ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 645 สังหารให้สิ้นซาก
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคย สีหน้าของหลี่เต้าก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ มือที่กำลังจับมืออวี้หลิงอยู่นั้นก็สั่นเล็กน้อย เขาไม่ได้หันไปมองทางต้นเสียงในทันที แต่กลับมองไปทางเว่ยอวิ๋น จางเมิ่ง และคนอื่นๆ เมื่อเจอสายตา ‘ถามไถ่’ ของหลี่เต้า ทุกคนก็ต่างหลบตาโดยสัญชาตญาณ
หลังจากเตรียมใจพร้อมแล้ว หลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังเถี่ยซานเหนียงที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือไม่ไกลนัก
เอ่ยด้วยรอยยิ้มบางว่า “ซานเหนียง เจ้าก็มาด้วยหรือ”
เถี่ยซานเหนียงเองก็ยิ้มบางๆ เช่นกัน นางหรี่ตามองไปที่อวี้หลิงแวบหนึ่งก่อนจะพูดว่า “หากไม่มา ข้าจะได้เห็นพี่หลี่แสดงฝีมืออันน่าทึ่งหรือ”
ในตอนนั้นเองที่หัวเรือก็มีศีรษะหนึ่งยื่นออกมาอีก
“คุณหนู ให้พี่หลี่ขึ้นมาก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
ปี๋โหย่วเอ๋อร์มองดูหลี่เต้าที่แช่อยู่ในน้ำด้วยสายตาเป็นห่วง เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงจึงชายตามองปี๋โหย่วเอ๋อร์ นางคิดในใจว่าสตรีนางนี้ช่างทำตัวเป็นคนดีเสียจริง
เรือสมบัติปล่อยแผ่นไม้กระดานลงมา จากนั้นทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูก็ดำเนินขึ้นเรือสมบัติไปอีกครั้ง
“พวกเจ้าต้องการขึ้นไปดูหรือไม่”
เมื่อเห็นเรือสมบัติ ชาวมนุษย์มัจฉาก็ตางรู้สึกตื่นตะลึงและสงสัยใคร่รู้ แม้แต่วาฬสีน้ำเงินที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรที่พวกนางเคยพบเห็นมา ก็ยังไม่ใหญ่เท่าเรือสมบัติที่อยู่เบื้องหน้า อวี้หลิงมองดูชาวเผ่าที่กำลังสงสัยใคร่รู้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
เพราะการติดต่อในคุกใต้ดิน นางจึงเลือกที่จะลองเชื่อใจมนุษย์อีกครั้ง ไม่นานนักชาวมนุษย์มัจฉาก็ขึ้นเรือตามกองทัพหมาป่า
หลังจากก้าวขึ้นเรือสมบัติ หลี่เต้าก็มองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน แม้ว่ากลไกของเรือสมบัตินี้จะเป็นสิ่งที่เขามอบให้เถี่ยซานเหนียง แต่เขาก็ไม่เคยได้เห็นของจริงมาก่อน หลังจากมองดูอย่างละเอียดแล้ว เขาก็พบว่าตนเองประเมินภูมิปัญญาของคนโบราณต่ำเกินไป
ดูเหมือนว่าเรือสมบัติจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นจากกลไกเดิมที่เขาให้ไป เมื่อเทียบกับเรือสมบัติแล้ว เรือของพวกคนแคระช่างน่าสงสารเหลือเกิน เถี่ยซานเหนียงรีบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่เต้า
“พี่หลี่ เรือสมบัติลำนี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
หลี่เต้าพยักหน้า “ดียิ่งนัก ขอบใจเจ้ามาก”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เถี่ยซานเหนียงก็รู้สึกว่าความไม่พอใจในใจของนางมลายหายไปจนหมดสิ้นอย่างประหลาด หากผู้ที่มีประสบการณ์จากชาติก่อนได้รู้จักเถี่ยซานเหนียง ก็จะพบว่านี่คืออาการหลงรักอย่างไร้เหตุผลตามตำนาน แต่เมื่อเห็นสองคนยังจับมือกันอยู่ เถี่ยซานเหนียงก็อดรู้สึกหึงไม่ได้ “พี่หลี่ มือของคุณหนูมนุษย์มัจฉาผู้นี้ลูบแล้วรู้สึกดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้านี่นะ”
หลี่เต้าที่เข้าใจความรู้สึกของเถี่ยซานเหนียงดี ย่อมรู้ว่านางหมายความว่าอย่างไร เขาจึงปล่อยมือจากอวี้หลิง แล้วยื่นมือไปลูบศีรษะเถี่ยซานเหนียงเบาๆ อย่างอดไม่ได้
ในตอนนั้นเอง ปี๋โหย่วเอ๋อร์ก็ยื่นหน้าเล็กๆ ของนางเข้ามาใกล้ หลี่เต้าจึงยกมือลูบปลอบนางไปด้วยเช่นกัน
“คือว่า… หัวหน้า”
ทันใดนั้น จางเมิ่งก็เข้ามาขัดจังหวะภาพอันอบอุ่นนี้
หลี่เต้าหันกลับไปมอง
“หัวหน้า พวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็นึกขึ้นได้ว่าครั้งนี้มาด้วยธุระสำคัญ
เขาจึงปล่อยมือลงก่อนจะเดินไปที่หัวเรือสำเภา สายตาทอดมองไปยังเกาะสีทะเลที่มีควันไฟลอยอยู่ไกลออกไป พวกเถี่ยซานเหนียงเองก็รีบตามไปติดๆ หลังจากมองดูอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เต้าก็หันมาถามว่า “ทำแผนที่แคว้นหมู่เกาะเสร็จแล้วหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เถี่ยซานเหนียงก็ตอบว่า “ข้าสั่งให้คนที่ไปสืบข่าวทำเรียบร้อยแล้ว”
ไม่นานนัก แผนที่ฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาถึงมือของหลี่เต้า เมื่อกางแผนที่ออก บนนั้นก็เป็นน่านน้ำที่ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่
โดยชื่อของเกาะต่างๆ ได้ถูกทำเครื่องหมายไว้ทั้งหมดแล้ว หลี่เต้าค้นพบตำแหน่งของเกาะสีทะเลอย่างรวดเร็ว เกาะสีทะเลเป็นเกาะศูนย์กลางของแคว้นหมู่เกาะ และยังเป็นเกาะที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย บริเวณรอบๆ เกาะสีทะเลมีเกาะน้อยใหญ่อยู่เกือบร้อยเกาะ แต่หากมองในภาพรวมแล้ว เกาะเหล่านี้ค่อนข้างอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หลังจากดูเสร็จ หลี่เต้าก็หลับตาครุ่นคิดครู่หนึ่ง และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็หันไปถามว่า “ซานเหนียง เรือใหญ่มีเรือเล็กอยู่ด้วยหรือไม่?”
“มี เรือใหญ่แต่ละลำมีเรือเล็กเตรียมไว้มากมาย”
หลี่เต้าพยักหน้ากล่าว “งั้นก็นำเรือเล็กทั้งหมดออกมา”
จากนั้นเขาก็หันไปมองเว่ยอวิ๋น จางเมิ่ง และคนอื่นๆ
“ต่อจากนี้สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำ คือนำเรือเล็กเหล่านี้ไปปิดล้อมแคว้นหมู่เกาะ เริ่มกวาดล้างจากวงนอกสุดเข้าสู่ด้านใน”
“พร้อมกันนั้นก็ให้นกเหยี่ยวช่วยลาดตระเวน และจัดตั้งกองเรือลาดตระเวนขนาดเล็ก เพื่อกวาดล้างผู้ที่หลุดรอด”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็รู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัยพอ ดังนั้นเขาจึงหันไปมองอวี้หลิง ราชินีของเผ่ามนุษย์มัจฉา
“อวี้หลิง ข้ามีเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือจากพวกมนุษย์มัจฉาอย่างพวกเจ้า”
อวี้หลิงดีใจที่ได้รับการเอ่ยถึง นางจึงพยักหน้าตอบ
“ท่านผู้มีพระคุณ เชิญว่ามาได้เลย”
ท่าทางที่ยอมทำตามโดยง่ายนี้ ทำให้แม่ทัพมนุษย์มัจฉาที่อยู่ด้านข้างอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ เมื่อเห็นสายตาของราชินีที่มองไปทางหลี่เต้า จึงปิดปากเงียบ
“พวกเจ้าว่ายน้ำได้คล่องแคล่ว ข้าอยากให้พวกมนุษย์มัจฉาช่วยทำลายเรือทั้งหมดที่อยู่รอบเกาะ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันหนีออกจากเกาะได้”
อวี้หลิงพยักหน้ารับทันที “เรื่องนี้ทำได้ ตราบใดที่อยู่ในทะเล การทำลายเรือของมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
หลี่เต้าพยักหน้าเบาๆ เมื่อได้กล่าวว่าจะสังหารให้สิ้นซาก ก็ต้องทำให้ได้ดังคำพูด
“ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือได้เลย”
หลังจากภูเขาไฟบนเกาะสีทะเลปะทุ ผู้คนบนเกาะอื่นๆ ของแคว้นหมู่เกาะก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างแน่นอน ยามนี้เป็นช่วงที่วุ่นวายและเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
เรือสมบัติแล่นด้วยความเร็วสูง หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เรือสมบัติทั้งสามลำก็แยกย้ายกัน แล้วจัดทัพเป็นรูปสามเหลี่ยมล้อมแคว้นหมู่เกาะเอาไว้ จากนั้นเรือที่มีขนาดเล็กกว่าจำนวนมากก็แล่นออกมาจากท้องเรือสมบัติ บนเรือแต่ละลำมีทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูประจำการอยู่จำนวนมาก เมื่อกำหนดเป้าหมายเกาะต่างๆ ผู้นำของกองย่อยแต่ละกองก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายของตนทันที ส่วนบนท้องฟ้า เหยี่ยวที่ถูกฝึกมาเป็นพิเศษ ทำหน้าที่เป็นดวงตาให้กองทัพหมาป่าผู่ถู มันโฉบบินวนเวียนอยู่เหนือเกาะต่างๆ ของแคว้นหมู่เกาะอย่างต่อเนื่อง หากพบสิ่งผิดปกติใด มันก็จะรีบแจ้งกองทัพหมาป่าผู่ถูที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
ส่วนในทะเล เผ่ามนุษย์มัจฉาก็เริ่มปฏิบัติการตามคำสั่งของอวี้หลิง แน่นอนว่าอวี้หลิงในฐานะราชินีเป็นผู้ออกคำสั่ง แต่ผู้บัญชาการคือแม่ทัพมนุษย์มัจฉา หลี่เต้ายืนอยู่บนเรือสมบัติ เขามองดูคุณทหารที่กำลังเคลื่อนไหวพลางพึมพำ “ไม่รู้ว่านี่จะนับว่าครบทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศหรือไม่”
“พวกเราจะรออยู่ที่นี่หรือ?”
เถี่ยซานเหนียงหันมาถาม หลี่เต้าจึงหันหลังกลับมาพูดว่า “พวกเจ้าจงอยู่บนเรือสมบัตินี้ไปก่อน ข้ามีเรื่องที่ต้องจัดการด้วยตนเอง”
เมื่อพูดจบ เขาก็บินออกจากเรือสมบัติ มุ่งหน้าไปยังเกาะสีทะเลที่บัดนี้กลายเป็นทะเลเพลิงไปทั้งหมดแล้ว ทุกคนมองตามแผ่นหลังของหลี่เต้าที่จากไป เถี่ยซานเหนียงหันไปมองอวี้หลิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ภายใต้สายตาอันสงบนิ่งของเถี่ยซานเหนียง ร่างบอบบางของอวี้หลิงพลันสั่นระริกด้วยความประหม่าอย่างบอกไม่ถูก หางปลาของนางสะบัดไปมาอย่างห้ามไม่อยู่
ทันใดนั้น เถี่ยซานเหนียงก็พลันยิ้มออกมา และเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนยิ่งนัก นางก้าวเข้าไปจับมืออวี้หลิงเบาๆ พลางเอ่ยเสียงแผ่วว่า
“น้องสาว พวกเรามาพูดคุยกันสักหน่อยเถอะ”
อวี้หลิงพลันร่างแข็งทื่อทันใด นิสัยขี้อายนี้ทำให้นางถูกเถี่ยซานเหนียงพาเข้าไปในห้องโดยสารอย่างว่าง่าย เมื่อแม่ทัพมนุษย์มัจฉาเห็นเหตุการณ์นั้น นางก็จะตามเข้าไป แต่กลับถูกปี๋โหย่วเอ๋อร์ห้ามเอาไว้
“วางใจเถิด คุณหนูไม่มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่ทัพมนุษย์มัจฉาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
อีกด้านหนึ่ง หลังจากมาถึงเหนือน่านฟ้าของเกาะสีทะเล เนื่องจากรอบด้านมีควันดำลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้มองอะไรได้ไม่ชัดเจน หลี่เต้าจึงแผ่พลังจิตวิญญาณออกไป ชั่วครู่ต่อมา หลี่เต้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเบนสายตามองไปยังทิศทางหนึ่ง พลางเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “เจอแล้ว”