงต้องเสียสติไปแน่”
เมื่อได้ยินดังนั้น เถี่ยซานเหนียงก็มองไปทางเกาะสีทะเล แม้ว่าจะมองเห็นเกาะได้แต่ก็เพียงแค่ฟังเห็นเท่านั้น หากคิดจากระยะทางแล้วก็ยังคงอยู่ห่างออกไปอีกอย่างน้อยสิบกว่าหลี่
“พวกเจ้าจะว่ายน้ำไปหรือ?”
เถี่ยซานเหนียงเอ่ยถาม พวกจางเมิ่งสบตากันก่อนจะตอบว่า “คุณหนูเถี่ยไม่ต้องกังวลไป”
เมื่อเห็นทุกคนพูดอย่างมั่นใจเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงก็ไม่ถามอะไรอีก
นางจึงสั่งให้คนปล่อยแผ่นกระดานลง หลังจากนั้นนางก็เห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่เดิมทีดูอ่อนระโหยโรยแรงกลับมามีชีวิตชีวา
“คุณหนูเถี่ย พวกข้าขอตัวไปก่อนแล้ว”
จากนั้นจางเมิ่งและคนอื่นๆ ก็กระโดดขึ้นหลังหมาป่า แล้วกองทัพหมาป่าผู่ถูก็พุ่งทะยานผ่านกระดานไม้ มุ่งหน้าไปสู่ทะเลอย่างอาจหาญ ในตอนที่พวกเถี่ยซานเหนียงคิดว่าพวกกองทัพหมาป่าผู่ถูจะต้องตกลงไปในทะเลเป็นแน่ ก็กลับพบว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะกองทัพหมาป่าผู่ถูวิ่งเหยียบย่ำบนผิวน้ำทะเลอย่างบ้าคลั่งพุ่งออกไป
“ออกเดินทาง! ขึ้นเกาะ!”
เว่ยอวิ๋นตะโกนออกคำสั่ง จากนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูก็วิ่งย่ำผิวน้ำทะเล แล้วหันหัวมุ่งหน้าไปยังเกาะสีทะเลอย่างบ้าคลั่งทันที ด้วยเหตุนี้ ภาพอันน่าตื่นตะลึงจึงปรากฏขึ้น กองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายวิ่งอย่างคึกคักบนผิวทะเลราวกับเป็นพื้นราบ ความเร็วนั้นไม่ได้ช้าไปกว่าตอนวิ่งบนพื้นดินเลยแม้แต่น้อย และนี่ก็คือภาพที่โอดะ ชินกะ และคนอื่นๆ ได้เห็น
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูจะสามารถท่องไปในทะเลได้ตามใจชอบ ที่ทำเช่นนี้ได้ก็เพราะความเร็วในการวิ่งเท่านั้น แต่หากต้องต่อสู้กับผู้อื่นกลางทะเลก็คงไม่อาจรักษาสมดุลบนผิวน้ำได้ตลอดเวลา ขณะที่เงาดำกลุ่มหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้จากที่ไกล ผู้คนบนแท่นสูงก็เริ่มมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเงาดำเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน เมื่อมองเห็นชัดแล้ว พวกเขาก็ต่างตะลึงงัน ทหารที่กำลังควบหมาป่าอยู่บนผิวทะเล?
ทันใดนั้นเหยียนซื่อไหพลันชี้ไปที่ผิวทะเลพลางพึมพำด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อว่า “นี่มัน… นี่มัน…”
โอดะ ชินกะ หันกลับมาขมวดคิ้วถามว่า “ท่านเหยียนรู้จักทหารกลุ่มนี้หรือ?”
“พวกเขาก็คือ…”
เหยียนซื่อไหพลันเบนสายตามองไปยังหลี่เต้าที่ถูกมัดอยู่บนแท่นสูงก่อนจะเอ่ยว่า “นี่เป็นทหารที่เจ้านำมาใช้หรือไม่ เจ้าเป็นคนนำทางพวกเขามาหรือ?”
คำพูดของเหยียนซื่อไหทำให้ทุกคนหันไปสนใจหลี่เต้า เมื่อเผชิญกับคำถามของเหยียนซื่อไห หลี่เต้าก็ยักไหล่ ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
เขาจึงกล่าวเสียงเบาว่า “อย่ามองข้าเลย ข้าแค่มาสำรวจเส้นทางเท่านั้น”
“ผู้ที่นำพวกเขามาถึงที่นี่ก็เป็นคนของพวกเจ้าเอง ลืมคณะทูตที่ส่งไปยังแคว้นต้าเฉียนแล้วหรือ?”
สำรวจ?
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหยียนซื่อไหก็พลันเปลี่ยนเป็นซับซ้อนและแปลกประหลาด ส่วนโอดะ ชินกะ เมื่อเขารู้ตัวแล้ว สีหน้าก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน ก่อนจะออกคำสั่งว่า “จับตัวเขาไว้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น องครักษ์หลายนายที่เฝ้าอยู่ข้างกายหลี่เต้าก็พุ่งเข้ามาจับกุมตัวหลี่เต้าทันที
“พอเถอะ ทุกอย่างจบแล้ว”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น โซ่ตรวนที่ข้อมือของหลี่เต้าก็แตกหักกระจายทันที พอเขาสะบัดมือ เศษโซ่ที่แตกกระจายก็พลันพุ่งออกไป ในชั่วพริบตาเดียว องครักษ์ที่เข้าโจมตีก็ถูกเจาะร่างกายจนกลายเป็นรังผึ้ง
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เหยียนซื่อไหตะลึงงัน
เพราะพละกำลังที่หลี่เต้าแสดงออกมานั้นมันไม่ธรรมดาเลย ต่างจากภาพลักษณ์ที่เคยไร้ซึ่งพลังต่อต้านในมือเขาราวฟ้ากับเหว หลี่เต้าเหลือบมองไปทางโอดะ ชินกะ และราชครูก่อนจะหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า “เอาละ พวกเขาก็ก้าวขึ้นฝั่งกันแล้ว ทุกคนลองดูไปก่อนเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โอดะ ชินกะ ก็ขมวดคิ้วพลางยกมือขึ้นเตรียมจะลงมือ แต่แล้วก็มีมือหนึ่งวางลงบนบ่าของเขาเพื่อหยุดการกระทำนั้น
“ดูไปก่อน”
ดังนั้นทั้งสองฝ่ายที่เป็นศัตรูจึงยืนอยู่บนแท่นสูงด้วยกันอย่างสงบ