ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 692 ทะลวงขั้น? จบแล้ว?
ในกองทัพ หากพูดถึงจำนวนศัตรูที่สังหารได้ด้วยตนเอง แทบไม่มีผู้ใดเทียบได้กับพระชั่วตรงหน้านี้
แม้แต่นักฆ่าที่โหดเหี้ยมที่สุดในกองทัพหมาป่าผู่ถูก็ยังทำไม่ได้ แต่หลี่เต้านั้นแตกต่าง เพราะด้วยพลังเลือดวิเศษและการเชื่อมโยงพลังลมปราณ พลังสังหารที่กองทัพหมาป่าผู่ถูได้จากการฆ่าศัตรูจะถูกแบ่งปันมายังหลี่เต้าด้วย ขณะเดียวกันตัวหลี่เต้าเองก็สังหารศัตรมานับไม่ถ้วน
ผู้ที่ตายด้วยน้ำมือของเขา ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีนับล้านคน
เมื่อรวมกับจิตสังหารและพลังจากคุณสมบัติหลายแสนแต้มของจอภาพพลังกายแล้วนั้น มันจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด?
หลี่เต้าไม่เคยรู้และไม่เคยลองมาก่อน เขาสัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายอันบริสุทธิ์ที่แผ่อออกมาจากพระหนุ่มตรงหน้า ความชั่วร้ายและจิตสังหารที่ถูกกดข่มมานานในร่างของหลี่เต้าก็พลันเริ่มดิ้นรนอยากจะปะทุออกมา ดังนั้น…
หลี่เต้าจึงไม่กดข่มสิ่งที่กำลังดิ้นรนอยากจะปะทุออกมาอีกต่อไป เพียงชั่วพริบตาพลังมหาศาลดุจคลื่นยักษ์ก็พลันถาโถมออกมาจากหลี่เต้าที่เป็นจุดศูนย์กลาง คลื่นพลังนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทุกทาง พลังนั้นกวาดผ่านไปเงาโลกราวกับจะหยุดนิ่งลง
สีหน้าของทุกคนชะงักค้างอยู่กับที่ จิตสังหารของพระหนุ่มถูกกระแสพลังนี้กวาดไปราวกับเม็ดทรายละเอียด
หลี่เต้ามองเห็นม่านตาที่หดเล็กลงของพระหนุ่มในระยะประชิดได้อย่างชัดเจน ในชั่วขณะนั้นจิตใจของทุกคนที่ถูกห่อหุ้มด้วยกระแสพลังพลันว่างเปล่า
พวกเขารูสึกราวกับถูกพาเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยสีเลือด ทุกหนแห่งมีแต่การสู้รบและเลือดสดรวมถึงภาพอันน่าสยดสยองนับไม่ถ้วนราวกับทั้งโลกตกอยู่ในความสิ้นหวัง จนกระทั่งในความเป็นจริง ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ส่วนพระหนุ่มที่ได้เผชิญหน้ากับมันโดยตรงนั้น เขากำลังประสบกับภาพลวงตาที่รุนแรงยิ่งกว่าผู้อื่น
ในโลกสีเลือด เขาเห็นตัวเองเป็นศัตรูกับโลก ศัตรูมากมายดาหน้ากันเข้ามาโจมตีเขาอย่างล้นหลาม
ราวกับว่าทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยความชั่วร้ายจากโลกใบหนึ่ง
เมื่อเทียบกับความชั่วร้ายที่อยู่ตรงหน้านี้แล้ว ความชั่วร้ายที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ช่างเล็กน้อยราวกับเม็ดทรายในมหาสมุทร
“ไม่… อย่า!”
ในเวลานี้ผู้คนมากมายต่างเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความสิ้นหวังตามสัญชาตญาณ แม้จิตสำนึกยังคงพร่าเลือนแต่ร่างกายทนรับความชั่วร้ายนั้นไม่ไหว จึงอยากจะทำร้ายตัวเองเพื่อหลีกหนีโดยสัญชาตญาณ
เมื่อสังเกตเห็นภาพนั้น หลี่เต้าก็ยกมือขึ้นดีดนิ้วดังเปาะ
ทันใดนั้นกระแสพลังมหาศาลเมื่อครูก็พลันหายวับไปในพริบตา เวลาในโลกแห่งความเป็นจริงดูเหมือนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในชั่วขณะนี้
ดวงตาของพระหนุ่มค่อยๆ กลับมาชัดเจนขึ้น แต่ทันใดนั้นเขาก็พลันแสดงท่าทางคลุ้มคลั่ง พร้อมแผ่กลิ่นอายจิตสังหารออกมา ไม่เหลือเค้าความเมตตาดังเช่นที่เคยเป็นอีกต่อไป ในขณะเดียวกันทางด้านสำนักใหญ่ต่างๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเช่นกัน แม้ว่าเป้าหมายหลักจะไม่ใช่พวกเขา แต่แค่โดนลูกหลงพวกเขาก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เจ้าสำนักทั้งหลายเองก็เช่นกัน
เมื่อสายตาของพวกเขาหันกลับไปมองหลี่เต้าอีกครั้ง ในดวงตาก็เผยความหวาดระแวงและความหวาดกลัวออกมา หากเทียบกับพระชั่วแล้ว เกรงว่าท่านกงผู้นี้ต่างหากที่ชั่วร้ายที่สุด
“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ทันใดนั้นดวงตาของพระหนุ่มก็ถูกปกคลุมด้วยเจตนาฆ่า
ระดับกึ่งเทพมนุษย์ของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในชั่วพริบตาฟ้าดินพลันเปลี่ยนสี พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมา เมื่อสังเกตเห็นภาพตรงหน้านี้ สีหน้าของเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็เปลี่ยนไปทันที เขาเอ่ยปากว่า “เขากกำลังจะกลายเป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์แล้ว!”
ภายใต้การกระตุ้นของพลังก่อนหน้านี้ สติสัมปชัญญะสุดท้ายในใจของพระหนุ่มได้สลายไปแล้ว
ในยามนี้เขามีเพียงจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือการสังหารคนตรงหนาให้ตายเพื่อพิสูจน์ตนเองคือผู้ชั่วร้ายที่สุดในใต้หล้า การชำระล้างทำให้อ่อนแอลงสามส่วน แต่ความชั่วร้ายกลับทวีเพิ่มขึ้นสิบเท่า
เมื่อกลายเป็นปีศาจแล้ว พลังระดับกึ่งเทพมนุษย์ของพระหนุ่มยังคงพุ่งทะยานขึ้นต่อไป จากนั้นพลังระดับเทพมนุษย์ที่แท้จริงก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา
“เทพมนุษย์!”
ในที่นั้นไม่ได้ขาดแคลนผู้มีสายตาอันเฉียบแหลม พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพระหนุ่มจะทะลวงขั้นในเวลานี้
จะทำเช่นไรดี!
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของพระหนุ่ม ผู้คนจากสำนักต่างๆ พลอยรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธเอ่ยเสียงทุ่ม “ทุกท่านควรเชื่อมั่นว่าราชสำนักจะสามารถจัดการกับพระชั่วรูปนั้นได้”
ทันใดนั้นสีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไปในทันที
เจ้าเลี้ยงบิดาเช่นนี้ออกมาแล้วจะให้เชื่อในราชสำนักงั้นรึ หลายคนรู้ถึงความคิดของเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธ พวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไรมาก เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธหัวเราะเยาะในใจ ขณะมองดูพลังที่เพิ่มขึ้นของพระชั่ว คนที่อีกฝ่ายต้องการเขาก็มอบให้หมดแล้ว ดูซิว่าจะจัดการอย่างไร
อีกทั้งเขายังคิดอีกด้วยว่ารอให้พระชั่วจัดการหลี่เต้าได้ ในที่สุดย่อมต้องยั่วโทสะราชสำนักให้โกรธแค้นจนต้องปะทะกันแน่
เมื่อถึงตอนนั้น ราชสำนักที่ต้องการกำจัดพระชั่วระดับเทพมนุษย์ก็คงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก อีกทั้งยังต้องมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาวัดหมื่นพุทธ
เช่นนี้พวกเขาก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ส่วนเรื่องที่พระชั่วจะย้อนกลับมาแก้แค้นพวกเขาหรือไม่นั้น เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธยังคงมั่นใจในเรื่องนี้ ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่มีแผนสำรองให้ตัวเองได้อย่างไรกัน
การทะลวงขั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
ยังไม่ทันให้ผู้คนได้คิดอะไรมาก พลังในร่างของพระหนุ่มก็พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว พลังกดดันที่แผ่อออกมาก่อนหน้านี้ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก
เถี่ยขวางเหรินและคนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียด
“พี่… พี่เขยจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
แม้พลังเทพมนุษย์จะกดดันผู้คนเพียงใด แต่ใบหน้าของเถี่ยซานเหนียงกลับไม่แสดงความกังวลอะไรเลย
“แค่นั่งดูไปก็พอ” นางกล่าวอย่างสงบนิ่ง
ในสนามรบขณะนี้ หลี่เต้าเลิกคิ้วขึ้นมองดูพระหนุ่มตรงหน้าที่กำลังเข้าสู่ด้านมืดอย่างสมบูรณ์
“กำลังทะลวงขั้น?”
“น่าสนใจ”
เมื่อเผชิญหน้ากับพระหนุ่มที่ทะลวงขั้นอย่างกะทันหัน หลี่เต้ากลับไม่มีท่าทีจะขัดขวางเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับยืนกอดอกมองดูอย่างเงียบๆ เท่านั้น
เวลาผ่านไปเพียงสิบกว่าลมหายใจ
“ฮ่าๆๆ!”
ทันใดนั้นพระหนุ่มก็เงยหน้าหัวเราะก้องฟ้า ร่างของเขาลอยขึ้นสู่อากาศโดยไม่ได้ตั้งใจ รอบกายมีกลิ่นอายสีดำเข้มข้นแผ่ซ่านออกมา
“ข้าต้องขอบคุณเจ้ามาก ข้าได้ก้าวผ่านขั้นสุดท้ายนี้เสียที”
พระหนุ่มก้มหน้าลงมอง ดวงตาทั้งคู่กลายเป็นสีดำสนิท ดูว่างเปล่าและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เขายืนอยู่กลางอากาศ ชี้ไปที่ทุกคนในที่นั้น แล้วกล่าวกับหลี่เต้าว่า “และต่อจากนี้ เพื่อเป็นรางวัล อาตมาจะให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ตายตามเจ้าไป”
“เพื่อไม่ให้เจ้าเหงาบนเส้นทางสู่ปรโลก”
ทุกคน “???”
“ยังคิดจะจบเรื่องสินะ ในตอนนั้นเองเสียงหนึ่งดังขึ้น”
เมื่อมองไปตามเสียง หลี่เต้าก็พยักหน้าขึ้นมองพระหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
“จบงั้นเหรอ?”
ม่านตาสีดำสนิทของพระหนุ่มฉายแววสับสนชั่วครู่หนึ่ง
ในชั่วขณะถัดมา ภาพตรงหน้าเขาก็พลันพร่าเลื่อน จู่ๆ ก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
“ถ้าจบก็หมายความว่าถึงเวลาที่เจ้าต้องไปแล้ว”
ในระยะใกล้รีบ พระหนุ่มได้ยินคำพูดของหลี่เต้าอย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเขาก็เห็นมือข้างหนึ่งยกขึ้นมาทางเขา
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของหลี่เต้า ความคิดแรกของพระหนุ่มคือต้องหลบหนี แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อมองมือที่อยู่ตรงหน้านี้ เขากลับรู้สึกว่าไม่ว่าบนฟ้าหรือใต้ดินก็ไม่สามารถหลบหนีไปได้ ราวกับถูกลิขิตไว้ว่าต้องถูกจับตัวอยู่อย่างไรอย่างนั้น
สถานการณ์ประหลาดทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ดังนั้น…
พระหนุ่มใช้กระบวนท่าสังหารครั้งแรก หลังจากที่ตกอยู่ในห้วงมารอย่างสมบูรณ์ พลังมารอันท่วมท้นพุ่งเข้าโจมตีหลี่เต้าทันที โอบล้อมเขาไว้ในพริบตา
แต่เมื่อรับรู้ได้ถึงสภาพการณ์ภายในม่านพลังมาร พระหนุ่มก็ต้องตกตะลึง
แม้พลังมารมหาศาลจะโถมเข้าใส่ร่าง แต่อีกฝายกลับไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้พลังมารโจมตีเท่าไหร่ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่เขากำลังจะทำอะไรต่อไป จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเวลาถูกบีบแบน
สิ่งที่เรียกว่าการคุ้มครองเทพมนุษย์ หลังจากทะลวงขั้นนั้น เมื่อเจอกับมือข้างนั้นก็เปราะบางราวกับกระดาษ สามารถจับไว้ได้ง่ายๆ