ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 697: หลี่เต้าขวางทาง
เจ้าอาวาสวัดเจดีย์กล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “บุกเข้าไป! มาถึงขั้นนี้แล้วไม่มีทางถอยหลังกลับอีกแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ต่างพยักหน้าเห็นด้วย เดินมาถึงจุดนี้แล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะถอยกลับ
“ให้แต่ละคนนำศิษย์ของตนไป!”
เมื่อคำพูดนั้นจบลง เจ้าสำนักผกาครามและบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายก็ได้นำศิษย์ทั้งหมดบุกเข้าใส่กองทัพหมาป่าฝูถู ผู้คนที่เหลือเองก็รีบตามไปในทันที
อีกด้านหนึ่ง
กองทัพหมาป่าฝูถูมองดูเหล่าศิษย์สำนักต่างๆ ที่กำลังบุกเข้ามา ทันใดนั้นท่าทีของทุกคนพลันเปลี่ยนไปทันที
เจ้าเสือที่อยู่ใต้อาณัติของสวี่หรงแค่นเสียง ปลดปล่อยกองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพอันน่าสะพรึงกลัวออกมาในพริบตา ภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ผู้คนจากสำนักต่างๆ นอกจากส่วนน้อยที่ไม่ได้รับผลกระทบแล้ว ส่วนใหญ่ก็ต่างได้รับผลกระทบทั้งสิ้น
“ลงมือ!”
เจ้าสำนักผกาครามพุ่งเข้าสู่อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็นำศิษย์ทั้งหลายมาอยู่เบื้องหน้ากองทัพหมาป่าฝูถูแล้ว ในเวลาเดียวกัน พลังรอบกายก็พลันปะทุออกมาในทันที
เช่นเดียวกับพระชั่วในครั้งก่อน ร่างกายของเขาแผ่พลังระดับครึ่งเทพมนุษย์ออกมา ขณะที่เจ้าสำนักผกาครามกำลังจะฝืนเผชิญหน้ากับกองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพ ทันใดนั้นเอง กองทัพหมาป่าฝูถูก็พลันเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน พวกเขาหลบไปทั้งสองข้างทันที เปิดเส้นทางให้… แจ่ม?
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เจ้าสำนักผกาครามก็ถึงกับชะงักไป ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ เช่นเดียวกับเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธและเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ รวมถึงผู้อื่นด้วย พวกเขาต่างตกตะลึงเช่นเดียวกัน กองทัพหมาป่าฝูถูไม่มีท่าทีจะปะทะกับพวกเขาที่อยู่ในระดับครึ่งเทพมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
จนทำให้สงสัยว่าคนพวกนั้นขวางทางไว้เพื่อการใด?
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ขวางทางแล้ว พวกเขาก็ไม่อยากก่อเรื่องให้มากความ เพราะ ‘เขา’ อาจจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์คงจะไม่น่าดูเป็นแน่
“รีบออกไป! เร็ว!”
เมื่อเห็นว่ากองทัพหมาป่าฝูถูไม่มีท่าทีที่จะขัดขวาง สำนักผกาครามและคนอื่นๆ จึงนำศิษย์ของตนเร่งความเร็วพุ่งฝ่าวงล้อมของกองทัพหมาป่าฝูถู
และแล้วทหารกองทัพหมาป่าฝูถูสามพันนายก็ได้ แต่มองดูกลุ่มคนที่นำโดยผู้ฝึกยุทธ์ระดับครึ่งเทพมนุษย์หายลับไปด้านหลังพวกเขา เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้คนจากสำนักอื่นๆ ที่เหลือก็ดีใจและกำลังจะตามไปด้วยในทันที
แต่ทันใดนั้น กองทัพหมาป่าฝูถูที่เปิดเส้นทางไปก่อนหน้านี้ก็กลับมาปิดกั้นเส้นทางที่เคยเปิดไว้อีกครั้ง
“พวกเจ้า…”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ผู้คนจากสำนักใหญ่ที่เหลือก็พลันเข้าใจทันที กองทัพหมาป่าฝูถูตรงหน้านี้ชัดเจนว่าต้องการจะ ‘รังแกคนอ่อนแอ เกรงกลัวคนแข็งแกร่ง’
“แค่ทหารสามพันนายเท่านั้น พวกเจ้าคิดว่าพวกเราเป็นลูกพลับนิ่มที่จะบีบเล่นได้ง่ายๆ หรือไร!” ผู้อาวุโสเถียเจียนแห่งสำนักกระบี่โบราณนำเหล่าศิษย์ก้าวออกมา “โจมตีพร้อมกัน!”
เมื่อเสียงสั่งการดังขึ้น ผู้อาวุโสเถียเจียนก็ปลดปล่อยพลังยุทธ์ระดับมหาราชาปรมาจารย์ออกมาอย่างเต็มที่ พอได้ยินดังนั้น ผู้คนจากสำนักอื่นๆ ก็พากันตอบรับ
ในพริบตาเดียวก็มีผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ปรากฏขึ้นมากมาย แม้ว่าสำนักที่เหลืออยู่เหล่านี้ไม่อาจเทียบกับสำนักชั้นสูงอย่างวัดหมื่นพุทธได้ แต่พวกเขาก็ยังมีกำลังที่น่าเกรงขามอยู่ เมื่อมองดูเหล่ายอดฝีมือระดับมหาราชาปรมาจารย์และระดับปรมาจารย์ที่อยู่เบื้องหน้านี้แล้ว สีหน้าของพวกทหารกองทัพหมาป่าฝูถูก็เผยความตื่นเต้นออกมา หากไม่ได้เดินทางไปแคว้นหมู่เกาะ พวกเขาคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างยากลำบาก
แต่หลังจากที่หมาป่าทั้งหมดได้แปรสภาพเป็นปีศาจแล้ว นอกจากเทพมนุษย์จะลงมือเอง พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีก แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับครึ่งเทพมนุษย์ก็ตาม แน่นอนว่าหากมีผู้อยู่ในระดับครึ่งเทพมนุษย์มากเกินไป พวกเขาก็คงต้านทานไม่ไหว ดังนั้นจึงเกิดเป็นภาพตรงหน้า คนเหล่านี้เหมาะที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาพอดี
“โฮก!”
พร้อมกับเสียงคำรามของเจ้าเสือ สวี่หรงก็เป็นคนแรกที่ถือง้าวคู่พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนตรงหน้า ที่เบื้องหลัง ทหารหมาป่าฝูถูสามพันนายก็ตามมาพร้อมกับเสียงหมาป่าคำราม
…
อีกด้านหนึ่ง
สำนักผกาคราม วัดหมื่นพุทธ และวัดเจดีย์ หลังจากที่ทั้งสามกองกำลังผ่านกองทัพหมาป่าฝูถูไปได้ไม่นาน ก็หันกลับไปสังเกตสถานการณ์เบื้องหลัง ผลปรากฏว่านอกจากกองกำลังของพวกเขาทั้งสามสำนักแล้ว ไม่มีใครตามมาเลย
เจ้าอาวาสวัดเจดีย์กล่าวว่า “คงถูกทิ้งไว้เบื้องหลังแล้ว”
เจ้าสำนักผกาครามขมวดคิ้วถามว่า “จะกลับไปพาพวกเขามาด้วยหรือไม่?”
“อมิตาภพุทธ” เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธเอ่ยเสียงทุ้มว่า “ทุกคนล้วนมีวาสนาของตน หากพวกเขาตามไม่ทันก็มิอาจโทษพวกเราได้”
เจ้าอาวาสวัดเจดีย์กล่าวอย่างไม่ไว้หน้าว่า “เลิกเสแสร้งทำเถอะ เดิมทีที่พาพวกเขามาด้วยก็คิดจะใช้เป็นเหยื่อล่ออยู่อย่างไรเล่า ตอนนี้จะพูดไปก็ไร้ประโยชน์”
เจ้าสำนักผกาครามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ หากสุดท้ายพวกเขาสามารถออกจากต้าเฉียนได้ ค่อยดูแลพวกเขาก็ยังไม่สาย”
หลังจากตัดสินใจทิ้งคนไว้เบื้องหลังแล้ว ทั้งสามคนก็ นำศิษย์ของตนเดินทางต่อไปตามเส้นทางบนภูเขา ทุกระยะที่เดินผ่าน พวกเขาล้านเหลียวมองไปรอบทิศ กลัวว่าคนของกองทัพหมาป่าฝูถูจะไล่ตามมาทัน พวกเขาไม่ได้กลัวการถูกกองทัพหมาป่าฝูถูไล่ตาม แต่กลัวว่าจะยังมีคนอื่นตามหลังทหารหมาป่ามาด้วย
ในที่สุด หลังจากเร่งความเร็วไปได้ระยะหนึ่ง ปลายทางของเส้นทางบนภูเขาก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคน
เมื่อเห็นแสงสว่างที่ทอประกายอยู่แต่ไกล เจ้าสำนักผกาครามและคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เจ้าสำนักผกาครามกล่าวว่า “เมื่อเดินออกจากเส้นทางภูเขานี้ก็ถึงรอยต่อของสามแคว้นแล้ว”
เจ้าอาวาสวัดเจดีย์เอ่ยอย่างโล่งอก “เมื่อกลับถึงชนเผ่าเป่ยหม่านก็จะปลอดภัยแล้ว”
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็ได้นำศิษย์ทั้งหลายเดินออกจากเส้นทางภูเขา หลังออกจากเส้นทางภูเขามา ทัศนวิสัยของพวกเขาก็กว้างขึ้นในทันที เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านหลังต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เมื่อสายตาของทุกคนกลับมาเป็นปกติ ทันใดนั้นก็ไม่มีเสียงใดๆ ในหมู่คน
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่ร่างหนึ่งนอกเส้นทางภูเขาโดยไม่รู้ตัว
“พูดตามตรง พวกเจ้ามาช้าเหลือเกิน”
หลี่เต้าที่นั่งย่องๆ อยู่บนก้อนหินพลันลุกขึ้นยืน ใช้ง้าวมังกรทมิฬที่ปักอยู่บนพื้นทางด้านขวาพยุงตัว พร้อมกับปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าในระหว่างที่รอออกไป เมื่อเห็นกลุ่มคนไม่พูดจา หลี่เต้าก็ยิ้มเล็กน้อย “เป็นอะไรไป? เห็นข้าแล้วประหลาดใจมากหรือ? ดีใจมากเลย?”
ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเขม็งตึง ในตอนนี้เองทั้งสามสำนักถึงได้เข้าใจว่าทำไมกองทัพหมาป่าฝูถูยอมปล่อยให้พวกเขาจากมา ที่แท้ไม่ใช่เพราะ ‘เขา’ ยังมาไม่ถึง แต่เป็นเพราะ ‘เขา’ มาถึงก่อนแล้ว และจงใจรอพวกเขาอยู่!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ หลี่เต้าจึงเอ่ยถาม “ขออนุญาตถามสักหน่อย พวกท่านกำลังจะไปที่ใดกัน? หากข้าจำไม่ผิด ที่นี่คือชายแดนของต้าเฉียน หากเดินต่อไปก็จะเป็นดินแดนของชนเผ่าเป่ยหม่านและต้าชิง”
“พอได้แล้ว!”
ทันใดนั้น เจ้าสำนักผกาครามก็เอ่ยขัดคำพูดของหลี่เต้า เขายกหน้าขึ้นก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้ามืดครึ้มว่า “ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ใต้เท้าหลี่ก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งทำเช่นนี้อีก พวกเราไม่กล้าต่อกรกับท่าน… แต่แม้ไม่กล้าต่อกร พวกเราก็ยังหลบหนีได้มิใช่หรือ? ดังนั้นพวกเราจะออกจากแคว้นต้าเฉียน จะได้ไม่เป็นที่ขัดหูขัดตาท่าน ดีหรือไม่?”
หลี่เต้าพยักหน้า “คำพูดนี้ไม่ผิด ต้องได้อยู่อย่างแน่นอน… แต่ทว่า…”
“มีบางสิ่งที่พวกเจ้าเอาติดตัวไปด้วยไม่ได้”
เจ้าสำนักผกาครามเผลอถามออกมาโดยไม่รู้ตัว “สิ่งใดหรือ?”
“นั่นก็คือ… พวกเจ้านั่นเอง!” หลี่เต้ากล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ในตอนนี้ข้าสงสัยว่าพวกเจ้าจงใจทรยศต่อต้าเฉียน พยายามหลบหนีออกนอกอาณาเขต รบกวนทุกท่านตามข้ากลับไปรับการสอบสวน หากการสอบสวนไม่มีปัญหา ถึงตอนนั้นทุกท่านอยากจะไปที่ใดก็ไปได้ ข้าจะไม่ขัดขวางโดยเด็ดขาด”
สอบสวน?
ยังไม่ต้องพูดถึงการกระทำของพวกเขาในยามนี้ที่มีปัญหาอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายก็คงถูกทำให้มีปัญหาอยู่ดี ดังนั้น…
เจ้าสำนักผกาครามกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านหลี่อย่าบีบบังคับพวกเรา พวกเรารับว่าท่านเก่งกาจ แต่ท่านก็ไม่อาจจับพวกเราไว้ได้ทั้งหมดในคราวเดียว ศัตรูควรคลี่คลายไม่ควรก่อสัมพันธ์ สู้ปล่อยพวกเราไปไม่ดีกว่าหรือ พวกเราจะจดจำบุญคุณในวันนี้เอาไว้”