ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 67 ท่านกำลังจะจากไปแล้วหรือ?
บทที่ 67 ท่านกำลังจะจากไปแล้วหรือ?
เวลาที่ผ่อนคลายมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา หลี่เต้าและจิ่วเอ๋อร์ได้พำนักอยู่ในหมู่บ้านเถาหยวนจนล่วงเลยมาสิบวันแล้ว ตลอดสิบวันที่ผ่านมา หลี่เต้าได้ยื่นมือช่วยเหลือหญิงสาวที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านเถาหยวน จนพวกนางสามารถจัดการฝังศพของทุกคนได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ กาลเวลาที่ล่วงเลยไปทำให้อารมณ์ของพวกนางค่อย ๆ คลายจากความหวาดกลัวและตื่นตระหนกในวันแรก นี่คือความแข็งแกร่งของผู้คนในยุคนี้ ความสามารถในการเผชิญหน้ากับแรงกดดันอันหนักหน่วงด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยว มรสุมแห่งความทุกข์ยากเป็นเพียงบททดสอบเพียงชั่วคราว มิอาจทำลายพวกนางให้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
ในค่ำคืนที่สิบของการพำนักในหมู่บ้านเถาหยวน ในลานบ้านกลางหมู่บ้านเถาหยวน เปลวไฟจากกองฟืนลุกโชนสว่างไสว สาดแสงอันอบอุ่นไปทั่วบริเวณ ขณะนี้หญิงสาวทุกคนได้ละวางภาระในมือลง พลางก้าวมานั่งล้อมรอบกองไฟจากทั้งสองด้าน หลี่เต้านั่งอยู่มุมหนึ่งของวงล้อม เปลวไฟสะท้อนแสงอ่อน ๆ บนใบหน้าที่นิ่งสงบ เขาเอ่ยเล่าเรื่องราวอย่างช้า ๆ “และแล้ว หลังจากความร่วมมือกันของผู้คนมากมาย ชนเผ่าต่างถิ่นก็ยอมศิโรราบ ธงสีแดงโบกสะบัดบนผืนดินทุกแห่งของประเทศนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่นำพาให้ทุกคนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่”
เมื่อเรื่องราวสิ้นสุด หลี่เต้าก็หยิบถ้วยชาที่จิ่วเอ๋อร์รินไว้อย่างพิถีพิถันขึ้นมาจิบเบา ๆ ก่อนจะวางถ้วยลงพลางกล่าวช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เอาล่ะ เรื่องราวก็จบลงเพียงเท่านี้” เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงนิ่งเงียบ คล้ายจมอยู่ในห้วงความคิด หลี่เต้าจึงเอ่ยถามขึ้น “หากผู้ใดไม่เข้าใจ ข้าสามารถช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเจ้าได้”
คำพูดของเขาเพิ่งจบลง สตรีนางหนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกองไฟก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้นอย่างลังเล ดวงตาของนางสะท้อนแสงไฟที่ลุกโชน หลี่เต้ามองดูแล้วยิ้มบาง “หลิวเซี่ย เจ้ามีอะไรจะถามหรือ?” ตลอดสิบกว่าวันที่ได้อยู่ร่วมกัน ด้วยความจำอันเป็นเลิศของหลี่เต้าทำให้เขาจดจำชื่อและใบหน้าของผู้คนในหมู่บ้านเถาหยวนได้ทุกคน จนเขาสามารถเอ่ยนามพวกนางได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน หลิวเซี่ยที่นั่งอยู่ใกล้กองไฟ แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ทว่าก็ยังรวบรวมความกล้ากล่าวถามเสียงเบา “ท่านผู้มีพระคุณ … เรื่องที่ท่านเล่าว่า สตรีสามารถแบกรับภาระได้ครึ่งหนึ่งนั้น เป็นความจริงหรือ?”
คำถามนี้เรียกความสนใจจากสตรีที่เหลือ ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองหลี่เต้าด้วยสายตาเปี่ยมความอยากรู้อยากเห็น บรรยากาศรอบกองไฟพลันเต็มไปด้วยความตื่นตัว ราวกับคำพูดหนึ่งประโยคได้จุดประกายความหวังและความฝันในใจพวกนาง พวกนางเคยได้ยินประโยคนี้ในเรื่องเล่ามาก่อน แต่ไม่เคยคิดจริงจัง เพียงคิดว่าเป็นแค่นิทานเท่านั้น เพราะตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ พวกนางรับรู้มาว่าตนเองเป็นเพียงเครื่องประดับของยุคสมัย บ่อยครั้งที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวโทษสตรีว่าเป็นตัวการแห่งหายนะ ทำลายบ้านเมือง และนำโทษภัยมาสู่แผ่นดิน เสียงวิจารณ์เหล่านั้นคล้ายเงามืดที่บดบังศักดิ์ศรีและคุณค่าของพวกนาง
แต่เมื่อมีผู้กล้ากล่าวถามออกมาเช่นนี้ ทุกสายตาในวงล้อมต่างจับจ้องไปที่หลี่เต้า พวกนางปรารถนาคำตอบที่อาจเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างกำลังใจ โดยเฉพาะเมื่อคำตอบนั้นจะมาจากท่านผู้มีพระคุณ ผู้ที่พวกนางให้ความเคารพและเชื่อมั่นยิ่งนัก เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้ามองดูทุกคนพลางพยักหน้าตอบว่า “หากสตรีทุกคนเป็นเช่นพวกเจ้า สิ่งที่ข้าพูดก็เป็นความจริง” ที่ต้องเน้นว่าเป็นสตรีเช่นพวกนาง เพราะสตรีบางคนนั้นไม่อาจแบกรับอะไรได้จริง ๆ แม้แต่การยืนตัวตรงให้เรียบร้อยก็ยังเป็นปัญหา
เมื่อได้ยินคำตอบยืนยันจากหลี่เต้าดวงตาของพวกนางทั้งหมดที่อยู่ในที่นั้นก็เปล่งประกายขึ้นมา แต่เดิมเมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป พวกนางถึงกับไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หลังจากความโศกเศร้าจางหายไป สิ่งที่เหลืออยู่ในใจมากที่สุดนั่นคือความสับสน ทั้งหมู่บ้านไม่มีบุรุษเหลืออยู่เลย พวกนางที่เหลืออยู่จะทำเช่นไรดี ยามนี้เมื่อได้ยินคำกล่าวที่ว่าสตรีสามารถแบกรับภาระครึ่งหนึ่งได้ พวกนางก็รู้สึกว่าตนเองก็สามารถแบกรับภาระที่เคยเป็นของบุรุษในครอบครัวได้เช่นกัน เมื่อเห็นเหล่าสตรีกระซิบกระซาบกัน หลี่เต้าพยักหน้าเบา ๆ ดูเหมือนว่าจะได้ผลแล้ว เช่นนั้นเขาก็สามารถจากไปได้อย่างวางใจ
“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านกำลังจะจากไปแล้วหรือ?” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในฝูงชน หลี่เต้าชะงักไปเล็กน้อย สายตามองไปยังฝูงชน เห็นสตรีที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าผู้หนึ่งลุกขึ้นมองมาที่เขา นางก็คือสตรีที่เขาเคยช่วยแบกน้ำให้ในครั้งก่อน หากจำไม่ผิด นางมีนามว่าหลิวซิ่วเอ๋อร์ เนื่องจากเสียงของหลิวซิ่วเอ๋อร์ที่เปล่งออกมาไม่ได้แผ่วเบานัก คำถามนั้นจึงลอยผ่านกองไฟไปถึงหูของหญิงสาวคนอื่น ๆ ในที่นั้น
ดวงตาของพวกนางเผยความตื่นตระหนกออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ราวกับคำถามนั้นได้สะกิดบางสิ่งในจิตใจของพวกนาง แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าผู้มีพระคุณของพวกนางจะจากไป พวกนางก็ยังรับมันไม่ได้ในทันที
“ใช่แล้ว พวกข้าต้องจากไปแล้ว” หลี่เต้าไม่ได้ปฏิเสธ บางสิ่งบางอย่างไม่อาจปิดบังคนฉลาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลิวซิ่วเอ๋อร์หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขา
“ท่านผู้มีพระคุณจะจากไปจริง ๆ หรือ? อยู่ต่ออีกสักพักเถิดเจ้าค่ะ”
“ท่านผู้มีพระคุณ ข้าขอร้องท่านอย่าได้จากไปเลย”
“ท่านอยู่ต่อไม่ได้หรือ พวกเราไม่อยากให้ท่านไป”
“…”
ในหมู่ผู้คนเริ่มมีเสียงรั้งให้อยู่ต่อดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หลี่เต้าจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ทันใดนั้นหลิวซิ่วเอ๋อร์ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดออกมา “ทุกคนเงียบก่อน! ท่านผู้มีพระคุณมีธุระของท่าน พวกเจ้าไม่อาจก้าวก่ายการตัดสินใจของท่านได้ ท่านช่วยชีวิตพวกเราและช่วยแก้แค้นให้ นี่พวกเจ้าจะตอบแทนบุญคุณท่านด้วยการก่อความวุ่นวายเยี่ยงนี้หรือ? พวกเจ้ายังมีจิตสำนึกอยู่หรือไม่?”
หลังจากหลิวซิ่วเอ๋อร์พูดจบ ทุกคนก็พากันเงียบกริบในทันที แต่ละคนแสดงสีหน้าละอายใจ บางคนถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมา เมื่อมองดูหลิวซิ่วเอ๋อร์แล้ว หลี่เต้าก็อดรู้สึกชื่นชมนางไม่ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับการข่มขู่ของทหารม้าเป่ยหมาน นางก็ไม่ลังเลที่จะทำลายโฉมของตนเองเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ อีกทั้งยังคาดเดาได้ว่าเขากำลังจะจากไป และตอนนี้ก็ยังสามารถควบคุมสตรีที่เหลือได้ด้วยกำลังของตนเองเพียงคนเดียว ถ้าอยู่ในโลกปัจจุบัน นางต้องเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งแน่นอน
เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน หลิวซิ่วเอ๋อร์จึงหันไปมองหลี่เต้า ตุบ! หลิวซิ่วเอ๋อร์คุกเข่าลงทันที “ท่านผู้มีพระคุณ แม้พวกเราจะไม่ได้เล่าเรียนมามากมาย แต่พวกเราก็รู้ว่าบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้นั้นยากจะตอบแทน น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีกำลังความสามารถจะตอบแทนบุญคุณท่านในยามนี้ หากภายภาคหน้า ท่านผู้มีพระคุณมีเรื่องใดที่พวกเราพอจะช่วยได้ ขอท่านโปรดนึกถึงพวกเรา บุญคุณครั้งนี้พวกเราจะไม่มีวันลืมชั่วชีวิต”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หญิงสาวที่เหลือก็พากันคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกัน “บุญคุณครั้งนี้พวกเราจะไม่มีวันลืมชั่วชีวิต” จากนั้นหญิงสาวทั้งหมดก็เริ่มก้มศีรษะคำนับ
“คุณชาย…” ด้านข้าง จิ่วเอ๋อร์เห็นภาพตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
หลี่เต้าส่ายหน้า “ไม่เป็นไร” เพราะเขาเข้าใจดีว่านี่คือสิ่งเดียวที่พวกนางทำได้ หากปฏิเสธก็เท่ากับเป็นการดูถูกพวกนาง ผ่านไปสองสามลมหายใจ หลี่เต้าเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว จึงเอ่ยเตือนขึ้นว่า “เอาล่ะ พอแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวซิ่วเอ๋อร์ก็หยุดลงในทันที คนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นก็พากันหยุดตามไปด้วย
หลี่เต้าพลันยิ้มบาง ๆ “ไม่ต้องมองแล้ว พวกเจ้าเช็ดหน้าผากกันก่อนเถอะ” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สตรีทั้งหลายต่างมองหน้ากัน พบว่าทุกคนล้วนมีรอยดำอยู่ที่หน้าผาก ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นทำลายความเงียบ ราวกับว่านี่เป็นสัญญาณบางอย่าง ทุกคนต่างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา พร้อมกับปัดเป่าความทุกข์ที่สะสมมานานในใจให้สลายไป
ครู่หนึ่งผ่านไป เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง หลี่เต้าปรบมือเบา ๆ “เอาล่ะ หยุดขบขันกันก่อน” เมื่อเห็นผู้มีพระคุณเอ่ยปาก สตรีทั้งหลายก็พากันหยุดหัวเราะ หลี่เต้ามองดูสตรีทั้งหลายแล้วกล่าวว่า “พวกเราได้อยู่ร่วมกันมาสิบวัน ก็นับว่ามีวาสนาต่อกันแล้ว ก่อนจากลากัน ข้าจะมอบของขวัญให้พวกเจ้าสักอย่าง”
ทันใดนั้น หญิงสาวทั้งหลายต่างเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น หลี่เต้าโบกมือเรียก จิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็นำห่อของมาวางตรงหน้าเขา
“หลิวซิ่วเอ๋อร์”
“เจ้าค่ะ ท่านผู้มีพระคุณ”
“เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ”
หลิวซิ่วเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน เดินไปหน้าหลี่เต้ากล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านผู้มีพระคุณ”
“ของสิ่งนี้ข้ามอบให้พวกเจ้า” หลี่เต้าวางห่อของในมือลงบนมือของนาง
“ท่านผู้มีพระคุณ ของในห่อนี้คือ…”