ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 693 ข่มขวัญ
บทที่ 693
ข่มขวัญ
“เจ้า…”
ในตอนนี้พระหนุ่มไม่เหลือท่าทางหยิ่งผยองเหมือนก่อนหน้าแล้ว
ดวงตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยความสับสน
ไหนบอกว่าเป็นระดับกึ่งเทพมนุษย์มิใช่หรือ?
ถูกหลอกเสียแล้ว!
นี่มันดูไม่เหมือนระดับกึ่งเทพมนุษย์เลยแม้แต่น้อย กึ่งเทพมนุษย์ที่ไหนจะสามารถควบคุมเทพมนุษย์อย่างเขาได้
เมื่อรู้สึกถึงมือที่บีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ พระหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายจึงดิ้นรนโดยสัญชาตญาณ
กรอบ!
ในชั่วขณะถัดมาพลันมีเสียงหักกรอบแกรบดังขึ้น กระดูกที่ลำคอถูกบิดหักอย่างง่ายดาย เนื่องจากระดับเทพมนุษย์นั้นเหนือธรรมชาติ แม้ลำคอจะถูกบิดหักแต่พระหนุ่มก็ยังไม่ได้ตายในทันที ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่ยอมรับ ทั้งที่เขาเพิ่งจะทะลวงขั้นเทพมนุษย์ กลายเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ ทั้งที่เพิ่งได้รับอิสรภาพออกมาจากหอคุมปีศาจ แต่ผลลัพธ์คือเขามีอิสระได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เขาคงเป็นเทพมนุษย์ที่ตายเร็วที่สุดหลังจากทะลวงขั้น
หากว่าในตอนนี้เฉินหยางยังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจพระหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเขากับนับเป็นระดับมหาราชาปรมาจารย์ที่ตายเร็วที่สุดเช่นกัน
(หมายเหตุ : เฉินหยางคือประมุขสำนักปีศาจเลือดในเขาหมื่นลี้)
พอหลี่เต้าเห็นว่าแม้คอจะหักแต่ยังไม่ตาย เขาก็ทอดถอนใจให้กับความแข็งแกร่งของระดับเทพมนุษย์ พร้อมกันนั้นก็ได้ลงมือจัดการการโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดนั้นละอองเลือดมากมายก็พลันระเบิดออกมาบนท้องฟ้า โดยมีร่างทั้งสองเป็นศูนย์กลาง
เมื่อละอองเลือดจางหายไป บนท้องฟ้าก็เหลือเพียงมีร่างของหลี่เต้าที่ยืนอยู่กลางอากาศเท่านั้น ส่วนพระหนุ่มได้หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย
ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ : 82341.83
ท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนของระบบ หลี่เต้าค่อยๆ ลอยลงมาจากท้องฟ้าแล้วมายืนอยู่กลางลานกวาง ชั่วขณะนั้นผู้คนที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่นั้นต่างมีสีหน้างุนงงราวกับคนเสียสติ ทุกคนยังคงไม่อยากตั้งสติได้จากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไป
ข้างกายเถี่ยซานเหนียง เถี่ยขวางเหรินหันตัวที่แข็งทื่อไปถามว่า
“พี่เขย…เป็นเทพมนุษย์หรือ?”
เถี่ยซานเหนียงไม่ได้ตอบตรงๆ แต่กลับกล่าวว่า “นี่เป็นเทพมนุษย์คนที่ห้าที่ตายในมือพี่เขยเจ้า”
“รองประมุขสำนักปราบสวรรค์ อัครเสนาบดี เจียนเอ๋อร์เต๋า ราชครูแห่งแคว้นหมู่เกาะ รวมถึงพระหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้”
“ไม่ได้นับผิด นี่คือเทพมนุษย์คนที่ห้าจริงๆ”
หากเป็นในอดีตกะนางไม่เคยได้ยินว่ามีเทพมนุษย์มากมายถึงเพียงนี้
ตาย? คนที่ห้า?
เถี่ยขวางเหรินกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
สามารถสังหารเทพมนุษย์ได้ถึงห้าคน หากไม่ใช่เทพมนุษย์แล้วจะเป็นอะไรได้อีก
อีกด้านหนึ่งผู้คนที่สระหยกต่างพากันนิ่งเงียบ
พวกนางเพิ่งเคยเห็นผู้ที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกับอาจารย์ของตนเอง แต่ผลลัพธ์…
ไม่ถึงหนึ่งถายชา ผู้คนก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว
หากคำนวณดูถ้าเป็นอาจารย์ของพวกนาง จะสามารถต้านทานไว้ได้นานเท่าใด?
สองถ้วยชา? หรือสามถ้วยชา?
เช่นเดียวกับผู้คนที่มามุงดู หลายคนในพวกเขาไม่เคยพบเห็นยอดฝีมือระดับเทพมนุษย์มากอนเลยในชีวิต แต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ในครั้งแรก?
ยอดฝีมือระดับเทพมนุษย์ก็แค่นั้นเองเหรอ?
หากเป็นพวกเขาออกมาก็คงต้องตายในพริบตาเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาก็เทียบเท่าเทพมนุษย์อย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดเท่านั้น พวกเขาไม่ได้โง่
โอเค เพียงแค่จิตสังหารที่แผ่อออกมาจากพระหนุ่ม พวกเขาก็ยังรับมือไม่ไหวแล้ว
เหตุผลที่กล้าคิดเช่นนั้นก็เพราะว่าหลี่เต้าแข็งแกร่งเกินไป
แข็งแกร่งถึงขั้นที่ต่อให้อยู่ในระดับขั้นใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ล้วนรู้สึกไม่ต่างกัน
หากจะถามว่าใครตกตะลึงมากที่สุดก็คงเป็นผู้คนจากสำนักต่างๆ อย่างแน่นอน
ใครเล่าจะรู้พลังของพระหนุ่มได้ดีที่สุด?
ก็ย่อมต้องเป็นผู้คนของวัดหมื่นพุทธอย่างแน่นอน
แม้พวกเขาจะพอมีฝีมือต่อกรกับพระหนุ่มได้ แต่ก็ไม่มีทางทำได้ง่ายๆ เหมือนที่หลี่เต้าสังหารเขา สุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นผลลัพธ์หลังการทะลวงขั้นเทพมนุษย์อีก
ในขณะนี้เขารู้สึกเพียงว่ารากฐานของวัดหมื่นพุทธได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว
อะไรคือรากฐาน? พูดอีกอย่างก็คือไพ่ตายที่สามารถพลิกสถานการณ์สำคัญได้เมื่อเปิดเผยออกมา
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เต้าที่อยู่ไม่ไกล เขากลับรู้สึกว่าไพ่ตายของวัดหมื่นพุทธกลายเป็นเรื่องน่าขบขันไปเสียแล้ว
ท้ายที่สุดใครเล่าจะกล้าพูดว่าตนเองมีไพ่ตายต่อหน้าผู้ที่สามารถสังหารเทพมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย
ทางฝั่งนครดาบ
รองเจ้าเมืองได้สติก่อนเป็นคนแรก เขามองไปทางซ่งเทียนเต๋าที่อยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยเสียงสั่น “ท่านเจ้าเมือง พวกเราจะสู้ต่อหรือไม่?”
สู้งั้นหรอ?
ซ่งเทียนเต๋าพลันสะดุ้งโหยง เขาเป็นคนหุนหันพลันแล่นอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ ด้วยพลังของเขาแล้วแม้แต่จะจัดการพระชั่วที่ทะลวงขั้นยังต้องใช้ความพยายาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อกรกับหลี่เต้าเลย
ตอนนี้นเขามีความคิดเดียวเท่านั้น กลับไปแล้วจะยุบนครดาบไปเลย ส่วนคนอื่นจะรอดหรือไม่นั้นเขาไม่รู้
อย่างไรเสียในต้าเฉียนนี้พวกเขาก็อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
ความคิดเช่นเดียวกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นในใจของสำนักอื่นๆ เช่นกัน
หลังจากที่พระชั่วถูกหลี่เต้าสังหารในพริบตาก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะต่อต้าน
อีกหลี่เต้าจัดการกับพระหนุ่มเสร็จแล้วก็กลับลงมาบนพื้น เขาหันไปมองพวกโจรยุทธภพที่ถูกคุมตัวมาพร้อมกับพระหนุ่ม
“ยังมีผู้ใดจะต่อต้านอีกหรือไม่?” เขาเคยถามเสียงเบา
ในชั่วขณะถัดมา ทุกคนต่างส่ายหน้าพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นพระหนุ่มมีฝีมือร้ายกาจจึงคิดจะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย
อย่างไรเสียความผิดที่พวกเขาก่อไว้หากตกอยู่ในมือราชสำนักก็ต้องถูกประหารชีวิตอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้พวกเขายอมแพ้อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะต้องตายเหมือนกันแต่ใครจะคิดสั้นอยากตายเร็ว
อีกทั้งยังได้ยินว่าก่อนที่ราชสำนักจะประหารนักโทษยังมีอาหารมื้อสุดท้ายให้ว่ากันว่ารสชาติไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ต้องทนรอจนกว่าจะได้กินอาหารชามนั้นก่อน
อย่างน้อยก็คือคำนี้ ไม่ขาดทุน!
“เช่นนั้นก็ดี”
หลี่เต้าไม่ได้รู้สึกผิดหวังกับการปฏิเสธของคนกลุ่มนี้แต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็ล้วนถูกกำหนดให้กลายเป็นคะแนนคุณสมบัติอยู่แล้ว เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
จากนั้นหลี่เต้าก็โบกมือสั่งให้นำพวกเขาทั้งหมดลงไป
หลังจัดการคนพวกนี้เสร็จ หลี่เต้าก็เดินไปหาผู้คนจากสำนักใหญ่ต่างๆ
เมื่อหลี่เต้าเดินเข้ามาใกล้ ผู้คนจากสำนักเหล่านั้นก็ต่างถอยหลังไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
หลี่เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากถามว่า “พวกท่านเป็นอะไรกัน?”
“แคะ…”
ซ่งเทียนเต๋ากระแอมไอแห้งๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านหลี่มีอะไรก็กล่าวมาได้เลย พวกเราได้ยินกันทั่วถึง”
“ก็ดี”
หลี่เต้าพยักหน้าขึ้นพูดว่า “ทุกท่านคงไม่ได้ลืมว่าข้ายังมีข้อเรียกร้องอีกอย่างหนึ่งกับพวกท่านกระมัง”
“ไม่ลืมหรอก จะลืมได้อยางไร”
“พวกเราจำได้ทั้งหมด จะต้องรักษาข้อตกลงกับราชสำนักอย่างแน่นอน”
“เรื่องนี้พวกเราผิดเอง พวกเราจะส่งตัวคนมาให้แน่นอน”
ผู้คนจากสำนักน้อยใหญ่ต่างผลัดกันพูด ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาคัดค้านคำพูดของหลี่เต้าเลย อย่างไรเสียคนที่ไม่ยอมรับคนก่อนหน้านี้ตอนนี้อาจจะยังล่องลอยอยู่กลางอากาศก็ได้
หลี่เต้ามองดูผู้คนมากมายเหล่านั้นก่อนจะยิ้มออกมาทันที
เพียงชั่วพริบตากลุ่มคนที่นั้นก็พลันเงียบกริบลง สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ได้ยินเพียงหลี่เต้าเอ่ยปากว่า “ข้าเห็นแก่ที่พวกท่านเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก ดังนั้นส่วนที่เกินมาของแต่ละสำนักก็ไม่ต้องส่งมาแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็ต่างตะลึงงันไปชั่วครูก่อนจะดีใจในภายหลัง
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะดีใจเกินไป ก็ได้ยินหลี่เต้ากล่าวอีกว่า
“ไม่ต้องส่งมอบแล้ว ให้แยกย้ายกลับไปได้เลย”
หลี่เต้าคิดได้ชัดเจนแล้วว่าการให้สำนักพวกนี้ส่งมอบคนมันยุ่งยากเกินไป ให้แยกย้ายกลับไปจะง่ายกว่า
ส่วนเรื่องที่คนเหล่านี้จะปกปิดความจริงจากเบื้องบนหรือไม่…
หลี่เต้าอยากจะบอกว่ารู้กฎหมายแล้วยังฝ่าฝืนนั้นคือความผิดที่หนักขึ้นไปอีก
เมื่อคิดอย่างนั้นก็ไม่ใช่แค่ขอคนแล้ว แต่จะต้องข้ามเข้าไปจับคนเอง
พอเห็นทุกคนนิ่งไม่ขยับ หลี่เต้าจึงเลิกคิ้วถาม “พวกท่านยังมีธุระอะไรอีกหรือ?”
พอได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะแต่หลังจากได้สติแล้วก็รีบพากันกล่าวคำอำลาจากไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คนจากสำนักต่างๆ มาเร็วฉันใดก็จากไปเร็วฉันนั้น
ไม่นานนักเงาร่างของพวกเขาก็หายลับไปจากสายตาของพวกหลี่เต้า ราวกับว่าไม่ได้มาที่นี่มาก่อน
หลังจากที่ผู้คนของสำนักต่างๆ จากไป
เถี่ยซานเหนียงได้เดินตามเถี่ยขวางเหรินและคนอื่นๆ มายืนอยู่ข้างๆ
“จะปล่อยให้พวกเขาจากไปเช่นนี้หรือ?”
เถี่ยซานเหนียงถามด้วยความสงสัย หลี่เต้าหันมาตอบว่า “ถ้าไม่ปล่อยให้ไปแล้วจะทำอย่างไร จะให้สังหารทุกคนหรอ?”
เพราะพวกเขาลวนเป็นพวกเจ้าเล่ห์ที่ผ่านโลกมานานหลายปี การกระทำทุกอย่างจึงรอบคอบไร้ที่ติ
หากไม่ถึงจุดที่ต้องแตกหักกันจริงคนพวกนีก็จะไม่ยอมใหใครจับจุดอ่อนได้
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผลให้หลี่เต้าต้องลงมือ แน่นอนว่า เป็นเพราะตอนอยู่ต่อหน้าสาธารณชนเขาเป็นตัวแทนของราชสำนัก แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัว…
นั่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วสิ
หลี่เต้าหันไปมองเถี่ยซานเหนียง “ซานเหนียง ส่งกองกำลังอินทรีไปสะกดรอยพวกนั้นที”
เถี่ยซานเหนียงพลันชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่หลี่หมายความว่า…”
หลี่เต้ามองไปยังทิศทางที่พวกสำนักต่างๆ หายไปก่อนจะกล่าวว่า “ข้ากลัวว่าบางคนจะจนตรอกแล้วแว้งกัด”
แม้ว่าะไม่สามารถจับจุดอ่อนของพวกเขาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้สบายใจเลย ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดจะต่อกรกับหลี่เต้า แต่เมื่อหลี่เต้าแสดงพลังความสามารถออกมาพวกเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปโดยสิ้นเชิง
ถึงตอนนี้พวกเขาไม่มีทางถอยแล้ว
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือหากไม่ยอมถอยก็ต้องเป็นไปตามที่หลี่เต้าคาดเดาเอาไว้ จนตรอกจนแว้งกัด
อีกด้านหนึ่ง หลังได้รับการอนุญาตจากหลี่เต้า ผู้คนของสำนักต่างๆ ก็ออกจากเขตเมืองซางอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางมาพวกเขาแสดงความไม่พอใจมากเพียงใด ตอนนี้ก็เงียบกริบมากเพียงนั้น
โดยเฉพาะซ่งเทียนเต๋า เดิมทียังคิดว่าถ้ามาแล้วเขาอาจจะใช้ตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งนครดาบเจรจาต่อรองกับหลี่เต้าได้สักหน่อย แต่ผลคือยังไม่ทันได้พบหน้ากันอย่างเป็นทางการก็ถูกขู่จนตกใจกลัวไปแล้ว
กลุ่มคนเดินเท้าเร็วมาก ไม่นานก็ออกห่างจากเมืองซางไปไกลแล้ว
ทันใดนั้นจู่ๆ เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธที่เดินนำหน้าก็พลันหยุดฝีเท้าลง
ผู้คนจากสำนักอื่นเมื่อสังเกตเห็นท่าทีนั้นก็พากันหยุดตาม
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธมองสำรวจรอบด้านอย่างระแวดระวัง
แน่ใจว่ามีเพียงพวกเขาเท่านั้นก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเราจะให้ศิษย์ทั้งหมดแยกย้ายกันไปจริงๆ หรือ?”
ซ่งเทียนเต๋าก้าวออกมาพูดเสียงเย็นว่า “ไม่ให้แยกย้ายแล้วจะทำอย่างไร? จะไปขัดใจท่านขุนนางหลีผู้นั้นหรือ?”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธส่ายหน้า “อาตมาไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
ซ่งเทียนเต๋ากล่าว “แล้วท่านหมายความว่าอย่างไร?”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธเอ่ยว่า “อาตมาหมายความว่ามีวิธีใดบ้างที่จะทำให้พวกเรายังคงรักษาศิษย์ในสำนักเอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับราชสำนัก”
“จะเป็นไปได้อยางไร ท่านผู้นั้นจากราชสำนักชัดเจนว่าจะไม่ยอมถอยเป็นแน่”
“ข้าด้วย!”
ในตอนนั้นเองเจ้าสำนักผกาครามพลันก้าวออกมาเอ่ยปาก
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยขึ้น สายตาของทุกคนก็พุ่งไปรวมกันที่เขาทันที
เจ้าสำนักจาง ท่านมีวิธีอันใด?
โปรดบอกมาเถิด หากเป็นไปได้พวกเราก็ไม่อยากจะส่งศิษย์ในสำนักออกไปเช่นกัน
เจ้าสำนักผกาครามเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “สำนักของพวกลวนทุ่มเทสร้างรากฐานในแคว้นต้าเฉียนมาหลายปี คงจะไม่อยากสละทิ้งแน่”
“แต่หากพวกเราเชื่อฟังราชสำนักเช่นนี้จริงๆ แล้วสำนักของพวกเราจะยังคงเป็นสำนักอยู่หรือ?”
“ถึงเวลานันก็เป็นได้แค่ปลาในเขียงของราชสำนักเท่านั้น”
“มีคำกล่าวว่า ‘ตนไม่ตายที่ตายคนรอด’!”
“ในเมื่อแคว้นต้าเฉียนปฏิบัติต่อพวกเราเช่นนี้ พวกเราก็สามารถย้ายไปอยู่อื่นเพื่อความอยู่รอดได้”
ในตอนแรกที่ได้ยิน ทุกคนยังไม่ค่อยเข้าใจความหมาย แต่ในหมู่พวกเขาก็มิได้ขาดคนฉลาด ไม่นานก็มีคนเข้าใจแล้ว
เจ้าสำนักเมืองกระบี่โบราณขมวดคิวกล่าวว่า “ความคิดของเจ้าคือการออกจากต้าเฉียน?”
เจ้าสำนักผกาครามกล่าวว่า “ทุกท่านล้วนไม่ใช่สำนักธรรมดา นอกจากต้าเฉียนแล้วยังมีสาขายอยหรือสำนักใหญ่อยู่ในหลายที่”
“ดังนั้นพวกเราสามารถละทิ้งต้าเฉียนแล้วเข้าร่วมกับสาขายอยหรือสำนักใหญ่อื่นได้”
“อย่างน้อยที่สุดก็ยังสามารถรับประกันได้ว่ากำลังพลใต้บังคับบัญชายังคงอยู่”
“และข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง เมื่อเทียบกับต้าเฉียนที่ท่าทีต่อพวกเราชาวยุทธแตกต่างออกไปอีกแบบ”
ทันใดนั้นซ่งเทียนเต๋าพลันก้าวออกมากล่าวว่า “ไม่ได้! นี่มันเป็นการทรยศ!”
“ทรยศ?”
เจ้าสำนักผกาครามเอ่ยเสียงต่ำ “พวกเราเดิมทีก็ล้วนเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ เป็นอิสระไม่ขึ้นกับผู้ใด แล้วจะเรียกว่าทรยศได้อยางไร คนในยุทธภพไม่มีสิ่งที่เรียกว่าขอบเขตหรอก”
ซ่งเทียนเต๋าแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าพูดผิดแล้ว ยุทธภพไม่มีขอบเขต แต่คนในยุทธภพมี”
ชาวยุทธของต้าเฉียนในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนกับชาวยุทธในอดีต ผ่านไปหลายร้อยปี ยอดฝีมือในยุทธภพต้าเฉียนล้วนเป็นผู้ที่เกิดและเติบโตในต้าเฉียน คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นชาวยุทธมาแต่แรกแต่พวกเขาเป็นชาวต้าเฉียนมาก่อน
ต้าเฉียนไม่ได้ปฏิบัติต่อสามัญชนอย่างเลวร้าย กลับกันคนในยุทธภพกลับกดขี่ประชาชนมากกว่าหลายคนจึงจำใจต้องเข้าสู่ยุทธภพ การพ่ายแพ้ในการต่อสู้ภายในไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่ฝีมือสู้ผู้อื่นไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าสู้ไม่ได้กลับคิดจะปีนกำแพงหนีออกไป เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทำให้ต้าเฉียนถูกแคว้นเพื่อนบ้านรอบด้านกดดันไม่น้อย
การออกจากต้าเฉียนก็เท่ากับเป็นการไปเข้าร่วมกับศัตรู
โดยเฉพาะในยุคที่เส้นชีพจรมังกรกำลังฟื้นคืนเช่นนี้ หากออกจากต้าเฉียนไปสุดท้ายพวกเขาก็จะกลายเป็นดาบที่ปักเข้ามาในร่างของต้าเฉียน
เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของซ่งเทียนเต๋า เจ้าสำนักผกาครามก็ขมวดคิว “ท่านเจ้าเมืองซ่ง ท่านคงจะคิดอย่างไรก็เรื่องของเจ้า แต่ข้าไม่มีทางนั่งดูศิษย์สำนักผกาครามแตกฉานซ่านเซ็นไปแน่”
จากนั้นเจ้าสำนักผกาครามก็มองไปยังคนอื่น “พวกท่านคิดเห็นเช่นไร?”
ในตอนนั้นเองเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็ก้าวออกมากล่าวว่า “อาตมาเห็นด้วยกับคำพูดของท่านเจ้าสำนักจาง”
ส่วนเรื่องที่ว่าทรยศนั้น?
“สำหรับพระพุทธองค์ของเรานั้น เรื่องนี้ช่างไรสาระสิ้นดี”
“พระพุทธองค์ไม่มีขอบเขต ย่อมเป็นอิสระไรขีดจำกัด แล้วจะกล่าวว่าเป็นของผูใดได้.อย่างไร?”
เมื่อเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกาย รีบก้าวออกมากล่าวว่า “คำพูดนี้กล่าวได้ไม่มีผิด”
“พระพุทธองค์ไม่มีขอบเขต พวกเราย่อมไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้”
ไม่นานนักเหล่าผู้คนจากสำนักต่างๆ ที่สังกัดวัดวาอารามก็ต่างทยอยออกมาเห็นด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างตัดสินใจเช่นเดียวกับเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธ
เลือกที่จะออกจากแคว้นต้าเฉียน
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้คนจากสำนักอื่นๆ อีกไม่น้อยก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหว เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธกล่าวขึ้นมาอย่างจังหวะเหมาะ “ที่จริงแล้วพวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวลใจเรื่องการแย่งชิงเส้นชีพจรมังกรนั้น ทุกคนต่างรู้กันดี เมื่อถึงเวลาย่อมมีการชำระล้างครั้งใหญ่อย่างแน่นอน”
“ต้าเฉียนนั้นดูภายนอกเหมือนรุ่งเรืองแต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยวิกฤตรอบด้าน สุดท้ายต้าเฉียนก็อาจจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ต่อไปได้”
“แทนที่จะยืนหยัดต่อไปสู้รักษาชีวิตเอาไว้ดีกว่า”
ดังนั้นสำนักต่างๆ ที่ได้ยินคำพูดนี้จึงเปลี่ยนจากความลังเลเป็นความแน่วแน่ เลือกที่จะทำเช่นเดียวกับพวกเขา
สุดท้ายก็เหลือเพียงคนส่วนน้อยยังคงยืนหยัดอยู่ฝ่ายเดียวกับซ่งเทียนเต๋า ซ่งเทียนเต๋ามองดูผู้คนมากมายที่เลือกเช่นนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ
เขาแค่นเสียงเย็นชากล่าวว่า “ต่างคนต่างทาง ย่อมร่วมมือกันไม่ได้ หนทางพวกเลือกเอง ข้าคงไม่อยู่ให้ขวางหูขวางตาแล้ว”
เจ้าสำนักผกาครามพลันเอ่ยขึ้น “ท่านเจ้าเมืองซ่ง ท่านคงจะไม่นำเรื่องนี้ไปปาวประกาศกระมัง”
ซ่งเทียนเต๋าชะงักฝีเท้า หันกลับมาแค่นเสียงเย็นชา “ข้าไม่ใช่คนปากมากชอบนินทาผู้อื่น”