ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 680 ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว
ภายใตการนำของสวีหุยผู้เป็นแม่ทัพ กองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายได้ค่อยๆ เดินมาถึงเชิงบันไดจวน
ก่อนที่หลี่เต้าจะทันได้เอ่ยปาก กองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายก็พลิกตัวลงสู่พื้นพร้อมกัน
“ทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายรายงานตัว!”
“ขอเชิญท่านผู้บัญชาการตรวจตรา!”
ทหารทั้งสามพันนายเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน โค้งคำนับด้วยท่าคารวะ ส่วนหมาป่าที่อยู่รอบข้างก็พากันก้มตัวลงตามไปด้วย
อืม มาถึงดีแล้ว หลี่เต้าพยักหน้าเบาๆ
จากนั้นเขาหันไปมองซุนชุนเถียนและเถี่ยเหยียนจื้อพลางกล่าวว่า “ในเมื่อคนของมาถึงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรังรออยู่ที่นี่อีก” หลี่เต้าค่อยๆ เดินลงบันไดไปท่ามกลางสายตาของทุกคน ในตอนนั้นเองเสี่ยวเฮียก็ได้เดินออกมาจากกลุ่มหมาป่า บนตัวของมันยังมีงาวมังกรทมิฬและชุดเกราะเบาที่เข้าชุดกันแขวนอยู่
หลี่เต้ายื่นมือไปลูบหัวเสี่ยวเฮีย จากนั้นเขาก็สวมชุดเกราะเบาบนร่าง แล้วหยิบงาวมังกรทมิฬขึ้นมา
เมื่อเสร็จแล้วเขาก็กระโดดขึ้นหลังเสี่ยวเฮียอย่างคล่องแคล่วว่องไว สุดท้ายเขาเหลือบมองซุนชุนเถียนที่อยู่บนบันไดแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้เถี่ยซานเหนียงและคนอื่นๆ แล้วค่อยตบหัวเสี่ยวเฮียเบาๆ เสี่ยวเฮียส่งเสียงหอนออกมาก่อนจะหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
สวีหุยและกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายก็ติดตามไปติดๆ ไม่นานนักกองทัพหมาป่าผู่ถูก็ทยอยเคลื่อนขบวนออกไป ละทิ้งถนนสายยาวไว้เบื้องหลัง จนกระทั่งกองทัพหมาป่าผู่ถูหายลับไปจากสายตา ทุกคนถึงได้สติกลับคืนมา
“บัดซบ! เหตุใดพี่เขยจึงไม่พาพวกเราไปด้วยเล่า!”
ทันใดนั้นเถี่ยขวางเหรินก็พลันเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเสียดาย แม้ว่าเขาจะรู้สึกหวั่นเกรงต่อบรรยากาศของกองทัพหมาป่าผู่ถู แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูช่างน่าเกรงขาม
เกรงขามจนเขาแทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะเข้าร่วมด้วย
เถี่ยซานเหนียงไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ปกติแล้วนางสามารถลากตัวหลี่เต้าไปไหนมาไหนด้วยได้ แต่ต่อหน้ากองทัพหมาป่าผู่ถูนางก็ยังรู้จักความเหมาะสม นางมองน้องชายก่อนจะกล่าวว่า “พวกเราไปกันเองก็พอ แค่รีบหน่อย ถ้าช้าจะไม่ทันความสนุกเอาได้”
หลังพูดจบนางก็พาปี๋โหย่วเอ๋อร์ตามไปยังทิศทางที่กองทัพหมาป่าผู่ถูหายไป
“คุณหนู รอข้าด้วย!”
พอเถี่ยขวางเหรินเห็นดังนั้น เขาก็รีบวิ่งตามไปทันที
สุดท้ายที่นอกประตูจวนก็เหลือเพียงแค่ซุนชุนเถียนและเถี่ยเหยียนจื้อเท่านั้น
เถี่ยเหยียนจื้อประสานมือคำนับซุนชุนเถียนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก พลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมือง ข้าเองก็จะขอตัวไปก่อนแล้ว หากท่านคิดจะทำอะไรก็รีบทำเสียให้เร็วเถิด มิเช่นนั้นเกรงว่าจะไม่ทันการณ์”
หลังจากที่เหลือเพียงซุนชุนเถียนคนเดียว เขาคุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเริ่มขยับตัว ปากก็พึมพำไม่หยุด “เรื่องที่ตนเองก่อไว้ก็ต้องแบกรับเอง”
อีกด้านหนึ่ง ณ ลานตรวจสอบสายเลือด ก่อนหน้านี้แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ผู้คนที่มาตรวจสอบสายเลือดเพื่อหวังจะเข้าร่วมสำนักต่างๆ ก็ยังคงหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
จากตอนแรกที่เมื่อผู้มีพรสวรรค์ทางสายเลือดปรากฏตัว จะดึงดูดสายตาของผูคนมากมาย
จนถึงตอนนี้เมื่อผู้มีพรสวรรค์ทางสายเลือดปรากฏตัวก็ไม่มีใครแปลกใจมากแล้ว
มีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์ทางสายเลือดระดับสูงเท่านั้นที่จะดึงดูดสายตาของผูคนได้ แม้ว่าคนจากหลายสำนักจะถูกหลี่เต้าทำให้ผิดหวัง แต่ภายนอกพวกเขาก็ต่างแสดงออกว่าพึงพอใจ
กระทั่งสระหยกที่มีข้อเรียกร้องสูงที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ยังรับคนเข้าสำนักไปไม่น้อย สรุปคือหลักการเดิมก่อนหน้านี้ ผู้มีพรสวรรค์ทางสายเลือดถูกกดข่มมานานเพราะเส้นชีพจรมังกรยังไม่ฟื้นคืน แต่บัดนี้เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนแล้ว พลังสายเลือดจึงถูกปลดปล่อยตามไปด้อย
ดังนั้นผู้มีพรสวรรค์มากมายจึงเริ่มทยอยปรากฏตัวออกมา
พวกเขาถือเป็นคนรุ่นที่โชคดีที่สุดในยุคสมัยปัจจุบันนี้ เกรงว่าในเวลาไม่นานความรุ่งโรจน์ก็จะมาถึงสำนักของพวกเขาแล้ว
แม้ว่าที่นี่จะมีผู้มีพรสวรรค์ทางสายเลือดปรากฏตัวขึ้นมากมาย
แต่ก็จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ที่มีพรสวรรค์ทางสายเลือดเทียบเท่ากับเถี่ยซานเหนียงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงคิดถึงนางอยู่
ในสำนักกวาง ผู้คนจากสำนักต่างๆ กำลังยุ่งวุ่นวาย ในจำนวนนั้นผู้คนจากสำนักผกาครามดูจะยุ่งวุ่นวายที่สุด เพราะที่นั่นมีคนมารวมตัวกันมากที่สุด
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสำนักผกาครามมีข้อกำหนดเรื่องสายเลือดที่ผ่อนปรนมากกว่าสำนักชั้นสูงอื่นๆ มาก ทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกจากสำนักชั้นสูงอื่นๆ ต่างพากันมารวมตัวกัน
ในขณะนี้ พระกล้ามโตจากวัดเจดีย์ หรือก็คือผู้อาวุโสซีออ กำลังยืนอยู่กับซ่งเกอจากนครดาบ
“สำนักผกาครามดูจะทำตัวน่าเกลียดเกินไปแล้ว”
ผู้อาวุโสซีออเอ่ยปากด้วยสีหน้าไม่พอใจ ซ่งเกอส่ายหน้า “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้สำนักผกาครามมีข้อกำหนดการสืบทอดสายเลือดต่ำกว่าพวกเราเล่า จึงยอมกล้าทำอะไรเกินตัวกว่าพวกเราอยู่แล้ว”
“แต่นี่มันทำตามใจเกินไปแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปสำนักผกาครามจะมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าใดก็ไม่รู้”
ผู้อาวุโสซีออขมวดคิวกล่าว เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งเกอก็พยักหน้ากล่าว “ก็จริงอยู่ การกระทำเช่นนี้ของพวกเขาไม่ค่อยถูกต้องนัก หากนำความยุงยากมาให้คงไม่ดีแน่”
“ความยุ่งยากอะไรหรือ?”
“ลืมข้อตกลงระหว่างพวกเรากับราชสำนักไปแล้วหรือ?”
“ได้ออกแล้ว เจ้ารหัสเรื่องนั้นสินะ”
ผู้อาวุโสซีออมองดูผู้คนจากสำนักผกาครามพลางส่ายหน้าพูดว่า “หากเป็นในอดีตอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ตอนนี้จะมีความยุ่งยากอะไร”
“ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เงื่อนไขบางอย่างก็สมควรได้รับการแก้ไขเช่นกัน”
“แน่นอนว่าไม่ได้พูดเพื่อแก้ต่างให้สำนักผกาคราม เพียงแต่ษีนี่คือความเป็นจริง”
ซ่งเกอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ากล่าว “ที่เจาว่ามาก็ถูก ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เงื่อนไขก็ควรจะเปลี่ยนแปลงเสียที”
ทันใดนั้นผู้อาวุโสซีออก็พลันเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน “เจาว่าพวกเราลองออกไปข้างนอกดีหรือไม่”
พอได้ยินดังนั้น ซ่งเกอก็ชะงักไปชั่วขณะ “หมายถึงออกจากเจียงโจวหรือ?”
ผู้อาวุโสซีออพยักหน้า “ในเจ็ดมณฑลของต้าเฉียน หากจำกัดอยู่แค่เจียงโจวเพียงที่เดียวมันก็คับแคบเกินไปกระมัง”
ซ่งเกอพลันรู้สึกสนใจขึ้นมา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปากว่า “ถ้าอย่างนั้นก็หาเวลามาประชุมกันเพื่อหาวิธี…”
ทว่ายังไม่ทันที่ซ่งเกอจะพูดจบ
จู่ๆ ก็มีเสียงวุ่นวายดังขึ้นจากที่ไม่ไกลนัก ดึงดูดความสนใจของผูคนมากมายไป
“เกิดอะไรขึ้น?”
ในฐานะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของลานกว้าง เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ซ่งเกอย่อมต้องออกหน้าไปจัดการ ผู้อาวุโสซีออเงยหน้าขึ้นมองไปยังที่ไม่ไกลนัก เขาขมวดคิวพลางกล่าวว่า “ดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากด้านนอก”
“ข้าจะออกไปดู”
เมือกองทัพหมาป่าผู่ถูหลั่งไหลเข้ามาในถนนสายยาวก็เป็นเช่นเดียวกับครั้งก่อน พวกเขาดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้างมาได้ในทันที
ทุกหนแห่งที่พวกเขาผ่านไป ภายใต้พลังกดดันของกองทัพหมาป่า ผู้คนต่างพากันหลบหลีกไปสองข้างทางและด้านหลัง เนื่องจากสำนักต่างๆ กำลังรับคนเข้าสำนัก ถนนสายนี้จึงมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันอยู่ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้น แต่เมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูเข้ามาใกล้ ความวุ่นวายทั้งหมดนั้นก็สงบลงในทันที และเมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูเคลื่อนเข้าใกล้ลานกว้างมากขึ้นเท่าใด แรงกดดันบริเวณลานกว้างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าอย่าได้เบียดเสียดกันจนบุกรุกเข้าไปในลานกว้าง มิเช่นนั้นจะต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาเอง”
ทันใดนั้น เสียงของซ่งเกอได้ดังด้องขึ้นบริเวณลานกว้าง พลังกดดันของระดับมหาราชาปรมาจารย์แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณในชั่วพริบตา
ทว่ามันกลับไม่เกิดผลใดๆ เลย เพราะเมื่อเทียบกับพลังกดดันของระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว พลังกดดันของกองทัพหมาป่าผู่ถูกลับรุนแรงยิ่งกว่า เมื่อเห็นว่าตนเองไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ ซ่งเกอก็พลันขมวดคิวก่อนจะมองหาต้นตอของปัญหา สุดท้ายเขาก็ได้แตกระโดดออกมาจากฝูงชน
และพอเขาเพิ่งจะลงสู่พื้น ทั้งร่างก็พลันชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ดวงตาจะหดเล็กลงโดยฉับพลัน เพราะสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาตรงหน้าของเขามันคือ ศีรษะหมาป่าขนาดมหึมา