ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 655 การค้นพบความจริง
ภายในร่างกายองค์หญิงหมิงเยว่ก็ได้เห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดของจี้หมิงเยว่ นางถามด้วยความสงสัย “เหตุใดจึงหยุดลง มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือ?”
เพื่อไม่ให้องค์หญิงหมิงเยว่ต้องกังวลมากเกินไป จี้หมิงเยว่จึงไม่ได้เล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ตามความเป็นจริง
“ไม่มีอะไร เพียงแต่ข้าต้องการตรวจร่างกายของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์อีกครั้งเท่านั้น”
“ก็ตรวจไปแล้วก่อนหน้านี้มิใช่หรือ?”
แม้จะยังมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่เรื่องนี้จี้หมิงเยว่เป็นผู้เชี่ยวชาญ นางจึงไม่ได้ซักถามต่อ เมื่อเห็นว่าปิดบังองค์หญิงหมิงเยว่เอาไว้ได้แล้ว จี้หมิงเยว่ก็เริ่มค้นหาสาเหตุความผิดปกติของสายเลือดเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ บางสิ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยฉับพลันย่อมต้องมีสาเหตุแน่นอน แต่สายเลือดของ ‘ผู้ล่วงลับ’ จะมีสาเหตุอันใดได้ หรือว่าเขาจะมาเข้าฝันเพื่อกลั่นกรองสายเลือดให้บุตรสาวของตน?
ไม่ต้องพูดถึงว่าโลกนี้จะมีเวียนว่ายตายเกิดหรือไม่ แม้จะมีอยู่จริง แต่พ่อที่ไร้ความสามารถเช่นเขาก็ทำไม่ได้อยู่ดี
แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่การเคลื่อนไหวของจี้หมิงเยว่ก็ไม่ได้หยุดลง นางกำลังค้นหาสาเหตุเริ่มจากการตรวจสอบร่างกายก่อน หากไม่ใช่สาเหตุจากร่างกาย ก็จะตรวจสอบที่ตำหนักหมิงเยว่และสถานที่ที่เสี่ยวอวี้เอ๋อร์มักไปเป็นประจำ
ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเป็นเรื่องของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ นางจะต้องสืบหาให้กระจ่าง
“เดี๋ยวก่อน นี่มัน…”
บางครั้งเรื่องที่ดูเหมือนจะซับซ้อน กลับได้คำตอบอย่างรวดเร็ว และตอนนี้จี้หมิงเยว่ก็พบสาเหตุที่อาจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วแล้ว จี้หมิงเยว่คลายปกเสื้อของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ออกเล็กน้อย
แล้วจากนั้นก็หยิบสิ่งหนึ่งออกมา
“หยกชิ้นนี้…”
หลังจากมองดูหยกโลหิตในมือ จี้หมิงเยว่ก็พลันนึกถึงหลายสิ่งในทันที อู่อันกง?
หากนางจำไม่ผิด หยกโลหิตชิ้นนี้คือของขวัญที่หลี่เต้ามอบให้เสี่ยวอวี้เอ๋อร์ ตอนแรกนางได้ตรวจสอบด้วยตนเองแล้ว แต่ตอนนั้นนางไม่พบว่าหยกโลหิตนี้มีสิ่งใดผิดปกติเลย ทว่าตอนนี้…
นางได้พบแล้วว่ากลิ่นอายบนหยกโลหิตนี้คล้ายคลึงกับกลิ่นอายที่หล่อเลี้ยงพลังสายเลือดส่วนของ ‘เขา’ ในร่างกายเสี่ยวอวี้เอ๋อร์อย่างมาก ไม่ถูก…
ไม่ควรเรียกว่าคล้ายคลึง แต่ต้องเรียกว่าเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
เพราะมีเพียงพลังที่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติที่จะช่วยให้พลังสายเลือดนั้นเติบโตได้ เรื่องสายเลือดนั้นมักจะเคร่งครัดอย่างยิ่ง แม้ผิดเพี้ยนไปเพียงน้อยนิด ก็อาจนำมาซึ่งผลร้ายแรงมหาศาล การที่เข้ากันได้เช่นนี้ มีเพียงพลังที่มาจากรากเหง้าเดียวกันเท่านั้น แต่การมาจากรากเหง้าเดียวกัน…
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
จี้หมิงเยว่ผู้ที่มักจะรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้เสมอ บัดนี้กลับแสดงสีหน้าซับซ้อนระคนสับสนออกมา ผู้ที่จะมีสายเลือดเดียวกันกับที่อยู่ในร่างของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ มีเพียงบิดา ‘ผู้ล่วงลับ’ ของนางเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีผู้ใดอีกแล้ว แม้ว่าเขาจะมีพี่น้องร่วมสายเลือด แต่ก็ไม่อาจเข้ากันได้ถึงเพียงนี้ หลี่เต้า… อู่อันกงหลี่เต้า…
ในยามนี้ ตัวตนทั้งสองสลับวูบวาบอยู่ในห้วงความคิดของจี้หมิงเยว่
บางเรื่องในอดีตไม่ได้เคยคิดอย่างละเอียดถ้วนถี่มาก่อน เพราะไม่มีคุณค่าที่จะคิด และไม่มีความหมายอะไร เพราะทั้งหมดนี้ล้วนอยู่บนพื้นฐานความคิดเดิมๆ แต่เมื่อก้าวพ้นจากกรอบความคิดเดิมนั้น บางสิ่งก็ค่อยๆ มีเหตุผลขึ้นมา ชื่อที่เหมือนกัน…
อายุที่ใกล้เคียงกัน…
เพราะเถี่ยซานเหนียง หรือข่าวลือจากเมืองหลวง ทำให้องค์หญิงหมิงเยว่เคยสืบสวนเรื่องของเขาในตอนแรก แต่ข้อมูลที่ได้มานั้นมีไม่มาก กระทั่งบางอย่างยังดูสะอาดบริสุทธิ์เกินไป
ทว่าในตอนนั้นไม่มีใครคิดลึกซึ้งถึงเรื่องพวกนี้
เมื่อคิดทบทวนอย่างละเอียดแล้ว นางถึงได้พบว่ามีหลายสิ่งที่ดูไม่สมเหตุสมผลเกินไป ประการแรก บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยไร้สัญญาณบอกเหตุใดๆ มีเพียงการซ่อนเร้นบางสิ่งไว้เบื้องหลังเท่านั้น จึงจะทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้ และด้วยอำนาจของราชวงศ์ต้าเฉียน ก็ยากที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะเป็น ‘คนตาย’ เท่า นั้น
อีกประการหนึ่งก็คือ ท่าทีของเขาที่มีต่อเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ ต่อให้เป็นคนที่รักเด็กมากเพียงใด จะเป็นไปได้อย่างไรที่เพียงแค่พบหน้ากันสองครั้ง ก็จะตามใจและเอาใจโดยไร้ขีดจำกัด สิ่งที่จี้หมิงเยว่สังเกตเห็นก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นหยกโลหิตนั้น หรือระดับความใส่ใจที่อีกฝ่ายมีต่อเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ ก็ล้วนเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ความไม่สมเหตุสมผลก่อนหน้านี้ถูกมองข้ามไป ตอนนี้เมื่อคิดทบทวนดูดีๆ…
เขาก็คือ ‘คนผู้นั้น’ กระมัง!
หลังจากได้ข้อสรุปนี้ จี้หมิงเยว่ก็พลันรู้สึกว่าความคิดของตนเองช่างบ้าบอเกินไป เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นคนผู้นั้น ‘คนผู้นั้น’ ตายไปแล้วอย่างแน่นอน โดยมีฮ่องเต้เจาซิงเป็นผู้สั่งคนไปจัดการเอง จริงสิ ตอนนั้นอดีตฮ่องเต้จัดการ ‘คนผู้นั้น’ อย่างไรนะ นึกออกแล้ว ดูเหมือนว่าจะถูกส่งตัวไปยังค่ายนักโทษประหาร ตอนองค์หญิงหมิงเยว่ตั้งครรภ์เสี่ยวอวี้เอ๋อร์ ยามว่างนอกจากฝึกวิชาแล้ว นางก็อ่านหนังสือมากมายหลายเล่ม
ด้วยความสามารถจำได้ไม่มีวันลืม จี้หมิงเยว่พลันนึกถึงสิ่งที่เคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่ง ต้าเฉียนมีกลไกพิเศษในการจัดการกับนักโทษประหาร สามารถทำให้นักโทษประหารรอดพ้นความตายได้ แต่เพราะมีความยากลำบากเกินไปสำหรับสามัญชน ผู้คนจำนวนมากจึงมักมองข้ามเรื่องเหล่านี้ แต่ถึงจะยากลำบากเพียงใดก็ยังคงมีความเป็นไปได้อยู่ เมื่อมีความเป็นไปได้แม้จะน้อยนิด การคาดเดาของนางก็มีโอกาสเป็นจริงได้ เมื่อตัดทุกความเป็นไปได้ออกไป ผลลัพธ์ที่เหลือแม้จะดูเหลือเชื่อ ก็ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น
ดังนั้น…
เมื่อมีคำตอบในใจแล้ว จี้หมิงเยว่ก็เข้าใจว่าตนเองได้ไขปริศนาทั้งหมดได้แล้ว และหลายเรื่องราวก็กระจ่างขึ้นมา
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าใส่ใจเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ถึงเพียงนั้น ดูท่าเจ้าคงจะเดาตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ได้แล้ว”
จี้หมิงเยว่นึกถึงภาพตอนที่องค์หญิงหมิงเยว่หึงหวงเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ รวมถึงช่วงเวลาที่นางบ่นไม่หยุด เมื่อคิดดูตอนนี้ก็ไม่น่าโทษเขาเลย อย่างไรเสียการที่พ่อลูกสนิทสนมกันก็เป็นเรื่องปกติ
คงเป็นเพราะความสัมพันธ์ในฐานะนี้ เสี่ยวอวี้เอ๋อร์ถึงได้สนิทสนมกับเขาโดยไม่รู้ตัว เด็กๆ มักจะมีความรู้สึกไวเสมอ
“อะไรที่ทำให้เจ้าเติบโตมาถึงจุดนี้ได้”
จี้หมิงเยว่พูดคำถามขึ้นมาในใจ ก็ยังคงเป็นความคิดเดิม บางเรื่องช่างเหลือเชื่อและบ้าคลั่งเกินไป ถึงอย่างไรเขาก็เป็นชายคนแรกของนางและองค์หญิงหมิงเยว่ ดังนั้นแม้ว่าในยามปกตินางจะไม่ใส่ใจเขาเท่าใดนัก แต่ในความทรงจำอันลึกล้ำนั้น ก็ยังมีความประทับใจต่อเขาอยู่
คนที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีข้อดีใดเลย แม้แตรูปร่างหน้าตาก็ยังดูไม่โดดเด่นเพราะความอ้วนในตอนนั้น แต่คนเช่นนี้กลับสามารถฟันฝ่าออกมาจากค่ายนักโทษประหารได้ ในที่นี้จี้หมิงเยว่ไม่ได้กำลังนึกถึงหลี่เต้าในปัจจุบัน สำหรับหลี่เต้าในปัจจุบันนั้น อย่าว่แต่ค่ายนักโทษประหารเลย แม้แต่แคว้นต้าเฉียนทั้งแคว้นก็ไม่อาจขังเขาไว้ได้ นางนึกถึงหลี่เต้าที่ไร้ความสามารถผู้นั้น
พอยิ่งคิด จี้หมิงเยว่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเหลือเชื่อ และก็ยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น แน่นอนว่าปัญหาสำคัญที่สุดคือผลกระทบของเขาต่อสายเลือดในร่างของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงสายเลือดของสามัญชนธรรมดาที่สุด เพียงไม่กี่ปีผ่านไป กลับมีการพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาลเช่นนี้ นี่มิใช่การตื่นของสายเลือดโบราณหรือสายเลือดดึกดำบรรพ์แต่อย่างใด หากแต่เป็นการยกระดับสายเลือดของตนเองอย่างแท้จริง
ความยากลำบากในเรื่องนี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน