ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 686 อินออง
การเสียเปรียบต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ทำให้สีหน้าของผู้อาวุโสซีออดูย่ำแย่ลงในทันที
เขาจำพลังที่อยู่ในตัวสวีหุยได้ ไม่คิดว่าคนที่มีพลังเช่นนี้จะปรากฏขึ้นในหมู่ของขุนนางราชสำนัก ก่อนไม่นานนักก็สังเกตเห็นว่าทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูได้ยื่นมือไปจับศิษย์ของวัดเจดีย์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขายังเห็นว่าพุทธบูตรโดยกำเนิดที่เขาอุตส่าห์แย่งชิงมาก็ถูกจับตัวไปด้อย เมื่อเทียบกับศิษย์ทางการของวัดเจดีย์แล้ว พุทธบูตรโดยกำเนิดผู้นั้นยังไม่เคยฝึกวิชาจึงไม่มีพลังต้านทานกองทัพหมาป่าผู่ถูเลย
แม้แต่คนเดียว
“พวกยังจะดูต่อไปอีกหรือ? จะปล่อยให้พวกเขาพาคนไปจริงๆ หรือ?”
ผู้อาวุโสซีออหันกลับไปจ้องมองตัวแทนสำนักอื่น ๆ ด้วยความโกรธ พระชราไม่ได้ตอบในทันที แต่หันไปมองหลี่เต้า “ใต้เท้าหลี่ ตอนนี้หากหยุดทุกอย่างก็ยังทันการ อาตมาและคนอื่นๆ ไม่ได้มีเจตนาจะขัดแย้งกับทางราชสำนักจริงๆ ไม่สู้มานั่งปรึกษาหารือกันใหม่ดีกว่า”
หลี่เต้ามีสีหน้าเรียบเฉย “ไม่มีอะไรต้องปรึกษาหารือกันทั้งนั้น”
พระชราถอนหายใจอย่างจนปัญญา แต่ในชั่วขณะถัดมาก็เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นคมกริบอย่างยิ่ง
“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าได้โทษพวกข้าเลย พวกข้าก็จำเป็นต้องต้านทานอย่างไม่มีทางเลือก”
พระชราจงใจอธิบายว่า “แต่ใต้เท้าหลี่วางใจได้ พวกเราจะพยายามไม่ทำร้ายท่าน”
หลังเรื่องนี้จบ พวกเราจะส่งคนไปรายงานเรื่องนี้กับราชสำนักเป็นการเฉพาะ
ในสายตาของพระชราและคนอื่นๆ การกระทำทั้งหมดของหลี่เต้าล้วนเป็นเพราะความหุนหันพลันแล่นชั่วขณะ
หากราชสำนักล่วงรู้เรื่องนี้ เขาย่อมต้องเอนเอียงไปทางปลอบประโลมพวกเขาอย่างแน่นอน
หรือพูดอีกอย่างก็คือ เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ก็มิใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
เมื่อถึงเวลานั้นแล้วพวกเขาอาจจะใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองกับทางราชสำนัก เพื่อเพิ่มอิทธิพลของสำนักใหญ่ทั้งหลายในแคว้นต้าเฉียน เมื่อคิดได้ชัดเจนแล้ว ภายใต้การส่งเสียงของพระชรา ผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายก็ตัดสินใจแน่วแน่
แต่สระหยกที่มีสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าเป็นตัวแทนนั้น พวกนางไม่ได้เข้าร่วมด้วย ยังคงเป็นคำพูดเดิม หากผู้ใดไม่รุกรานพวกนาง พวกนางก็จะไม่รุกรานผู้ใด
หลี่เต้าไม่ได้มุ่งร้ายต่อพวกนาง พวกนางย่อมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
สำคัญไปกว่านั้น นางรู้สึกได้ว่าหลี่เต้ายังซ่อนความลับที่ลึกซึ้งกว่านี้ไว
“ใต้เท้าหลี่ ต้องขอล่วงเกินแล้ว!”
พระชราออกคำสั่งว่า “ลงมือได้ แต่ยาเพิ่งสังหาร”
พร้อมกับคำสั่งของพระชรา ศิษย์จากสำนักต่างๆ ก็ได้เริ่มลงมือโจมตีทันที
ทว่า…
“จัดทัพ!”
เมื่อเว่ยอวินและเหล่าแม่ทัพเห็นว่าอีกฝ่ายจะเอาจริงแล้ว พวกเขาก็ไม่คิดจะสุภาพอีกต่อไป หลังกองทัพหมาป่าผู่ถูจัดทัพเรียงแถว กองทัพวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวพร้อมด้วยเกียรติภูมิกองทัพก็ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วสนามในพริบตา ในชั่วขณะนั้นสีหน้าของเหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ ที่กล้าต้านทานก็พลันเปลี่ยนพร้อมกัน
ทุกคนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันเข้มข้นที่แผ่ปกคลุมไปทั่วร่าง ศิษย์ระดับเซียนเทียนของสำนักทั้งหลายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยภายใต้แรงกดดันนี้
แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ก็ยังรู้สึกไม่สบายตัว
ยามนี้ไม่เหมือนวันวาน
ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้นของกองทัพหมาป่าผู่ถูในปัจจุบันนี้ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพหมาป่าผู่ถูที่มีกำลังพลครบถ้วนก็ยังไม่อาจต้านทานได้ ยังไม่ทันได้ปะทะกับกองทัพผู่ถูก็คาดว่าพละกำลังคงถูกลดทอนเหลือเพียงสามส่วนด้วยกำลังเพียงสามส่วนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพผู่ถูและหมาป่าที่แต่ละตัวมีพลังเทียบเทาระดับเซียนเทียน ผลลัพธ์ก็มีเพียงอย่างเดียว ถูกขยำจนตาย และที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่านั้นคือกองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพยังส่งผลกระทบต่อผู้อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์อีกด้วย และผลกระทบนั้นยังครอบคลุมทั่วทั้งสนาม
ตราบใดที่ถูกปกคลุมอยู่ภายใต้กองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพ แม้แต่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ยังถูกกดทับพลังอย่างเท่าเทียมกัน แน่นอนว่าผลการกดทับอาจไม่รุนแรงเท่ากับที่ใช้กับผู้ยู่ในระดับปรมาจารย์ อย่างมากก็แค่กดทับพลังลงสักหนึ่งถึงสองส่วน สำหรับคนทั่วไป การถูกกดทับพลังหนึ่งถึงสองส่วนอาจดูไม่มาก แต่สำหรับระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้วนั่นถือว่ามากทีเดียว ทำให้พลังของพวกเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
และนี่เป็นเพียงผลกระทบต่อฝ่ายศัตรูเท่านั้น ส่วนพ้องของตนเองกองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพกลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล ในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้เปรียบเสียเปรียบ เว่ยอวินและจ้าวถงถึงกับสามารถต่อกรกับระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้สองสามกระบวนท่า
เมื่อรับรูได้ถึงพลังอันผิดปกตินั้น พระชราและคนอื่นๆ ก็พลันขมวดคิวในทันที
หากพวกเขาที่เป็นระดับมหาราชาปรมาจารย์ไม่ลงมือ ดูท่าศิษย์ในสำนักคงไม่อาจต้านทานกองทัพหมาป่าผู่ถูได้เลย ดังนั้น
“พวกเจ้าไปช่วยศิษย์ในสำนัก ข้าจะไปจับตัวคนผู้นั้นเอง”
หลังพูดจบพระชราก็เล็งเป้าหมายไปที่หลี่เต้า ในความคิดของพระชรา จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน ขอเพียงแค่จับตัวหลี่เต้าได้ ไม่ว่ากองทัพใต้บังคับบัญชาของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไรประโยชน์ ย่อมต้องหยุดมือไปเอง
ในเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางฝูงชนที่มามุงดู พอเถี่ยขวางเหรินสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ เขาก็ร้องอุทานออกมาว่า “พระชราผู้นั้นช่างไร้ยางอาย ถึงกับคิดจะลอบโจมตีพี่เขย”
“ลอบโจมตี?”
เถี่ยซานเหนียงไม่ได้อธิบายอะไร
จนถึงคืนนั้นเถี่ยขวางเหรินก็ยังไม่รู้ถึงพลังความสามารถที่แท้จริงของหลี่เต้า
“ข้าจะช่วยช่วยเจ้าเอง!”
ในขณะที่พระชราลงมือ ซ่งเกอแห่งนครดาบก็คอยระวังภัยอยู่ข้างๆ
เขามองไปทางเสี่ยวเฮียที่อยู่ใต้ร่างของหลี่เต้าด้วยสีหนาระแวดระวัง
เขารู้ว่าหมาป่ายักษ์ผิดปกติตัวนี้มีพลังที่ไม่ธรรมดา แต่ความระแวดระวังและการเตรียมพร้อมของซ่งเกอนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เมื่อเผชิญหน้ากับการจู่โจมของพระชรามันยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ในดวงตาฉายแววเยาะเย้ยราวกับเป็นมนุษย์
“ใต้เท้าหลี่ ขอหลีกเกินแล้ว!”
พระชราทำท่าทางเหมือนผู้เมตตาสรรพสัตว์ เขายกมือขึ้นหมายจะจับตัวหลี่เต้า
คำพูดนั้นข้าขอคืนให้เจ้า!
ในตอนที่มือของพระชรากำลังจะแตะถูกตัวหลี่เต้า ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น บนใบหน้าฉายแววขบขัน
ในชั่วขณะถัดมา ดวงตาของพระชราก็พลันฉายแววตกตะลึง