ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 68 จับปลาให้ มิสู้สอนให้จับปลา
บทที่ 68 จับปลาให้ มิสู้สอนให้จับปลา
“เจ้าลองเปิดดูเองก็จะรู้”
“ข้าเปิดได้หรือ?”
“แน่นอน เมื่อข้ามอบให้พวกเจ้าแล้ว มันก็เป็นของพวกเจ้า” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวซิ่วเอ๋อร์ค่อย ๆ เปิดห่อของอย่างระมัดระวังด้วยมือที่สั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น ความเงียบสงัดในลานบ้านเพิ่มความคาดหวังให้ทุกคน สิ่งที่ปรากฏออกมาจากห่อของนั้นคือหนังสือสามเล่ม เมื่อเห็นหนังสือทั้งสามเล่มชัดเจน หลิวซิ่วเอ๋อร์สะดุ้งตกใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง รีบกล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านผู้มีพระคุณ ข้า… ข้าไม่อาจรับได้ สิ่งนี้ล้ำค่าเกินไป”
“ล้ำค่าหรือ?” หลี่เต้าส่ายหน้าพลางกล่าว “สิ่งเหล่านี้ไร้ค่าสำหรับข้า”
“แต่ว่า…” หลิวซิ่วเอ๋อร์ยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
“ไม่มีแต่ว่า” หลี่เต้าตัดบทนาง พูดตรง ๆ ว่า “เจ้าไม่อยากจะกุมชะตาชีวิตไว้ในมือตัวเองหรือ? หรือว่าเจ้าอยากเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งในหมู่บ้านเถาหยวน? ดูพวกนางที่อยู่เบื้องหลังเจ้าสิ พวกนางจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร?” คำพูดแต่ละประโยคราวกับคมดาบที่แทงตรงเข้าไปในหัวใจของหลิวซิ่วเอ๋อร์ สะเทือนอารมณ์และความคิดที่เคยพร่าเลือน ให้กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง
หลี่เต้าสังเกตเห็นความสับสนในแววตาของหลิวซิ่วเอ๋อร์ จึงยื่นมือไปลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน “ยังมีปัญหาที่เป็นจริงอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือพวกเจ้าที่เป็นคนธรรมดาเช่นนี้ จะช่วยเหลือข้าได้อย่างไร? มีเพียงการเพิ่มพลังเท่านั้น หรือว่าที่พวกเจ้าพูดถึงการตอบแทนบุญคุณนั้น เป็นเพียงคำพูดลอย ๆ ไม่ได้คิดจะทำให้เป็นจริง”
“ไม่ใช่!” หลิวซิ่วเอ๋อร์รีบส่ายหน้า จากนั้นก็เงียบลงอย่างฉับพลัน นางก้มมองห่อของในมือ ข้างในมีหนังสืออยู่สามเล่ม
คัมภีร์หวงรื่อ
วิชาดาบวายุคลั่ง
กระบวนทัพค่ายกลยวนยาง
ในนั้นคัมภีร์หวงรื่อเป็นของที่หลี่เต้าได้มาจากแม่ทัพชนเผ่าเป่ยหมานผู้หนึ่ง ส่วนวิชาดาบวายุคลั่งนั้น เป็นวิชาที่เขาปรับปรุงมาจากวิชาดาบวายุ เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่จะเริ่มฝึกได้อย่างรวดเร็ว ส่วนกระบวนทัพค่ายกลยวนยางที่อยู่ท้ายสุดนั้น มาจากกลยุทธ์ฝูถู เป็นกระบวนทัพง่าย ๆ และใช้คนไม่มาก เหมาะสำหรับเหล่าสตรีในหมู่บ้านเถาหยวน ส่วนเหตุผลที่มอบสิ่งเหล่านี้ให้พวกนาง ก็เพราะจับปลาให้ มิสู้สอนให้จับปลา*[1] นั่นเอง แทนที่จะคอยเป็นห่วงพวกนาง สู้ให้พวกนางได้เพิ่มพูนความแข็งแกร่งด้วยตัวเองจะดีกว่า
ไม่จำเป็นต้องให้พวกนางแข็งแกร่งมากนัก เพียงแค่ทุกคนได้เรียนรู้คัมภีร์หวงรื่อขั้นพื้นฐาน จนกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าเป่ยหมานเหล่านั้น ก็คงไม่ถึงกับปล่อยให้พวกมันบุกเข้าหมู่บ้านเถาหยวนได้ง่ายดายเช่นนั้น หากมีบางคนฝึกฝนได้ดีกว่าคนอื่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าเป่ยหมานเหล่านั้นอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะได้
เมื่อเห็นหลิวซิ่วเอ๋อร์นิ่งเงียบ หลี่เต้าจึงไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เขามองไปที่มือทั้งสองของนางที่กำแน่นอยู่ข้างกาย ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาลึก ๆ ในใจของหลิวซิ่วเอ๋อร์ นางต้องการโอกาสที่จะกุมชะตาชีวิตของตัวเอง ก้าวไปข้างหน้าด้วยมือของตนเอง ไม่พึ่งพาผู้อื่น ในที่สุด ผ่านไปครู่หนึ่ง หลิวซิ่วเอ๋อร์ก็ผ่อนคลายลง มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายออก ดวงตาของนางที่เคยเต็มไปด้วยความกังวลเริ่มสงบลงอย่างช้า ๆ
นางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ประกายไฟในดวงตาของหลิวซิ่วเอ๋อร์เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน แม้หลี่เต้าจะไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นประกายไฟจากความโกรธ ความท้าทาย หรือความมุ่งมั่น แต่เขาก็เข้าใจทันทีว่า นางได้ยอมรับแล้ว “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ” หลิวซิ่วเอ๋อร์ไม่รู้จะพูดอะไร นางจึงเอ่ยประโยคเดิมที่เคยพูดบ่อย ๆ ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้น้ำเสียงที่หลุดออกมาดูเหมือนจะมีความแตกต่างไปจากที่เคยราวกับว่ามันแฝงไว้ด้วยความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่นที่เกือบจะกลายเป็นความบ้าคลั่ง
หลี่เต้าไม่ได้คิดอะไรมาก ขอเพียงนางเข้าใจก็พอแล้ว
… วันรุ่งขึ้น ยามเช้าตรู่ แสงแดดแรกเริ่มทอแสงอ่อน ๆ นอกหมู่บ้านเถาหยวน หลี่เต้าจูงรถม้าค่อย ๆ เดินมาบนถนนโบราณที่ทอดยาวออกจากหมู่บ้าน เสียงก้าวเดินของเขาและเสียงล้อรถม้าที่ค่อย ๆ กลิ้งไปตามพื้นดินที่ไม่เรียบเป็นจังหวะ เบื้องหลังของเขายังมีหลิวซิ่วเอ๋อร์และกลุ่มคนอีกหลายคนเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ
พวกนางมองดูหลี่เต้าที่อยู่บนรถม้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ไม่อาจเอ่ยคำใด หลี่เต้ากระโดดขึ้นนั่งบนรถม้าหันกลับมามองผู้คนเบื้องหลัง พลางเอ่ยเสียงเบาว่า “เอาล่ะ ส่งข้าถึงตรงนี้ก็พอแล้ว พวกเจ้ารีบกลับไปเถิด” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด สุดท้ายได้แต่ค้อมกายพร้อมกันพลางเอ่ยว่า “ท่านผู้มีพระคุณ ลาก่อน”
หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ “หวังว่าวันหน้าจะได้พบพวกเจ้าอีก รักษาตัวด้วย”
“ไป!” พร้อมกับเสียงแส้ม้าดังขึ้น รถม้าก็เคลื่อนตัวบนถนนโบราณ ค่อย ๆ มุ่งหน้าสู่ที่ไกลออกไป ทิ้งไว้เพียงเงาร่างที่ยืนมองดูอยู่ไกล ๆ หลังผ่านไปนาน เมื่อรถม้าหายลับไปที่ปลายถนนโบราณแล้ว ทุกคนจึงค่อย ๆ ได้สติ สีหน้าแห่งความเศร้าเสียใจยากจะปิดบัง
ด้านข้าง หลิวซิ่วเอ๋อร์มองดูสีหน้าของทุกคนอยู่เงียบ ๆ นางเดินออกมาแล้วเอ่ยปากขึ้นทันทีว่า “ข้าจะถามพวกเจ้าสักคำ พวกเจ้าต้องการตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณหรือไม่?”
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็รีบพากันเอ่ยขึ้น
“ต้องการสิ จะไม่ต้องการได้อย่างไร ตอนนั้นข้าสิ้นหวังเสียจนแทบขาดใจ หากไม่ใช่เพราะผู้มีพระคุณ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีกำลังใจใดให้มีชีวิตอยู่ต่อไป”
“ตอนนั้นข้าเกือบตายในมือของพวกชนเผ่าเป่ยหมาน หากไม่ใช่เพราะผู้มีพระคุณ ข้าคงไม่รอดมาได้เช่นนี้”
“ข้าเกือบเสียความบริสุทธิ์ไป ล้วนเป็นเพราะผู้มีพระคุณที่ช่วยพวกเราเอาไว้”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวซิ่วเอ๋อร์จึงพยักหน้า “เมื่อพวกเจ้าล้วนต้องการตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ เช่นนั้นนับจากวันนี้ พวกเราต้องทำสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือการเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง เพราะมีเพียงการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเท่านั้น พวกเราจึงจะเป็นคนที่มีประโยชน์ได้ มีเพียงการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเท่านั้น พวกเราจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ผู้มีพระคุณกล่าวว่าสตรีสามารถแบกรับภาระครึ่งหนึ่งได้ แต่พวกเจ้าลองถามตัวเองดู พวกเจ้าทำได้จริงหรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างรู้สึกละอายใจ เมื่อวานได้ยินแล้วรู้สึกไพเราะ แต่วันนี้เมื่อได้สติ มองดูงานมากมายที่ทำไม่เสร็จในมือ พวกนางก็เริ่มสงสัยในตัวเอง ทันใดนั้น มีเสียงคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นว่า “หลิวซิ่วเอ๋อร์ เจ้าพูดมาตรง ๆ เถิด จะให้พวกเราทำอะไรกับเจ้า”
ดวงตาของหลิวซิ่วเอ๋อร์วาบไปด้วยประกายแห่งความหวัง นางเอ่ยขึ้นว่า “ฝึกวิชา!”
บำเพ็ญเซียน? ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างมีแววตาสับสน หลายคนไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ หลิวซิ่วเอ๋อร์เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็เข้าใจสาเหตุ จึงกล่าวตรง ๆ ว่า “พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก พวกเจ้าเพียงแต่ต้องรู้ว่า หากต้องการเป็นคนที่มีประโยชน์ เป็นคนที่มีค่าต่อผู้มีพระคุณ พวกเจ้าเพียงแค่ฟังข้าก็พอ”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา พร้อมกับพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน
“หลิวซิ่วเอ๋อร์ เจ้าเคยเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้าน งดงามที่สุด พวกเราจะฟังเจ้าเอง”
“หลิวซิ่วเอ๋อร์ แต่ก่อนข้าไม่ยอมรับเจ้า แต่เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าเจ้าแล้ว ข้าถึงได้เห็นความเด็ดเดี่ยวในตัวเจ้า ดังนั้นข้าจะเชื่อฟังเจ้า”
“ข้าด้วย!”
“ข้าก็เช่นกัน”
เมื่อเห็นทุกคนต่างเห็นด้วย หลิวซิ่วเอ๋อร์สูดหายใจลึก รู้สึกว่าบนบ่าที่บอบบางของนางมีภาระเพิ่มขึ้นมากมาย แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางก็ฮึดสู้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางพูดกับตัวเองในใจเบา ๆ “ท่านผู้มีพระคุณ พวกเราจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน”
[1] จับปลาให้ มิสู้สอนให้จับปลา เป็นสำนวนจีน มีความหมายว่า สอนความรู้ให้กับคนอื่น สู้สอนวิธีหาความรู้ใส่ตัวเองไม่ได้