ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 695: สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วม
หลังจากซ่งเทียนเต้าจากไป ผู้ที่ไม่ต้องการออกจากต้าเฉียนก็ตามไปด้วย ในที่สุดผู้คนจากสำนักต่างๆ ก็แยกออกเป็นสองฝ่าย เหลือเพียงผู้ที่ยินดีจะออกจากต้าเฉียนเท่านั้น เนื่องจากวิธีแก้ปัญหานี้เสนอโดยเจ้าสำนักผกาครามทุกคนจึงหันไปมองเขา
“ท่านเจ้าสำนักจาง โปรดตัดสินใจด้วยว่าพวกเราจะออกจากต้าเฉียนได้อย่างไร”
ทันใดนั้นได้มีคนเอ่ยขึ้นมา เจ้าสำนักผกาครามและเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธสบตากัน หลังจากพยักหน้าให้กันแล้วก็ก้าวออกมากล่าวว่า “หากจะออกเดินทางก็ต้องรีบทำโดยเร็ว เมื่อกลับถึงสำนักของตนแล้วก็ให้ออกเดินทางในทันที อย่าให้ทางราชสำนักจับจังหวะได้”
“ส่วนเรื่องจะออกทางไหนนั้น ข้ารู้สึกว่าเทือกเขาแม่น้ำมรกตเป็นเส้นทางลัดที่ดี ที่นั่นเป็นจุดบรรจบของสามแคว้น หากเดินตามแนวเขาก็จะเข้าสู่สองแคว้นที่อยู่ติดกับต้าเฉียนได้โดยตรง”
“อีกอย่างหนึ่ง หากทางราชสำนักค้นพบเข้า พวกเราก็สามารถอาศัยภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาขัดขวางการไล่ล่าของทหารราชสำนักได้”
สามวันต่อมา ณ จวนรองเจ้าเมืองซาง ภายในลานเรือนใหญ่ หลี่เต้ากำลังเอนกายอยู่บนเก้าอี้ยาว โดยมีเถียซานเหนียงและปี้โหย่วเอ๋อร์อยู่เป็นเพื่อน ท่าทางดูสุขสบายอย่างยิ่ง
“พี่เขย มีเรื่องด่วนขอรับ!”
ในตอนนั้นเองพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านนอก เห็นเพียงเถียขวางเหรินก้าวเท้าอย่างเร่งรีบวิ่งเข้ามา นับตั้งแต่ที่เขารู้ว่าพี่เขยของตนต้องเผชิญหน้ากับสำนักยุทธภพ เถียขวางเหรินก็ตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมกับสำนักชั้นสูงใดๆ ในยุทธภพอย่างเด็ดขาด แต่เลือกที่จะติดตามพี่เขยของเขาแทน
เนื่องจากกองทัพหมาป่าฝูถูมีกำลังพลเต็มอัตราแล้ว ไม่มีตำแหน่งว่างและไม่มีความคิดที่จะขยายกำลังพล ดังนั้นหลี่เต้าจึงจัดการให้เขาไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของเถียซานเหนียง และเนื่องจากเป็นน้องชายลูกพี่ลูกน้องของตน เถียซานเหนียงจึงตั้งใจที่จะช่วยเหลือสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ เถียขวางเหรินจึงได้กลายเป็นหัวหน้าเล็กรับผิดชอบด้านข่าวกรองในเมืองซางเฉิง
เมื่อเถียขวางเหรินมาถึงลานเรือนและได้เห็นพี่เขยกับพวกพี่สาวกำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ ก็ถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านี้มีเรื่องราววุ่นวายมากมาย แต่ตอนนี้พวกเขากลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแจ่ม?
หลี่เต้าลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายพลางเอ่ยถาม “มีความเคลื่อนไหวอะไรหรือ?”
“เป็นเรื่องของสำนักใหญ่ต่างๆ ขอรับ” เถียขวางเหรินอธิบายตามข้อมูลที่ได้รับจากทางหน่วยอินทรี “ขณะนี้สำนักใหญ่ทั้งหลายต่างมีความเคลื่อนไหว ศิษย์ในสำนักเริ่มแยกย้ายกันออกไปทั่ว”
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นถาม “พวกเขาพบเบาะแสอะไรงั้นหรือ?”
“ต้องบอกว่าสมกับที่เป็นพี่เขย” เถียขวางเหรินกล่าวต่อ “ตอนแรกทุกอย่างยังเป็นปกติ ดีที่สำนักใหญ่ทั้งหลายต่างก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพี่เขย แต่หลังจากสังเกตการณ์มาหนึ่งวัน ก็พบว่าสถานการณ์ตอนนี้ดูจะมีบางอย่างผิดปกติ”
“ยกเว้นนครดาบและสำนักอื่นบางส่วนแล้ว จากการสังเกตของหน่วยอินทรี ศิษย์ที่เดิมทีแยกย้ายออกไปของสำนักต่างดูเหมือนจะเริ่มเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน หากเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะกลุ่มก็คงไม่เป็นที่สังเกต แต่ศิษย์ที่แยกย้ายออกไปจากสำนักส่วนใหญ่ล้วนเกิดเหตุการณ์เช่นนี้”
พอพูดถึงตรงนี้ เถียขวางเหรินก็อดที่จะกล่าวชมออกมาไม่ได้ “โชคดีที่หน่วยอินทรีเก่งกาจ มิเช่นนั้นอาศัยเพียงกำลังคนคงไม่อาจค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้”
“แยกย้าย? รวมตัว?” หลี่เต้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากว่า “มีแผนที่หรือไม่?”
“ข้าราบข้าเตรียมไว้ให้พี่เขยแล้ว” ว่าแล้วเถียขวางเหรินก็ล้วงเอาแผนที่แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ บนแผนที่มีการทำเครื่องหมายตำแหน่งของสำนักใหญ่น้อยต่างๆ และยังมี่เครื่องหมายอื่นอีกมากมาย
“พี่เขย เครื่องหมายใหญ่คือตำแหน่งของสำนักใหญ่ทั้งหลาย ส่วนเครื่องหมายเล็กคือตำแหน่งของศิษย์ที่แยกย้ายไปกระจายตัวอยู่ ส่วนเส้นประคือเส้นทางเดินหน้าของเหล่าศิษย์ที่แยกย้ายพวกนั้น”
หลังจากมองให้ชัดเจนแล้ว หลี่เต้าก็พบว่าเส้นประจำนวนไม่น้อยดูเหมือนจงใจเลี่ยงเส้นทาง
“น่าสนใจ…” หลี่เต้าพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง บนใบหน้าฉายแววขบขัน หลังมองตามทิศทางที่เส้นประทั้งหลายมุ่งหน้าไป หลี่เต้าก็มองเห็นเทือกเขาแห่งหนึ่งบนแผนที่ได้อย่างรวดเร็ว
“เทือกเขาแม่น้ำมรกตงั้นหรือ?”
เถียขวางเหรินตอบว่า “เทือกเขาที่เป็นรอยต่อระหว่างสามแคว้น ต้าเฉียน ชนเผ่าเป่ยหม่าน และต้าชิง หากผ่านเทือกเขาในอาณาเขตต้าเฉียนแห่งนี้ไปได้ ก็จะสามารถเข้าสู่ดินแดนชนเผ่าเป่ยหม่านและต้าชิงได้โดยตรง”
เถียซานเหนียงขมวดคิ้ว “พวกเขาต้องการหนีออกจากต้าเฉียนอย่างนั้นหรือ?”
เถียขวางเหรินพยักหน้า “ใช่แล้วพี่สาว หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงจะเป็นเช่นนั้น”
ดังนั้นทั้งสองจึงหันไปมองหลี่เต้า
“ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ” หลี่เต้าด้รู้อยู่แล้วว่าภายใต้การกดดันของเขา ย่อมมีผู้ที่ไม่ยอมอยู่อย่างสงบ แต่ก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่ยอมอยู่เฉยถึงเพียงนี้ สู้ไม่ได้ก็จะย้ายถิ่นฐานเลยหรือ?
แต่ทำไมไม่ย้ายไปที่อื่น กลับต้องหนีออกนอกแคว้นด้วย? ความหมายของเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว
หากพูดถึงเรื่องภายใน หลี่เต้าก็คงเลือกที่จะอลุ่มอล่วย ตราบใดที่พวกเขายังรักษามารยาทให้เหมาะสม เขาก็จะไม่กดดันมากเกินไป อาจถึงขั้นมองข้ามบางเรื่องไปเสียด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็ไม่เคยคิดจะกวาดล้างสำนักยุทธทั้งหมดให้สิ้นซาก เพราะที่ใดมีผู้คน ที่นั่นย่อมมียุทธภพ เรื่องนี้เขาเองเข้าใจดี
แต่ในเมื่อคนพวกนี้วิ่งออกไปนอกเขต ในแง่ของความชอบธรรมแล้วก็ถือว่าเป็นการทรยศต่อต้าเฉียน อย่างไรเสียทรัพยากรทั้งหมดของสำนักน้อยใหญ่ก็ล้วนมาจากต้าเฉียน ศิษย์ในสำนักเองก็เป็นคนต้าเฉียน ที่พวกเขาสามารถเติบโตจนแข็งแกร่งได้ก็เพราะชาวเจียงโจวบูชาพวกเขา ผลลัพธ์คือกินของต้าเฉียน ใช้ของต้าเฉียน แต่สุดท้ายกลับส่งคนออกไปจนหมด การทรยศหักหลังคือการหันไปเข้ากับฝ่ายศัตรู และการเข้ากับฝ่ายศัตรูนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็หยิบป้ายประจำตัวออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้เถียขวางเหรินที่อยู่ด้านข้าง
เถียขวางเหรินรับป้ายประจำตัวมา เมื่อเห็นตัวอักษรบนป้าย สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจและตกตะลึง “พี่เขย ท่านจะ…”
“ถือป้ายนี้ไว้ เจ้ารับหน้าที่ประสานงานระหว่างสำนักใหญ่ต่างๆ สั่งกองทัพหมาป่าฝูถูให้พวกเขาปิดล้อมชายแดนเทือกเขาแม่น้ำมรกตไว้” หลี่เต้าพึมพำ “คราวนี้ข้าจะปิดประตูฆ่าสุนัข”
ณ จวนเจ้าเมือง
“ท่านเจ้าเมือง พวกเราจะต้องปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปจริงๆ หรือขอรับ?” รองหัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นทุกข์
“จะไม่ให้แยกย้ายได้อย่างไร ท่านผู้นั้นจากราชสำนักคงไม่ปรานีพวกเจ้าแน่” ซ่งเทียนเต้าถอนหายใจยาว
“ท่านเจ้าเมือง จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางนะ” ทันใดนั้น รองหัวหน้าก็พลันกล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของซ่งเทียนเต้าก็เปลี่ยนไปในทันที เขาเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “เจ้าเองก็คิดจะหนีออกไปด้วยหรือ?”
พอสังเกตเห็นว่าซ่งเทียนเต้าโกรธจริง รองหัวหน้าก็รีบโบกมือพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น วิธีที่ข้าจะเสนอเป็นวิธีอื่น”
“วิธีอะไรหรือ?”
“ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองเคยได้ยินคำพูดหนึ่งหรือไม่?”
“คำพูดอะไร?”
“‘หากสู้ไม่ได้ ก็เข้าร่วมเสียเลย’”
ไม่นานนัก รองหัวหน้าก็เล่าความคิดทั้งหมดของตนให้ซ่งเทียนเต้าฟัง
“เหตุใดราชสำนักจึงไม่อนุญาตให้ศิษย์ในสำนักของพวกเรามีจำนวนเกินกำหนด? เพราะสำนักยุทธในยุทธภพของพวกเราขัดแย้งกับราชสำนักมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องที่ยอดฝีมือใช้วรยุทธละเมิดกฎหมายนั้นแก้ไขไม่ได้ แต่หากคิดในอีกแง่หนึ่ง ถ้าพวกเราไม่ขัดแย้งกับราชสำนักเล่า?”
“นครดาบในตอนนี้ไม่เหมือนนครดาบในอดีตแล้ว จะเรียกว่าเป็นสำนักก็ไม่เชิง กลับกลายเป็นครอบครัวใหญ่ไปเสียมากกว่า หากต้องสลายตัวจนเหลือแค่คนกระจัดกระจายไป สู้พวกเราเลือกที่จะยอมจำนนเข้าร่วมกับราชสำนักเสียยังดีกว่า พอพวกเรากลายเป็นคนของราชสำนักแล้ว เช่นนั้นยังจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงเก่าๆ เหล่านั้นอยู่อีกหรือไม่เล่า?”
เมื่อรองหัวหน้าพูดจบ ดวงตาของซ่งเทียนเต้าก็ค่อยๆ เปล่งประกายขึ้น