ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 694 จนตรอกจนแว้งกัด
“ถ่าเช่นนั้นก็รบกวนทุกท่านด้วย”
หลี่เต้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“ไม่รบกวนหรอก ไม่รบกวนเลย”
ทุกคนตอบกลับอย่างสุภาพ เมื่อมองดูกลุมคนที่ยังยืนนิงไม่ขยับ หลี่เต้าก็ขมวดคิวถามว่า “พวกท่านยังมีธุระอะไรอีกหรือ?”
พอได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่หลังจากได้สติแล้วก็รีบพากันกล่าวคำอำลาจากไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คนจากสำนักต่างๆ มาเร็วฉันใดก็จากไปเร็วฉันนั้น
ไม่นานนักเงาร่างของพวกเขาก็หายลับไปจากสายตาของพวกหลี่เต้า ราวกับว่าไม่ได้มาที่นี่มาก่อน
หลังจากที่ผู้คนของสำนักต่างๆ จากไป
เถี่ยซานเหนียงได้เดินตามเถี่ยขวางเหรินและคนอื่นๆ มายืนอยู่ข้างๆ
“จะปล่อยให้พวกเขาจากไปเช่นนี้หรือ?”
เถี่ยซานเหนียงถามด้วยความสงสัย หลี่เต้าหันมาตอบว่า “ถ้าไม่ปล่อยให้ไปแล้วจะทำอย่างไร จะให้สังหารทุกคนหรอ?”
เพราะพวกเขาลวนเป็นพวกเจ้าเล่ห์ที่ผ่านโลกมานานหลายปี การกระทำทุกอย่างจึงรอบคอบไร้ที่ติ
หากไม่ถึงจุดที่ต้องแตกหักกันจริงคนพวกนีก็จะไม่ยอมใหใครจับจุดอ่อนได้
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผลให้หลี่เต้าต้องลงมือ แน่นอนว่า เป็นเพราะตอนอยู่ต่อหน้าสาธารณชนเขาเป็นตัวแทนของราชสำนัก แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัว…
นั่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วสิ
หลี่เต้าหันไปมองเถี่ยซานเหนียง “ซานเหนียง ส่งกองกำลังอินทรีไปสะกดรอยพวกนั้นที”
เถี่ยซานเหนียงพลันชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่หลี่หมายความว่า…”
หลี่เต้ามองไปยังทิศทางที่พวกสำนักต่างๆ หายไปก่อนจะกล่าวว่า “ข้ากลัวว่าบางคนจะจนตรอกแล้วแว้งกัด”
แม้ว่าะไม่สามารถจับจุดอ่อนของพวกเขาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้สบายใจเลย ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดจะต่อกรกับหลี่เต้า แต่เมื่อหลี่เต้าแสดงพลังความสามารถออกมาพวกเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปโดยสิ้นเชิง
ถึงตอนนี้พวกเขาไม่มีทางถอยแล้ว
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือหากไม่ยอมถอยก็ต้องเป็นไปตามที่หลี่เต้าคาดเดาเอาไว้ จนตรอกจนแว้งกัด
อีกด้านหนึ่ง หลังได้รับการอนุญาตจากหลี่เต้า ผู้คนจากสำนักต่างๆ ก็ออกจากเขตเมืองซางอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางมาพวกเขาแสดงความไม่พอใจมากเพียงใด ตอนนี้ก็เงียบกริบมากเพียงนั้น
โดยเฉพาะซ่งเทียนเต๋า เดิมทียังคิดว่าถ้ามาแล้วเขาอาจจะใช้ตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งนครดาบเจรจาต่อรองกับหลี่เต้าได้สักหน่อย แต่ผลคือยังไม่ทันได้พบหน้ากันอย่างเป็นทางการก็ถูกขู่จนตกใจกลัวไปแล้ว
กลุ่มคนเดินเท้าเร็วมาก ไม่นานก็ออกห่างจากเมืองซางไปไกลแล้ว
ทันใดนั้นจู่ๆ เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธที่เดินนำหน้าก็พลันหยุดฝีเท้าลง
ผู้คนจากสำนักอื่นเมื่อสังเกตเห็นท่าทีนั้นก็พากันหยุดตาม
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธมองสำรวจรอบด้านอย่างระแวดระวัง
แน่ใจว่ามีเพียงพวกเขาเท่านั้นก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเราจะให้ศิษย์ทั้งหมดแยกย้ายกันไปจริงๆ หรือ?”
ซ่งเทียนเต๋าก้าวออกมาพูดเสียงเย็นว่า “ไม่ให้แยกย้ายแล้วจะทำอย่างไร? จะไปขัดใจท่านขุนนางหลีผู้นั้นหรือ?”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธส่ายหน้า “อาตมาไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
ซ่งเทียนเต๋ากล่าว “แล้วท่านหมายความว่าอย่างไร?”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธเอ่ยว่า “อาตมาหมายความว่ามีวิธีใดบ้างที่จะทำให้พวกเรายังคงรักษาศิษย์ในสำนักเอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับราชสำนัก”
“จะเป็นไปได้อยางไร ท่านผู้นั้นจากราชสำนักชัดเจนว่าจะไม่ยอมถอยเป็นแน่”
“ข้าด้วย!”
ในตอนนั้นเองเจ้าสำนักผกาครามพลันก้าวออกมาเอ่ยปาก
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยขึ้น สายตาของทุกคนก็พุ่งไปรวมกันที่เขาทันที
เจ้าสำนักจาง ท่านมีวิธีอันใด?
โปรดบอกมาเถิด หากเป็นไปได้พวกเราก็ไม่อยากจะส่งศิษย์ในสำนักออกไปเช่นกัน
เจ้าสำนักผกาครามเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “สำนักของพวกลวนทุ่มเทสร้างรากฐานในแคว้นต้าเฉียนมาหลายปี คงจะไม่อยากสละทิ้งแน่”
“แต่หากพวกเราเชื่อฟังราชสำนักเช่นนี้จริงๆ แล้วสำนักของพวกเราจะยังคงเป็นสำนักอยู่หรือ?”
“ถึงเวลานันก็เป็นได้แค่ปลาในเขียงของราชสำนักเท่านั้น”
“มีคำกล่าวว่า ‘ตนไม่ตายที่ตายคนรอด’!”
“ในเมื่อแคว้นต้าเฉียนปฏิบัติต่อพวกเราเช่นนี้ พวกเราก็สามารถย้ายไปอยู่อื่นเพื่อความอยู่รอดได้”
ในตอนแรกที่ได้ยิน ทุกคนยังไม่ค่อยเข้าใจความหมาย แต่ในหมู่พวกเขาก็มิได้ขาดคนฉลาด ไม่นานก็มีคนเข้าใจแล้ว
เจ้าสำนักเมืองกระบี่โบราณขมวดคิวกล่าวว่า “ความคิดของเจ้าคือการออกจากต้าเฉียน?”
เจ้าสำนักผกาครามกล่าวว่า “ทุกท่านล้วนไม่ใช่สำนักธรรมดา นอกจากต้าเฉียนแล้วยังมีสาขายอยหรือสำนักใหญ่อยู่ในหลายที่”
“ดังนั้นพวกเราสามารถละทิ้งต้าเฉียนแล้วเข้าร่วมกับสาขายอยหรือสำนักใหญ่อื่นได้”
“อย่างน้อยที่สุดก็ยังสามารถรับประกันได้ว่ากำลังพลใต้บังคับบัญชายังคงอยู่”
“และข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง เมื่อเทียบกับต้าเฉียนที่ท่าทีต่อพวกเราชาวยุทธแตกต่างออกไปอีกแบบ”
ทันใดนั้นซ่งเทียนเต๋าพลันก้าวออกมากล่าวว่า “ไม่ได้! นี่มันเป็นการทรยศ!”
“ทรยศ?”
เจ้าสำนักผกาครามเอ่ยเสียงต่ำ “พวกเราเดิมทีก็ล้วนเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ เป็นอิสระไม่ขึ้นกับผู้ใด แล้วจะเรียกว่าทรยศได้อยางไร คนในยุทธภพไม่มีสิ่งที่เรียกว่าขอบเขตหรอก”
ซ่งเทียนเต๋าแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าพูดผิดแล้ว ยุทธภพไม่มีขอบเขต แต่คนในยุทธภพมี”
ชาวยุทธของต้าเฉียนในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนกับชาวยุทธในอดีต ผ่านไปหลายร้อยปี ยอดฝีมือในยุทธภพต้าเฉียนล้วนเป็นผู้ที่เกิดและเติบโตในต้าเฉียน คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นชาวยุทธมาแต่แรกแต่พวกเขาเป็นชาวต้าเฉียนมาก่อน
ต้าเฉียนไม่ได้ปฏิบัติต่อสามัญชนอย่างเลวร้าย กลับกันคนในยุทธภพกลับกดขี่ประชาชนมากกว่าหลายคนจึงจำใจต้องเข้าสู่ยุทธภพ การพ่ายแพ้ในการต่อสู้ภายในไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่ฝีมือสู้ผู้อื่นไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าสู้ไม่ได้กลับคิดจะปีนกำแพงหนีออกไป เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทำให้ต้าเฉียนถูกแคว้นเพื่อนบ้านรอบด้านกดดันไม่น้อย
การออกจากต้าเฉียนก็เท่ากับเป็นการไปเข้าร่วมกับศัตรู
โดยเฉพาะในยุคที่เส้นชีพจรมังกรกำลังฟื้นคืนเช่นนี้ หากออกจากต้าเฉียนไปสุดท้ายพวกเขาก็จะกลายเป็นดาบที่ปักเข้ามาในร่างของต้าเฉียน
เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของซ่งเทียนเต๋า เจ้าสำนักผกาครามก็ขมวดคิว “ท่านเจ้าเมืองซ่ง ท่านคงจะคิดอย่างไรก็เรื่องของเจ้า แต่ข้าไม่มีทางนั่งดูศิษย์สำนักผกาครามแตกฉานซ่านเซ็นไปแน่”
จากนั้นเจ้าสำนักผกาครามก็มองไปยังคนอื่น “พวกท่านคิดเห็นเช่นไร?”
ในตอนนั้นเองเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็ก้าวออกมากล่าวว่า “อาตมาเห็นด้วยกับคำพูดของท่านเจ้าสำนักจาง”
ส่วนเรื่องที่ว่าทรยศนั้น?
“สำหรับพระพุทธองค์ของเรานั้น เรื่องนี้ช่างไรสาระสิ้นดี”
“พระพุทธองค์ไม่มีขอบเขต ย่อมเป็นอิสระไรขีดจำกัด แล้วจะกล่าวว่าเป็นของผูใดได้.อย่างไร?”
เมื่อเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกาย รีบก้าวออกมากล่าวว่า “คำพูดนี้กล่าวได้ไม่มีผิด”
“พระพุทธองค์ไม่มีขอบเขต พวกเราย่อมไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้”
ไม่นานนักเหล่าผู้คนจากสำนักต่างๆ ที่สังกัดวัดวาอารามก็ต่างทยอยออกมาเห็นด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างตัดสินใจเช่นเดียวกับเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธ
เลือกที่จะออกจากแคว้นต้าเฉียน
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้คนจากสำนักอื่นๆ อีกไม่น้อยก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหว เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธกล่าวขึ้นมาอย่างจังหวะเหมาะ “ที่จริงแล้วพวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวลใจเรื่องการแย่งชิงเส้นชีพจรมังกรนั้น ทุกคนต่างรู้กันดี เมื่อถึงเวลาย่อมมีการชำระล้างครั้งใหญ่อย่างแน่นอน”
“ต้าเฉียนนั้นดูภายนอกเหมือนรุ่งเรืองแต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยวิกฤตรอบด้าน สุดท้ายต้าเฉียนก็อาจจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ต่อไปได้”
“แทนที่จะยืนหยัดต่อไปสู้รักษาชีวิตเอาไว้ดีกว่า”
ดังนั้นสำนักต่างๆ ที่ได้ยินคำพูดนี้จึงเปลี่ยนจากความลังเลเป็นความแน่วแน่ เลือกที่จะทำเช่นเดียวกับพวกเขา
สุดท้ายก็เหลือเพียงคนส่วนน้อยยังคงยืนหยัดอยู่ฝ่ายเดียวกับซ่งเทียนเต๋า ซ่งเทียนเต๋ามองดูผู้คนมากมายที่เลือกเช่นนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ
เขาแค่นเสียงเย็นชากล่าวว่า “ต่างคนต่างทาง ย่อมร่วมมือกันไม่ได้ หนทางพวกเลือกเอง ข้าคงไม่อยู่ให้ขวางหูขวางตาแล้ว”
เจ้าสำนักผกาครามพลันเอ่ยขึ้น “ท่านเจ้าเมืองซ่ง ท่านคงจะไม่นำเรื่องนี้ไปปาวประกาศกระมัง”
ซ่งเทียนเต๋าชะงักฝีเท้า หันกลับมาแค่นเสียงเย็นชา “ข้าไม่ใช่คนปากมากชอบนินทาผู้อื่น”