ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 656 การตื่นของจี้หมิงเยว่
คิดไปมากเท่าไร จี้หมิงเยว่ก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้ เพราะนางมีโอกาสได้พบกับหลี่เต้าน้อยเกินไป ในบรรดาคนที่นางรู้จัก มีเพียงเถี่ยซานเหนียงที่ได้ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด เดี๋ยวก่อน…
ซานเหนียง!
ในตอนนั้นเอง จี้หมิงเยว่ถึงเพิ่งนึกได้ว่า สามีผู้ ‘ตายแล้วเกิดใหม่’ ของนางผู้นี้ ดูเหมือนจะมีเสน่ห์มากขึ้นกว่าแต่ก่อน
แม้แต่ซานเหนียงผู้มีมาตรฐานสูงยังถูกเขาดึงดูดได้ แต่เมื่อคิดให้ดีมันก็สมควรแล้ว ด้วยความสามารถของหลี่เต้า สถานการณ์เช่นนี้ก็ถือว่าปกติ สตรีทั่วไปหากได้ใกล้ชิดนานๆ ด้วย ก็ล้วนยากจะต้านทานเสน่ห์ของเขา แม้แต่องค์หญิงหมิงเยว่ที่พยายามต่อต้านหลี่เต้ามาโดยตลอดก็เช่นกัน ถึงองค์หญิงหมิงเยว่จะแสดงท่าทีต่อต้านหลี่เต้าด้วยวาจา แต่ในฐานะที่เป็นดวงวิญญาณที่อยู่ในร่างเดียวกันกับองค์หญิงหมิงเยว่
ในการติดต่อกับหลี่เต้า องค์หญิงหมิงเยว่ก็เคยรู้สึกบางอย่างกับเขาอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้พบกับเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่นางมักจะหยอกล้อองค์หญิงหมิงเยว่ด้วยเรื่องของหลี่เต้า แต่เพราะองค์หญิงหมิงเยว่ยึดมั่นในหลักการ ทุกครั้งที่มีความรู้สึกเช่นนั้น นางก็จะกำจัดมันทิ้งไปด้วยตัวเอง
‘หมิงเยว่ ตอนนี้เจ้าดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธอีกแล้ว’
ก่อนหน้านี้หมิงเยว่มักพูดเสมอว่าชีวิตนี้จะมีบุรุษเพียงคนเดียว ดูเหมือนว่าตอนนี้มันกำลังจะเป็นความจริงแล้ว
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ซานเหนียงจะทำอย่างไร?
สตรีสองนางปรนนิบัติสามีคนเดียว?
หมิงเยว่จะยอม หรือพูดอีกอย่างคือซานเหนียงจะยอมหรือ?
ทันใดนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจี้หมิงเยว่ สถานการณ์ดูเหมือนจะน่าสนใจขึ้นมา สำหรับจี้หมิงเยว่แล้ว หากหมิงเยว่เลือกหลี่เต้า ก็เท่ากับว่านางเองก็เลือกหลี่เต้าเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับการต่อต้านหลี่เต้าของหมิงเยว่แล้ว ตัวนางกลับไม่ได้รู้สึกต่อต้านมากนัก
หรืออาจจะพูดได้ว่า ตั้งแต่แรกเริ่มนางก็เป็นฝ่ายครองความได้เปรียบมาตลอด ในสายตานาง หากจะมีการต่อต้าน ก็คงเป็นหลี่เต้าที่จำใจต่อต้านนางเท่านั้น หากว่าสุดท้ายแล้วหมิงเยว่เลือกหลี่เต้า นางก็จะยอมรับตามสถานการณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากพลังที่สามีคนนี้แสดงออกมา ก็นับว่าคู่ควรกับพวกนางยิ่งนัก ทันใดนั้นจี้หมิงเยว่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “หากเป็นเขา คงมีโอกาสทำให้พวกคนแก่เหล่านั้นหุบปากได้กระมัง”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จี้หมิงเยว่ก็ยิ่งรู้สึกสั่นไหวในใจ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ควบคุมร่างกายนี้ก็ยังคงเป็นหมิงเยว่ เรื่องสำคัญเช่นนี้ยังต้องผ่านการเห็นชอบจากนาง หากทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกัน ก็คงไม่มีใครได้ดีไปด้วย พอคิดได้ดังนั้น จี้หมิงเยว่จึงตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน หากบอกนางตั้งแต่ตอนนี้ เป็นไปได้ว่านางคงจะตกใจก่อน แล้วจากนั้นก็เป็นการต่อต้านอย่างหนัก
แม้ว่าหมิงเยว่จะพูดอยู่ทุกวันว่าชีวิตนี้จะมีบุรุษเพียงคนเดียว ทว่าคำว่า ‘มี’ นี้ สามารถตีความได้สองความหมาย ความหมายแรกคือ นางสามารถเลือกหลี่เต้าให้เป็นบุรุษของนางได้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็สามารถครอบครองเขาได้ชั่วคราว โดยไม่จำเป็นต้องมีเขาตลอดไป จากความเข้าใจที่นางมีต่อองค์หญิงหมิงเยว่ หากพูดออกมาตอนนี้ ก็เป็นไปได้มากว่าจะเป็นผลลัพธ์แบบที่สอง อีกทั้งด้วยนิสัยของนางแล้ว หากเรื่องใดตัดสินใจเรียบร้อย ก็ยากที่จะแก้ไขกลับมาได้
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือรอต่อไป ต้องรอให้หลี่เต้ามีความอดทนต่อหมิงเยว่มากขึ้น แล้วค่อยหาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เมื่อถึงตอนนั้นหากนางร่วมมือสักครั้ง ทุกอย่างก็สืบเนื่องจนสำเร็จ
แววตาเย้ายวนของจี้หมิงเยว่ฉายแววสนุกสนาน ตั้งแต่แรกเริ่มนางก็มีความสนใจในตัวเขาอย่างมากอยู่แล้ว
ในขณะนี้ หลี่เต้าที่ยังไม่รู้ว่าตัวตนของตนถูกล่วงรู้แล้ว กำลังเดินทางกลับเมืองหลวง หลังจากมอบทุกอย่างให้กับหยางหลินแล้ว เขาก็พากองทัพหมาป่าผู่ถูขึ้นเรือสมบัติ เตรียมตัวเดินทางผ่านแม่น้ำและทะเลสาบเข้าสู่ต้าเฉียน แม้ว่าตอนนี้เรือสมบัติจะเข้าไปได้แค่บางพื้นที่ในต้าเฉียนเท่านั้น ไม่สามารถไปถึงเมืองหลวงได้โดยตรง แต่การได้ชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว สองวันต่อมา เรือสมบัติสามลำจอดเทียบท่าอยู่ริมฝั่ง หลังจากเร่งเดินทางมาสองวัน เรือสมบัติก็ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้อีก
จากนี้ต้องเดินทางด้วยตนเองแล้ว
“ท่านวางใจได้ ไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูเถี่ยและคนอื่นๆ เถิด พวกเราสามารถกลับเมืองหลวงเองได้”
จางเมิ่งโบกมือพลางกล่าวอย่างร่าเริงกับหลี่เต้าที่ลานโล่งนอกท่าเรือ เสวี่ยปิงรีบเสริมขึ้นว่า “หัวหน้า ท่านทำงานหนักมาหลายปีแล้ว ควรได้พักผ่อนบ้าง” เมื่อทั้งสองคนเอ่ยปาก คนอื่นๆ ก็พากันเห็นด้วย โดยเฉพาะเสิ่นซานที่ล้วงป้ายประจำตัวออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้หลี่เต้าไป
“หัวหน้า ในการออกเดินทาง เงินคือความกล้าของบุรุษ แม้ว่าคุณหนูสามจะไม่ขัดสนเงินทอง แต่จะให้สตรีควักเงินคงไม่เหมาะ นี่คือป้ายประธานสมาคมการค้าของพวกเรา ไม่เคยมีโอกาสมอบให้ท่าน เมื่อมีป้ายนี้แล้ว หากต้องการใช้เงินระหว่างเดินทาง เพียงแค่ติดต่อกับพ่อค้าก็พอ”
“ขอให้หัวหน้าสนุกกับการทัศนาจร”
หลี่เต้ามองดูเสวี่ยปิงและคณะด้วยสีหน้าประหลาด ก่อนจะหันไปมองเสิ่นซาน เสิ่นซานหรี่ตายิ้ม ไม่เห็นร่องรอยพิรุธเลยแม้แต่น้อย ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ หลี่เต้าจึงหันไปมองเถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
ก่อนที่สายตาจะสบกัน เถี่ยซานเหนียงก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเสียก่อน หลี่เต้าชั่งน้ำหนักป้ายในมือแล้วเก็บมันไว้ ก่อนจะเอ่ยว่า
“งั้นก็แค่นี้แหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น พวกเสวี่ยปิงก็ต่างกำหมัดแน่น หลี่เต้าหันไปมองทิวทัศน์ของเจียงโจวที่พอจะมองเห็นได้จากในระยะไกล ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้าได้ยินมาตลอดว่าเจียงโจวมีทิวทัศน์งดงาม อีกทั้งยังมีหญิงงามมากมาย ลองเที่ยวชมดูก็ไม่เลว”
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นถามว่า “ซานเหนียง เจ้าคงจะคุ้นเคยที่นี่ดีสินะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เถี่ยซานเหนียงจึงต้องเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพยักหน้าเบาๆ “เจียงโจวมีอีกชื่อว่าซางโจว นอกเหนือจากเมืองหลวงแล้ว ตระกูลเถี่ยก็ลงทุนกับที่นี่มากที่สุด ข้าเองก็มาที่นี่บ่อยๆ”
หลี่เต้าพยักหน้า “งั้นต่อจากนี้ก็ต้องรบกวนซานเหนียงแล้ว”
เถี่ยซานเหนียงส่ายหน้า “พี่หลี่มากพิธีเกินไปแล้ว”
สุดท้ายหลี่เต้าก็หันหลังกลับมาโบกมือให้เสิ่นซานและคนอื่นๆ พลางกล่าวว่า “เอาละ พวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
หลังพูดจบ หลี่เต้าก็ไม่สนใจพวกเขาอีก ก้าวเท้าเดินจากไปทันที
เมื่อเถี่ยซานเหนียงเห็นเช่นนั้น นางก็พาปี๋โหย่วเอ๋อร์ก้าวเท้าตามไป พอจางเมิ่ง เสวี่ยปิง และคนอื่นๆ มองแผ่นหลังของทั้งสามที่เดินจากไป พวกเขาก็ยังไม่รีบจากไปในทันที จางเมิ่งเกาศีรษะพลางกล่าวว่า “พวกเราทำเช่นนี้จะดีหรือ หากท่านหัวหน้ารู้ เขาคงไม่โกรธกระมัง”
เสวี่ยปิงยักไหล่จางเมิ่งพลางกล่าวว่า “อย่าลืมคำสัญญาของหญิงเหล็กสิ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จุดยืนของจางเมิ่งก็เปลี่ยนไปในทันที เขาเอ่ยปากว่า “ท่านหัวหน้าคงไม่โกรธหรอก อย่างไรเสียพวกเราก็ทำไปเพื่อท่าน”
ทันใดนั้น เสวี่ยปิงก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เขามองไปทางเสิ่นซานแล้วถามว่า “เถ้าแก่เสิ่น คุณหนูเถี่ยสัญญาอะไรกับท่านหรือ ถึงได้ทุ่มเทเช่นนี้”
เสิ่นซานหันกลับมาจ้องตา “เจ้าหมายความว่าอย่างไร อะไรคือสัญญาอะไร? ข้าเสิ่นซานมีความจงรักภักดีต่อท่านหัวหน้ามาโดยตลอด”
“แค่ต้องการสร้างโอกาสให้ท่านหัวหน้าเท่านั้น”
“หัวหน่ามีกิจการใหญ่โตขนาดนี้ย่อมต้องมีคนสืบทอด ข้าเสิ่นซานไม่ได้หมายตาสาขาเจียงโจวของคุณหนูเถี่ยเด็ดขาด ไม่จริงๆ!”
จางเมิ่ง “…”
เสวี่ยปิง “…”
“เจ้าอ้วน!”
เว่ยอวิ๋นพลันชูนิ้วกลางขึ้นมา “หน้าด้านของเจ้านี้หนาจริงๆ ตอนแรกข้าถึงได้มองไม่ออก”
“หนาหรือ?”
เสิ่นซานลูบแก้มตัวเองพลางพึมพำว่า “หนาแค่ไหนก็ไม่หนาเท่าหัวหน้าหรอก หน้าของหัวหน้าแม้แต่ยอดฝีมือระดับเทพมนุษย์ก็ยังทำลายไม่ได้”
ทันใดนั้น สีหน้าของเว่ยอวิ๋นก็พลันดำทะมึน
นี่มันเรื่องเดียวกันที่ไหน!