ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 267 เทพธิดาไหมสวรรค์ หนอนไหมสวรรค์ผลึกเทวะ!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 267 เทพธิดาไหมสวรรค์ หนอนไหมสวรรค์ผลึกเทวะ!
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กู้หย่วนก็ยังคงไม่เคลื่อนไหวใดๆ
ไม่ว่าข้อสันนิษฐานของเขาจะเป็นจริงหรือเท็จ ตอนนี้เขาก็ยังไม่คิดจะไปพิสูจน์มันหรอก
หากเขาเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานก็ว่าไปอย่าง ทว่าตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหรินเท่านั้น ลำพังแค่ใช้ตบะแผ่กางเป็นเกราะคุ้มกันเพื่อดำผุดดำว่ายในลาวาประเดี๋ยวประด๋าวน่ะพอไหว แต่ถ้าจะให้แช่อยู่ในนั้นเป็นเวลานานๆ ล่ะก็… ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
กู้หย่วนจดจำตำแหน่งนี้เอาไว้ในใจ จากนั้นก็ซ่อนเร้นกายาและคอยซุ่มดูอยู่เงียบๆ ในบริเวณใกล้เคียง
เห็นได้ชัดว่า ยังเหลือเวลาอีกระยะหนึ่งกว่าถ้ำมังกรชาดจะปรากฏตัวขึ้น
หรือบางทีอาจจะต้องใช้เงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย
หลังจากรอคอยมาสองวัน กู้หย่วนก็บังเอิญเห็นลำแสงสองสายเหาะเหินมาจากที่ไกลๆ เมื่อลำแสงนั้นจางลง กู้หย่วนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
เพราะคนทั้งสองนั้น ดันเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งสิ้น
คนหนึ่งคือซูชิวเยว่ ส่วนอีกคนก็คือจี้ชางไห่!
กู้หย่วนยิ่งเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นไปอีก เขาไม่รีบร้อนที่จะเผยตัวออกไป
ทั้งๆ ที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะไปรวมตัวกันที่ภูเขาเชียนเยี่ยน แล้วค่อยติดต่อหากัน ทว่าสองคนนี้กลับแอบมาเจอกันเงียบๆ แถมยังมาโผล่ที่นี่อีกต่างหาก
เรื่องนี้มันต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน
แล้วต้วนเฉินล่ะ หายไปไหน?
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เขาก็เห็นจี้ชางไห่หยิบลูกปัดสีเหลืองหม่นที่เปล่งแสงเรืองรองออกมาลูกหนึ่ง พลางหัวเราะร่วน
“แม่นางซู ดูเหมือนว่าที่นี่แหละคือถ้ำมังกรชาด แต่การจะเปิดถ้ำมังกรชาดได้ จำเป็นต้องรวบรวมมุกกำเนิดธาตุทั้งห้าให้ครบเสียก่อน พวกเราคงต้องรอไปอีกสักพักล่ะนะ”
ซูชิวเยว่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเรียบๆ
“งั้นก็รอไปเถอะ”
กู้หย่วนที่ซุ่มซ่อนอยู่ไกลๆ มีสีหน้ายากจะคาดเดา
มุกกำเนิดธาตุทั้งห้างั้นรึ?
ต้องรวบรวมให้ครบถึงจะเปิดถ้ำมังกรชาดได้งั้นสิ?
เขาก้มลงมองมุกอัคคีชาดในมือสลับกับลูกปัดสีเหลืองหม่นในมือของจี้ชางไห่ ก่อนจะถึงบางอ้อ
“ตอนนี้มีมุกอัคคีชาดธาตุไฟกับมุกธาตุดินแล้ว ยังขาดอีกสามเม็ด คือธาตุทอง ธาตุน้ำ และธาตุไม้”
กู้หย่วนยังไม่มีความคิดที่จะเผยตัว เขาเลือกที่จะซุ่มซ่อนต่อไป ตั้งใจว่าจะรอให้คนมาครบก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
ผ่านไปไม่นาน เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นก็ซ่อนเร้นร่องรอยเช่นกัน กู้หย่วนก็ถึงกับพูดไม่ออก
เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกเปิดเผย เขาจึงตัดสินใจถอยห่างออกไปอีกหน่อย ทำเพียงแค่ปล่อยตะขาบสวรรค์หลังเงินให้อยู่ในเงามืดคอยจับตาดูเอาไว้
จากนั้น กู้หย่วนก็ไปหามุมสงบๆ ในถ้ำของภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วลูกหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ตั้งใจจะนั่งสมาธิปรับลมปราณเสียหน่อย
ทว่าเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน เขาก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในดวงตาฉายแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
“นี่มัน… ภูเขาหลานเคองั้นรึ…”
เขาพุ่งตัวออกจากถ้ำทันที ขึ้นขี่กระบี่บินทะยานตรงไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
……
ณ เชิงภูเขาไฟที่ดับสนิทขนาดมหึมาลูกหนึ่ง
คนสองกลุ่มกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่
พูดให้ถูกก็คือ กลุ่มหนึ่งเป็นหญิงสาวสองคน ส่วนอีกกลุ่มมีเพียงชายร่างผอมแห้งในชุดคลุมสีดำเพียงคนเดียว
หญิงสาวสองคนนั้น คนหนึ่งสวมกระโปรงผ้าไหมสีชมพู รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้างดงามหมดจดและดูสง่าผ่าเผย
ส่วนอีกคนสวมกระโปรงสีเขียว รูปร่างเล็กกะทัดรัด หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตาคู่นั้นดูมีชีวิตชีวาและซุกซนไม่เบา
ทางด้านชายในชุดคลุมสีดำ แม้โครงร่างจะดูใหญ่โต ทว่ากลับผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดูราวกับเอาแผ่นหนังมาคลุมทับโครงกระดูกเอาไว้ก็มิปาน ชวนให้รู้สึกขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่สาดประกายมืดมิด แฝงไว้ด้วยความโหดเหี้ยมและกระหายเลือด บัดนี้ มันกำลังจับจ้องไปยังหญิงสาวชุดเขียวด้วยสายตาละโมบโลภมาก
“แม่นางเหยียน เจ้าเองก็คงไม่อยากมีจุดจบแบบศพไม่สวยหรอกใช่ไหม? ถ้ารู้ตัวก็รีบส่งหนอนไหมเกล็ดหิมะของเจ้ามาซะดีๆ ไม่อย่างนั้น… ต่อให้เป็นข้าเอง ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะทำอะไรลงไปบ้าง!”
สายตาของชายชุดดำนั้นทั้งมืดมนและเย็นชา แฝงไว้ด้วยความละโมบและโหดเหี้ยมจนน่าขนลุก ราวกับเป็นตะขอที่จ้องจะเกี่ยวเนื้อของหญิงสาวชุดเขียวออกมาเป็นชิ้นๆ
หญิงสาวชุดเขียวสะดุ้งโหยง รู้สึกรังเกียจและขยะแขยงจนขนลุกซู่ นางปรายตามองเขาด้วยความรังเกียจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เฒ่าฉงหมัว! เจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก! กล้าดีอย่างไรมาหมายปองหนอนไหมเกล็ดหิมะ ของวิเศษประจำยอดเขาป่ายจ้างของเรา! อย่าคิดนะว่าพอเป็นศิษย์ของนิกายกู่เสินแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้… ต่อให้อาจารย์ของเจ้ามาอยู่ที่นี่ ก็ยังไม่กล้าพ่นคำโตเช่นนี้เลย! หากทำให้ท่านปรมาจารย์แห่งยอดเขาป่ายจ้างต้องออกโรงล่ะก็ เจ้าไม่มีทางรอดแน่!”
ชายชุดดำแสยะยิ้มอย่างพิลึกพิลั่น
“หึหึ ข้ายอมรับนะ ว่าท่านปรมาจารย์แห่งยอดเขาป่ายจ้างของพวกเจ้า เทพธิดาไหมสวรรค์ (เทียนฉานเหนียงเหนียง) นั้นเก่งกาจจริงๆ เป็นถึงปรมาจารย์ด้านกู่ (พิษ/แมลง) ที่หาตัวจับยากในใต้หล้า วิชากู่ของนางเรียกได้ว่าบรรลุถึงขั้นสุดยอด ไร้เทียมทาน”
“ทว่าต่อให้เทพธิดาไหมสวรรค์จะเก่งกาจเพียงใด ในอดีต นางก็เคยเป็นศิษย์ทรยศที่หลบหนีออกจากนิกายกู่เสินของเรา หากจะสืบสาวราวเรื่องกันจริงๆ นิกายกู่เสินของเราต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดวิชากู่ทั้งหมดของนาง และในแง่หนึ่ง ตัวเจ้าเองก็ถือว่าเป็นศิษย์ของนิกายกู่เสินเช่นเดียวกัน”
“เพราะฉะนั้น เจ้าก็ไม่ต้องมาทำเก่งต่อหน้าข้าหรอกน่า!”
เหยียนเสี่ยวหลิง หญิงสาวชุดเขียวมีสีหน้าย่ำแย่ลงทันตา นางตวาดเสียงกร้าว
“สามหาว! วิชากู่ของท่านปรมาจารย์แห่งยอดเขาป่ายจ้างของพวกเรานั้นล้ำหน้ากว่าผู้เป็นอาจารย์ไปไกลแล้ว นางได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปจนหมดสิ้น คนชั้นต่ำอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวิพากษ์วิจารณ์?”
กู้หย่วนที่เพิ่งจะเหาะเหินมาถึงมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะปรายตามองหญิงสาวชุดเขียวอีกหลายครั้ง
ที่แท้หญิงสาวผู้นี้ก็มีที่มาที่ไม่ธรรมดา เป็นถึงศิษย์แห่งยอดเขาป่ายจ้างนี่เอง
ยอดเขาป่ายจ้างตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขาอวิ๋นเมิ่ง จัดว่าเป็นสำนักวิถีเซียนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
ทว่าแม้สำนักแห่งนี้จะเล็ก แต่กลับมีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย จนสามารถติดอันดับหนึ่งในสิบสำนักชั้นนำของแดนใต้ได้เลยทีเดียว
นั่นก็เพราะปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักแห่งนี้ คือมหาอำนาจระดับหยางเสิน ผู้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลงเหมิน... นามว่า เทพธิดาไหมสวรรค์!
ว่ากันว่า เทพธิดาไหมสวรรค์ผู้นี้มีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในวิชากู่นั้นเรียกได้ว่าหาตัวจับยาก ทั่วทั้งใต้หล้ามีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่คู่ควรจะเทียบเคียงกับนางได้
ต่อให้เป็นมหาอำนาจระดับหยางเสินสองท่านของนิกายกู่เสิน หากนำมาเทียบในเรื่องของวิชากู่แล้ว ก็ยังถือว่าด้อยกว่าเทพธิดาไหมสวรรค์อยู่หลายส่วน
นั่นก็เพราะว่ากันว่า เทพธิดาไหมสวรรค์ผู้นี้ สามารถเพาะเลี้ยงแมลงประหลาดยุคบรรพกาลในตำนานอย่าง หนอนไหมสวรรค์ผลึกเทวะ (เทียนจิงเสินฉาน) ได้สำเร็จ ซ้ำยังสามารถบ่มเพาะมันจนเติบโตเต็มที่ ซึ่งความแข็งแกร่งของมันนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับเซียนแท้ระดับหยวนเสินเลย!
หนอนไหมสวรรค์ผลึกเทวะ เป็นแมลงประหลาดยุคบรรพกาลที่มีชื่อเสียงเทียบเท่ากับผีเสื้อกระบี่หยกมรกต ตะขาบสวรรค์สิบสองปีก ตั๊กแตนดาบโลหิต หรือแม้แต่คางคกกลืนนภา
ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของเทพธิดาไหมสวรรค์ จึงโด่งดังไปทั่วทั้งแดนหนานเจียง
เมื่อพูดถึงวิชากู่ ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้บำเพ็ญเพียรในแดนหนานเจียง ก็คือนิกายกู่เสิน ส่วนชื่อที่สองก็คือเทพธิดาไหมสวรรค์
นิกายกู่เสินสร้างชื่อเสียงจากผลงานของเหล่าศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า สั่งสมบารมีมาอย่างยาวนาน
ส่วนเทพธิดาไหมสวรรค์นั้น โด่งดังขึ้นมาได้ด้วยฝีมือของตัวเองล้วนๆ
และด้วยการมีอยู่ของเทพธิดาไหมสวรรค์ แม้ยอดเขาป่ายจ้างจะมีศิษย์ไม่มาก และมีทรัพย์สินไม่เยอะ ทว่าแม้แต่สำนักวิถีเซียนขนาดใหญ่อย่างยอดเขาโอสถหรือสำนักกระบี่ดารา ก็ยังต้องให้ความเกรงใจยอดเขาป่ายจ้างอยู่ไม่น้อย
ดังคำกล่าวที่ว่า คนในวงการเดียวกันย่อมเป็นศัตรูกัน
คงมีเพียงศิษย์ของนิกายกู่เสินเท่านั้นแหละ ที่นอกจากจะคอยจ้องจับผิดแล้ว ยังรู้สึกอิจฉาริษยายอดเขาป่ายจ้างอยู่ลึกๆ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ศิษย์นิกายกู่เสินเจ้าของฉายาเฒ่าฉงหมัวผู้นี้ จะหมายหัวศิษย์หญิงแห่งยอดเขาป่ายจ้างผู้นั้น
ทั้งสองฝ่ายมีความบาดหมางกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่หญิงสาวผู้นั้นมีหนอนไหมเกล็ดหิมะไว้ในครอบครองอีก
ยอดเขาป่ายจ้างเชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงหนอนไหมกู่อยู่แล้ว หนอนไหมกู่แต่ละตัวล้วนเป็นสุดยอดกู่ชั้นยอด และหนอนไหมเกล็ดหิมะก็คือหนึ่งในตัวที่โดดเด่นที่สุด
ว่ากันว่า หนอนไหมเกล็ดหิมะคือทายาทของหนอนไหมทองคำร้อยพิษ ซึ่งหนอนไหมทองคำร้อยพิษนั้นมีพิษร้ายกาจอย่างเหลือเชื่อ อีกทั้งเปลือกนอกยังแข็งแกร่งสุดขีด เป็นหนอนไหมกู่ที่น่าสะพรึงกลัวและไม่ด้อยไปกว่าหนอนไหมสวรรค์ผลึกเทวะเลยแม้แต่น้อย
หากใครได้ครอบครองหนอนไหมเกล็ดหิมะ แล้วนำไปเพาะเลี้ยงอย่างดี ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะกลายร่างเป็นหนอนไหมทองคำร้อยพิษได้ สำหรับศิษย์นิกายกู่เสินแล้ว มูลค่าของมันแทบจะไม่ต่างอะไรกับการได้ครอบครองอาวุธวิเศษระดับแนวหน้าที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียว!
(จบตอน)