ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 269 ตัวตนถูกเปิดเผย!
จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงยืนอึ้งตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่เฒ่าฉงหมัวโกรธจนกระอักเลือด
กระอักเลือดออกมาจริงๆ! มันกระอักเลือดคำโตออกมาติดต่อกันหลายครั้ง ร่างกายที่ผอมโซอยู่แล้วยิ่งโงนเงนแทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น
ใบหน้าของมันเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นหมองราวกับคนตาย
ตะขาบหลังเหล็กทั้งสิบสามตัวนี้คือแมลงกู่ประจำกายของมัน เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณและสายเลือดของมัน ถึงขั้นเรียกได้ว่าใช้ชีวิตร่วมกันเลยทีเดียว
มันใช้วิชาลับของสำนักฟูมฟักพวกมันมาตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายและเลือดเนื้อไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร กว่าจะได้รับวาสนาบางอย่างในภายหลัง จนทำให้พวกมันวิวัฒนาการกลายเป็นตะขาบปีกเหล็ก หรือแมลงกู่สุดแกร่งได้ในที่สุด
ตามแผนของเฒ่าฉงหมัว หากมันใช้เวลาฟูมฟักตะขาบหลังเหล็กทั้งสิบสามตัวนี้ต่อไปอีกสักหลายสิบปี จากนั้นก็ปล่อยให้พวกมันเข่นฆ่าและกลืนกินกันเอง ไม่แน่ว่าอาจจะให้กำเนิดราชาแมลงกู่เทียมขึ้นมาได้ตัวหนึ่ง!
อืม… ราชาแมลงกู่เทียมที่มีพลังเทียบเท่ากับยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานเลยทีเดียว
และเมื่อมีราชาแมลงกู่เทียมตัวนี้ เฒ่าฉงหมัวก็มั่นใจเกินครึ่งว่าตนเองจะสามารถทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตจินตานได้อย่างแน่นอน
ทว่าบัดนี้ แมลงกู่ประจำกายของมันกลับถูกคนอื่นฆ่าตายจนหมดสิ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หนทางสู่อนาคตอันสดใสของมันได้พังทลายลงไปด้วยเช่นกัน!
“ใครกัน! เป็นฝีมือใคร! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เฒ่าฉงหมัวตาเหลือกถลน โกรธจนแทบคลุ้มคลั่ง มันแหกปากร้องลั่น กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง ทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความหวาดผวา
กู้หย่วนไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงให้มากความ เส้นด้ายสีเงินทั้งสิบสามเส้นพุ่งเข้ามารวมตัวกัน กลายเป็นปราณกระบี่อันเจิดจรัส ฟาดฟันลงมาผ่าร่างของเฒ่าฉงหมัวออกเป็นสองซีกในดาบเดียว
เฒ่าฉงหมัวขาดใจตายคาที่ โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องเลยแม้แต่แอะเดียว
เมื่อเฒ่าฉงหมัวสิ้นใจ แมลงมีพิษจำนวนมากก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากในร่างของมัน พวกมันสูบเลือดสูบเนื้อจนแห้งเหือด ก่อนจะคลานยั้วเยี้ยออกมา
ทว่าในพริบตาต่อมา ปราณกระบี่ก็กวาดพาดผ่าน เจตจำนงกระบี่อันคมกริบดุดันได้สังหารแมลงมีพิษเหล่านั้นจนหมดสิ้น
ส่วนถุงเก็บของบนร่างของมัน ก็ถูกปราณกระบี่เกี่ยวขึ้นมาตกลงในมือของกู้หย่วน
จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างฝ่ายต่างทำตัวไม่ถูก
เฒ่าฉงหมัวที่เพิ่งจะทำตัวโอหังอวดดี เกือบจะต้อนพวกนางจนตรอกเมื่อครู่นี้ บัดนี้กลับกลายเป็นซากศพแห้งกรังสองท่อนไปเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำให้หญิงสาวทั้งสองไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง รู้สึกเหมือนกำลังฝันไปก็มิปาน
จี้เยวี่ยเฟยเป็นฝ่ายดึงสติกลับมาได้ก่อน นางประสานมือคารวะพลางเอ่ย
“ผู้น้อยจี้เยวี่ยเฟย เป็นศิษย์ของภูเขาหลานเคอ ส่วนแม่นางท่านนี้คือเหยียนเสี่ยวหลิง ศิษย์น้องของข้าจากยอดเขาป่ายจ้าง ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสท่านใดกรุณายื่นมือเข้าช่วยเหลือ โปรดปรากฏตัวให้ผู้น้อยทั้งสองได้คารวะขอบคุณต่อหน้า เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อบุญคุณช่วยชีวิตในครั้งนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
ในตอนนั้นเอง กู้หย่วนก็ก้าวออกมาจากเงามืด พลางเอ่ย
“สหายเต๋าทั้งสองไม่ต้องเกรงใจหรอก เรื่องขอบคุณก็ช่างมันเถอะ ที่ข้าลงมือ ก็เพราะทนดูพฤติกรรมชั่วช้าของเจ้านี่ไม่ได้ก็เท่านั้น”
ในเวลานี้ กู้หย่วนยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ที่ถูกแปลงโฉมมา เมื่อได้เห็นหน้าเขา จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงต่างก็มองหน้ากัน รู้สึกไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาเสียเลย
ทว่าทั้งสองก็ยังคงทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม แต่ในใจกลับรู้สึกตกตะลึงไม่น้อย
เพราะกู้หย่วนไม่ได้ปกปิดตบะของตนเอง พวกนางจึงรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ในระดับขอบเขตเทียนเหรินขั้นสมบูรณ์ ซึ่งก็พอๆ กับพวกนาง
ทว่าเพียงแค่ดูจากการที่เขาสังหารเฒ่าฉงหมัวได้อย่างเด็ดขาดและง่ายดายเมื่อครู่นี้ พวกนางก็รู้ดีว่า ช่องว่างความห่างชั้นระหว่างพวกนางกับเขานั้น มันช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก
เหยียนเสี่ยวหลิง หญิงสาวชุดเขียวเป็นคนตรงไปตรงมา นางกลอกตาไปมา ก่อนจะโพล่งถามออกไปตรงๆ ว่า
“เอ่อ… สหายเต๋า ท่านคือ… กู้หย่วนใช่ไหม?”
กู้หย่วนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ทว่าก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง
“สหายเต๋าเหยียนจำข้าได้ยังไงกัน?”
เมื่อได้ยินคำว่า กู้หย่วน และเห็นเขายอมรับ จี้เยวี่ยเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าประหลาดใจและแปลกประหลาดพิลึก
ชื่อนี้…
นางเคยได้ยินมาแล้ว
และไม่ได้ยินมาจากโลกภายนอก แต่นางเคยได้ยินมาจากที่ภูเขาหลานเคอเลยต่างหาก...
มาตอนนี้ นางก็พอจะเดาออกแล้วว่าเหตุใดกู้หย่วนถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ตามที่นางรู้มา ท่านประมุขภูเขา ฉินหงซิ่ว มีผีเสื้อกระบี่เงาเขียวอยู่ในครอบครองหนึ่งตัว และบังเอิญว่ากู้หย่วนเองก็มีอยู่ตัวหนึ่งเช่นกัน
เรื่องนี้มีความหมายแฝงว่าอย่างไร คงไม่ต้องให้อธิบายให้มากความ
“ศิษย์พี่กู้ ที่แท้ก็เป็นท่านจริงๆ ด้วย!”
เหยียนเสี่ยวหลิงอุทานด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
“ตอนที่ท่านสังหารเฒ่าฉงหมัวเมื่อครู่นี้ วิชาที่ท่านใช้คงจะเป็น ปราณกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นเส้นด้ายสินะ?”
“ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ ผู้ที่มีวิถีกระบี่ลึกล้ำถึงขั้นนี้ แถมยังใช้กระบี่บินสีเงิน ข้าก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะมีใครอื่นอีก”
ระหว่างที่พูด นางก็ขยิบตาให้เขาอย่างซุกซน เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกสนใจและอยากรู้อยากเห็นในตัวกู้หย่วนเป็นอย่างมาก
กู้หย่วนยังคงมีสีหน้าราบเรียบ ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกตกใจอะไรที่ถูกจับได้
แม้เขาจะพยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริง ทว่าเขาก็ไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก ไม่อย่างนั้นเมื่อครู่นี้เขาคงไม่เลือกใช้วิถีกระบี่หรอก
เขาจะใช้แค่พลังอสนีบาตเทวะม่วงสวรรค์จัดการศัตรูก็ย่อมได้
“พวกท่านรีบไปจากที่นี่เถอะ ยิ่งไปไกลเท่าไรก็ยิ่งดี ที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัยนัก ข้าขอตัวลาก่อนล่ะ!”
กู้หย่วนเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ก่อนจะเตรียมตัวจากไป ทว่าเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมพวกท่านถึงมองข้าแบบนั้นล่ะ?”
เหยียนเสี่ยวหลิงโพล่งถามออกไปอย่างอดไม่อยู่
“ศิษย์พี่กู้ ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ท่านประลองเป็นตายบนเวทีกับลู่คุนแห่งนิกายกู่เสิน ท่านไม่เพียงแต่จะเอาชนะเขาได้ ทว่าท่านยังได้เผยให้เห็นแมลงกู่สุดแกร่งถึงสองตัว ข้า… ขอดูพวกมันหน่อยได้ไหม?”
กู้หย่วนปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก็พอมองออกว่านางไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กสาวเท่านั้น เขาจึงเรียกเสี่ยวชิง (ผีเสื้อกระบี่เงาเขียว) และอาอู๋ (ตะขาบสวรรค์หลังเงิน) ออกมาให้ดูอย่างไม่หวงแหน
เมื่อได้เห็นตะขาบสวรรค์หลังเงินที่ส่องประกายสีเงินยวงวาววับ และผีเสื้อกระบี่เงาเขียวที่กระพือปีกโบยบินอย่างสง่างาม ดวงตาของเหยียนเสี่ยวหลิงก็เปล่งประกายเจิดจ้า นางอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปใกล้ จ้องมองแมลงประหลาดทั้งสองตัวด้วยสายตาเร่าร้อน พลางพึมพำกับตัวเอง
“นี่คือผีเสื้อกระบี่เงาเขียวงั้นรึ… ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ ขนาดหนอนไหมเกล็ดหิมะของข้ายังรู้สึกหวาดกลัวและกระวนกระวายใจเลย มิน่าล่ะ ลู่คุนถึงได้อยากได้มันนักหนา… ถ้าเปลี่ยนเป็นข้า ข้าก็คงอยากได้เหมือนกันแหละ ถ้าพัฒนามันไปอีกขั้น มันก็จะกลายเป็นผีเสื้อกระบี่หยกมรกต แมลงประหลาดยุคบรรพกาลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีพลังเทียบเท่ากับเซียนแท้ระดับหยวนเสินเลยนะ”
“แล้วก็นี่… นี่น่าจะเป็นตะขาบสวรรค์หลังเงินสินะ ได้ยินมาว่าแมลงประหลาดตัวนี้ก็ร้ายกาจไม่แพ้ผีเสื้อกระบี่เงาเขียวเลย…”
นางอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด จ้องมองแมลงประหลาดทั้งสองตัวอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับไม่อยากจะพลาดรายละเอียดใดๆ ไปแม้แต่น้อย ดีไม่ดีอาจจะอยากยื่นมือไปลูบคลำมันดูสักทีด้วยซ้ำ
อาการของนางตอนนี้ ราวกับคนบ้ากามที่ได้เจอสาวงามสะราญตา หรือราวกับเปรตหิวโหยที่ได้เจองานเลี้ยงโต๊ะจีนชุดใหญ่ก็มิปาน
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่เชี่ยวชาญวิชากู่อย่างนาง แมลงประหลาดเหล่านี้ช่างมีแรงดึงดูดใจอย่างมหาศาลจนไม่อาจต้านทานได้!
เมื่อได้เห็นแมลงประหลาดทั้งสองตัวนี้ นางถึงกับรู้สึกว่า หนอนไหมเกล็ดหิมะ ที่นางเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากนั้น ดูด้อยค่าลงไปถนัดตา
ใช่ หนอนไหมเกล็ดหิมะก็ถือว่าดีมากแล้ว ไม่เพียงแต่จะมีวิชาเทวะธาตุน้ำแข็งอันร้ายกาจ ทว่ายังมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็น ราชาแมลงกู่เทียม ได้อีกด้วย ขอเพียงบ่มเพาะมันให้ดี อนาคตการก้าวขึ้นเป็นราชาแมลงกู่เทียมระดับจินตานก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับผีเสื้อกระบี่เงาเขียวและตะขาบสวรรค์หลังเงิน ที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องกลายเป็นราชาแมลงกู่ ระดับตำนาน มันก็ยังห่างชั้นกันอยู่มากโข
ยิ่งไปกว่านั้น แมลงประหลาดทั้งสองตัวนี้ยังมีเส้นทางการวิวัฒนาการที่ชัดเจน ตัวหนึ่งสามารถก้าวไปเป็นผีเสื้อกระบี่หยกมรกต ส่วนอีกตัวก็สามารถก้าวไปเป็นตะขาบทองคำไท่อินได้ ด้วยเหตุนี้ ต่อให้หนอนไหมเกล็ดหิมะจะพยายามวิ่งตามจนหอบซี่โครงบาน ก็ไม่มีทางตามทันอย่างแน่นอน
น่าเสียดาย… อย่าว่าแต่จะแย่งมาไม่ได้เลย ต่อให้แย่งมาได้ นางก็คงไม่ทำหรอก เพราะเห็นแก่บุญคุณที่กู้หย่วนเพิ่งจะช่วยชีวิตนางไว้เมื่อครู่นี้
ส่วนเรื่องซื้อน่ะหรือ… นางไม่ได้บ้าเสียหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อกระบี่เงาเขียว หรือตะขาบสวรรค์หลังเงิน ล้วนเป็นของล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ ต่อให้นางขายตัวเองทิ้ง ก็ยังไม่มีปัญญาซื้อได้เลย
แถมต่อให้มีปัญญาซื้อ ลองถามใจตัวเองดูสิว่า หากนางเป็นกู้หย่วน นางจะยอมขายแมลงประหลาดทั้งสองตัวนี้ไหม? คำตอบคือไม่มีทาง!
ทางด้านของจี้เยวี่ยเฟย แม้จะไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงเท่าเหยียนเสี่ยวหลิง ทว่านางก็จ้องมองผีเสื้อกระบี่เงาเขียวตาไม่กระพริบ คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ สายตาที่นางมองกู้หย่วนก็เริ่มมีประกายความนัยบางอย่างซ่อนอยู่ด้วย
(จบตอน)