ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 91 ผู้คนต่างตกตะลึง
บทที่ 91 ผู้คนต่างตกตะลึง
หลี่เต้ามองดูทหารม้าเป่ยหมานที่ค่อย ๆ จมหายไปในกองทัพทหารม้าของค่ายหวงซา สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เลือกที่จะเข้าไปสังหารต่อ ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้กำไรมากพอแล้ว
การโจมตีครั้งนี้ทหารม้าเป่ยหมานส่งกำลังพลมาเพียงสามร้อยนาย ก่อนหน้านี้เขาได้สังหารพวกมันในที่เกิดเหตุรวมกับที่ไล่ล่าสังหารระหว่างทางประมาณครึ่งหนึ่ง อีกทั้งยังได้สังหารหัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานด้วย นับว่าได้กำไรมากทีเดียว
นอกจากนั้น การปรากฏตัวของหลี่เต้าก็ยังเป็นสิ่งที่แปลกหน้าและไม่คุ้นเคยสำหรับเหล่าทหารในค่ายหวงซา ด้วยรูปลักษณ์และสถานการณ์เช่นนี้ หากเขาบังเอิญบุกเข้าไปโดยไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรูได้ง่าย
หากถึงเวลานั้นจริง จะตอบโต้หรือไม่ตอบโต้ก็ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ลำบากใจ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและสร้างไมตรีกับเหล่าสหายร่วมรบในอนาคต หลี่เต้าจึงตัดสินใจมอบเหล่าทหารม้าเป่ยหมานในมือให้พวกเขา เพื่อสร้างมิตรภาพและปูทางสู่ความร่วมมือในศึกครั้งถัดไป!
…
แม้ว่าทหารม้าเป่ยหมานจะคลุ้มคลั่งราวกับถูกฉีดยากระตุ้นภายใต้การข่มขู่ของหลี่เต้า แต่โดยรวมแล้วพละกำลังก็ยังด้อยกว่าพวกทหารอันธพาลในค่ายหวงซาเหล่านี้ ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทหารม้าเป่ยหมานคนสุดท้ายก็ล้มลงภายใต้คมดาบของเหล่าทหารค่ายหวงซา
“ฮึ! สะใจจริง!” จ้าวถ่งมองดูศพของทหารม้าเป่ยหมานที่นอนเกลื่อนพื้นด้วยสีหน้าสะใจ หลายวันมานี้เขาอดทนมามากพอแล้ว ในที่สุดก็ได้โอกาสแก้แค้นเสียที
แต่แล้วเขาก็ชะงักไป เพราะนึกถึงปัญหาบางอย่างขึ้นมาได้ พวกทหารม้าเป่ยหมานเหล่านี้เป็นคนโง่หรือไร? เหตุใดจึงบุกเข้ามาหาความตายเช่นนี้! อีกอย่างจำนวนก็ไม่ตรงกัน จากศพที่เห็นบนพื้นตอนนี้ ควรจะมีทหารม้าเป่ยหมานอีกครึ่งหนึ่ง พวกมันหายไปไหน?
เขามองไปทางปากหุบเขาโดยไม่รู้ตัว จู่ ๆ ก็ชะงักค้าง “เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร?”
จ้าวถ่งมองดูหลี่เต้าที่นั่งยอง ๆ อยู่บนก้อนหินไม่ไกลด้วยสีหน้าประหลาดใจ หลี่เต้าปักง้าวมังกรทมิฬลงบนก้อนหิน ล้วงจดหมายรายงานตัวออกมาจากอก โบกไปมาในอากาศก่อนจะโยนไปให้ “ทหารใหม่หลี่เต้ามารายงานตัวที่เมืองหวงซา”
จ้าวถ่งรับซองจดหมายที่ลอยมาแล้วเปิดอ่าน พอเห็นก็ชะงัก เป็นทหารใหม่จริง ๆ “แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วทำไมถึงมาจากทิศทางนั้น” จ้าวถ่งขมวดคิ้วถาม
ก่อนที่หลี่เต้าจะทันได้เอ่ยคำตอบใด ๆ ทันใดนั้นกลับมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งแทรกตัวออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว เมื่อสายตาของเขาประสบกับร่างของหลี่เต้า ผู้มาใหม่ถึงกับชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “เจ้าทำสำเร็จจริง ๆ ด้วย!”
ผู้ที่ปรากฏตัวคือเสวียปิง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังของแถวทหาร แม้ยังไม่ได้ตั้งตัวหรือคาดคิดถึงสิ่งที่จะพบ แต่ความสงสัยก็ดึงเขาให้ก้าวออกมาสำรวจด้วยตนเอง บัดนี้ เมื่อเขาได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน สายตาของเขาจับจ้องหลี่เต้า ก่อนจะกวาดมองทหารม้าเป่ยหมานที่ก่อนหน้านี้ต่างหันหัวม้ากรูกันเข้ามาอย่างไม่ลดละ เสวียปิงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นตระหนก ราวกับจู่ ๆ ก็หวนนึกถึงเรื่องของหลี่เต้า สิ่งเหล่านั้นพลันประจักษ์แก่ใจและกลายเป็นความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป!
“เสวียปิง เจ้ารู้อะไรบางอย่างหรือ?” จ้าวถ่งจ้องมองไปที่เสวียปิง
เสวียปิงได้สติกลับมา แล้วเข้าไปกระซิบบอกอะไรบางอย่างที่ข้างหูของจ้าวถ่ง ตอนแรกสีหน้าของจ้าวถ่งยังไม่เปลี่ยน แต่พอฟังจนจบก็ถึงกับเบิกตาโพลง ทำหน้าไม่อยากเชื่อ
“เสวียปิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าการหลอกลวงผู้บังคับบัญชามีโทษเพียงใด?”
“ท่านแม่ทัพ ข้าจะกล้าหลอกท่านได้อย่างไร ข้าเพิ่งรู้จักเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“ฮึ่ย!” จ้าวถ่งสูดหายใจเฮือก หากสิ่งที่เสวียปิงพูดเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าค่ายหวงซาของพวกเขาได้ต้อนรับผู้ยิ่งใหญ่มาเยือนเสียแล้ว
ในขณะนี้ บรรยากาศรอบกายยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ เหล่าทหารในค่ายหวงซาที่อยู่รายรอบต่างไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขารู้เพียงว่า หลี่เต้าคือทหารใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ท่ามกลางความสับสน ทหารอันธพาลกลุ่มหนึ่งเกิดความอยากรู้อยากเห็นถึงทหารใหม่ที่ดูโดดเด่นเกินหน้าผู้อื่น และคิดจะลองดี ด้วยการเดินเข้าไปหาหลี่เต้าอย่างไม่เกรงกลัว สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยแววเยาะเย้ยและท่าทีท้าทาย
“พวกเจ้าทำตัวให้เรียบร้อยหน่อย” จ้าวถ่งที่ได้สติกลับมาเห็นท่าทีของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองจึงกล่าวขึ้นทันที
หากเป็นทหารใหม่ทั่วไปเขาก็ไม่ได้ใส่ใจที่พวกเขาจะแกล้งสักหน่อย เพราะถือเป็นธรรมเนียมการเข้าค่ายอันธพาลแห่งเมืองหวงซา แต่ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นอย่างที่เสวียปิงกล่าวจริง พวกทหารอันธพาลเหล่านี้เข้าไปคงได้หัวแตกเลือดอาบแน่ ทุกอย่างต้องรอให้แน่ใจก่อนว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่?
จ้าวถ่งมองไปที่หลี่เต้าแวบหนึ่ง แล้วพูดกับคนที่เหลือว่า “พวกเจ้าขึ้นม้าไปหาทหารม้าเป่ยหมานที่เหลือตรงทางออกหุบเขา” เมื่อได้ยินคำว่าทหารม้าเป่ยหมาน พวกทหารอันธพาลก็ลืมหลี่เต้าทหารใหม่ทันที ต่างรีบขึ้นม้าด้วยความตื่นเต้น
ขณะที่เดินผ่านหลี่เต้า จ้าวถ่งพูดเสียงทุ้มว่า “เจ้าก็ตามมาด้วย” ในตอนนั้น เสวียปิงจูงม้าสองตัวมาที่ข้างกายหลี่เต้า “น้องชาย ข้านำม้าของเจ้ามาให้แล้ว”
เมื่อเห็นม้าที่คุ้นเคย หลี่เต้ารู้สึกประหลาดใจ จึงกล่าวทันทีว่า “ขอบคุณทำให้ท่านลำบากแล้ว”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เสวียปิงกล่าวจบก็แอบเข้าไปกระซิบถามข้าง ๆ หูหลี่เต้าเบา ๆ “ข้าถามหน่อยน้องชาย พวกนี้เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?”
หลี่เต้ากระโดดขึ้นหลังม้า หัวเราะเบา ๆ “ไปดูก็รู้เอง” เขาไม่ได้ตั้งใจอวดอ้าง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจกดข่มตัวเองเช่นกัน จากการพบปะกับเสวียปิงก็เห็นได้ว่าค่ายอันธพาลนี้สมชื่อจริง ๆ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้วิธีการแบบอันธพาลเพื่อแสดงตัวตนและลดความยุ่งยากให้ตัวเอง
ทางออกของหุบเขาไม่ได้อยู่ไกลมาก ไม่นาน ทุกคนก็มาถึงทางออกหุบเขา เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงก็ลอยโชยเข้าสู่จมูกจนแทบทำให้ทุกคนหยุดชะงัก กลิ่นนั้นหนักหน่วงและชวนให้ขนลุก ราวกับเป็นประกาศิตแห่งความตายที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ
เมื่อพวกเขาสังเกตมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจนขึ้น ทั้งจ้าวถ่งและเหล่าทหารอันธพาลจากค่ายหวงซาต่างพากันตะลึงงัน ราวกับถูกตรึงไว้กับที่โดยสิ่งที่ได้เห็น ภาพเบื้องหน้าช่างโหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เศษชิ้นส่วนบนร่างกายของทหารม้าเป่ยหมานและม้าศึกกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เลือดสดไหลนองจนพื้นดินกลายเป็นสีแดงฉาน
เมื่อพวกเขาสู้รบกับทหารม้าเป่ยหมานยังสามารถทิ้งซากศพที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้ได้บ้าง แต่ภาพตรงหน้านี้กลับเป็นเช่นไร? ราวกับโรงฆ่าสัตว์ มีแต่เศษแขนขาและเลือดที่กระจายเป็นฝอย ไม่มีศพที่สมบูรณ์แม้แต่ศพเดียว พื้นโดยรอบเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดราวกับถูกชำระล้างด้วยเลือด
หลังจากที่ตั้งสติได้ จ้าวถ่งหันไปมองชายหนุ่มรูปงามที่นั่งนิ่งอยู่บนหลังม้า ดูเหมือนหลี่เต้าจะสังเกตเห็นสายตาของจ้าวถ่ง จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่ารอยเลือดที่เปื้อนอยู่บนแก้มของเขากลับทำให้รอยยิ้มนั้นดูชวนขนลุก
พูดตามตรง จ้าวถ่งไม่อาจเชื่อมโยงภาพตรงหน้ากับทหารใหม่ผู้นั้นได้เลย มันช่างดูขัดแย้งกันเหลือเกิน แต่ตามที่เสวียปิงบอกมา มีความเป็นไปได้เพียงกรณีเดียวเท่านั้น จ้าวถ่งสูดหายใจลึก รู้ว่าตนเองอาจได้พบกับปัญหาใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งค่ายหวงซาจนถึงบัดนี้
เขากระโดดลงจากหลังม้า จากนั้นก้าวเดินอย่างมั่นคงผ่านแอ่งเลือดที่ขังอยู่บนพื้นดิน เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำผ่านของเหลวสีแดงฉานดังขึ้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงสะท้อนของความเงียบงันในสมรภูมิ เขาเดินมุ่งหน้าไปยังกองศพที่กระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ ดวงตาจับจ้องอย่างแน่วแน่ ราวกับกำลังค้นหาสิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในกองเลือดและซากศพเหล่านั้น
ในที่สุด หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พบสิ่งที่ตามหา ศพหนึ่ง! มันคือศพของหัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานผู้ที่เคยส่งคนมายั่วยุค่ายหวงซาของพวกเขาหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ตอนที่สกัดกั้นทหารม้าเป่ยหมานเขาก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นผู้นำของพวกมัน ที่แท้ก็ตายอยู่ที่นี่
จ้าวถ่งย่อตัวลง สายตาจับจ้องที่รอยลึกบนลำคอของศพ บาดแผลใหญ่มาก เกือบจะฉีกลำคอขาดออกจากกัน เหลือเพียงเนื้อเยื่อบาง ๆ เชื่อมต่อกันไว้ ทั่วร่างไม่มีร่องรอยบาดแผลที่อื่นเลย เขาหลับตาลงแล้วจินตนาการเหตุการณ์ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง