ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 6 อำเภอเป่ยเหลียง! ร้านเถื่อน!
“ตะขาบตัวเบ้อเริ่มเลย! แมลงพิษตัวนี้ต้องบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นสัตว์อสูรแล้วแน่ๆ!”
มุมปากของกู้หย่วนกระตุกยิกๆ เขารู้สึกหวาดเสียวสันหลังวาบ นึกโชคดีที่ความโลภไม่ได้บังตาจนหน้ามืดตามัว ไม่อย่างนั้นถ้าโดนมันกัดเข้าสักคำล่ะก็ จุดจบของเขาคงไม่แคล้วต้องกลายเป็นโครงกระดูกขาวโพลนแบบพวกนั้นแน่!
ที่ใดมีของวิเศษล้ำค่า ที่นั่นย่อมมีสัตว์ประหลาดคอยพิทักษ์!
ตะขาบยักษ์ตัวนี้ คงจะเป็นผู้พิทักษ์ของสมุนไพรวิญญาณพวกนี้เป็นแน่
ตะขาบยักษ์เองก็สังเกตเห็นกู้หย่วนเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าเขารู้จักเจียมตัวล่าถอยไปแต่โดยดี มันก็ไม่ได้เลื้อยไล่ตามมา
กู้หย่วนไม่รอช้า รีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวจากไปทันที
“วันนี้อุตส่าห์บังเอิญเจอสมุนไพรวิญญาณเข้าให้ ดูท่าดวงข้าจะดีไม่เบาเลยแฮะ”
ระหว่างทางกลับ ใบหน้าของเขาฉายแววเสียดายและจนใจ:
“น่าเสียดายที่มีไอ้แมลงอสูรนั่นเฝ้าอยู่ ข้าเลยทำอะไรมันไม่ได้ คงต้องหาวิธีรับมือกันต่อไป”
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู้หย่วนก็เลิกคิดมาก
ยังไงซะสมุนไพรวิญญาณพวกนั้นก็ไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก ขอแค่เขาสามารถหาวิธีจัดการกับตะขาบยักษ์ได้เมื่อไหร่ หวงจิงวิญญาณพวกนั้นก็ต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน
เอาเข้าจริง ไม่ใช่แค่สมุนไพรวิญญาณหรอกที่กู้หย่วนหมายตา แม้แต่ตะขาบตัวนั้น เขาก็แอบน้ำลายสออยากได้มันมาครอบครองเหมือนกัน
ตะขาบยักษ์ตัวนี้ร้ายกาจมาก หากเขาสามารถฝึกมันให้เชื่องได้ มันจะต้องเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งมากแน่ๆ เผลอๆ มูลค่าของมันอาจจะสูงกว่าหวงจิงวิญญาณพวกนั้นซะอีก!
ปัญหาเดียวก็คือ… เขาจะจับตะขาบตัวนี้ยังไงนี่สิ!
เวลาล่วงเลยจนเกือบเที่ยงวัน กู้หย่วนเดินลัดเลาะตามเส้นทางภูเขาจนมาถึงตัวอำเภอ
อำเภอเป่ยเหลียงเป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ธรรมดาๆ ที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขาอวิ๋นเมิ่ง แต่เนื่องจากเทือกเขาอวิ๋นเมิ่งนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยของป่าและทรัพยากรมากมาย อำเภอเล็กๆ แห่งนี้จึงมีการค้าขายที่ค่อนข้างคึกคัก และมีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองพอสมควร
ถนนหนทางในตัวอำเภอกว้างขวาง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่เปิดประตูต้อนรับลูกค้า
บางครั้งก็มีกลิ่นหอมฉุยลอยโชยมาจากโรงเตี๊ยมหรือหอสุรา ชวนให้น้ำลายสอ
ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนท้องถนน บรรยากาศดูคึกคักมีชีวิตชีวา นานๆ ทีก็จะเห็นกลุ่มคนท่าทางดุดัน พกดาบสะพายกระบี่เดินผ่านไปมา
เพียงแค่มองดูการแต่งกายก็พอจะเดาออกแล้วว่า บางคนเป็นผู้ฝึกยุทธที่ใช้กำลังหากิน แต่บางคนก็เป็นคนเก็บสมุนไพรที่สะพายตะกร้าไว้ข้างหลัง
นี่เป็นครั้งแรกที่กู้หย่วนได้เข้ามาในตัวอำเภอ หลังจากเดินชมวิถีชีวิตผู้คนในยุคโบราณพอหอมปากหอมคอแล้ว เขาก็เตรียมตัวไปจัดการธุระของตัวเอง
กู้หย่วนไม่ค่อยคุ้นเคยกับตัวอำเภอมากนัก แต่เขาก็รู้ดีว่า ของอย่างหวงจิงนั้น มักจะมีแต่โรงหมอหรือร้านขายยาเท่านั้นที่รับซื้อ
เขาเดินแบกหวงจิงเข้าไปในร้านขายยาที่ชื่อว่า “โรงหมอจี้อัน”
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็เห็นชายชรารูปร่างท้วมๆ ดูมีฐานะคนหนึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังก้มหน้าก้มตาดีดลูกคิดเสียงดังแป๊กๆ
เมื่อชายชราเห็นกู้หย่วนเดินเข้ามา เขาก็กวาดสายตามองเสื้อผ้าขาดๆ วิ่นๆ ของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่ถุงผ้าบนหลังของกู้หย่วนครู่หนึ่ง เพียงแค่นี้เขาก็พอจะเดาฐานะของเด็กหนุ่มตรงหน้าออกแล้ว
ชายชราแสร้งปั้นรอยยิ้ม แล้วเอ่ยทักทาย “ข้ามีแซ่ว่า สวี ไม่ทราบว่าน้องชายมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?”
กู้หย่วนวางถุงผ้าลงบนเคาน์เตอร์
“หลงจู๊สวี ข้ามีหวงจิงที่เพิ่งขุดมาใหม่ๆ ไม่ทราบว่าทางร้านของท่านรับซื้อหรือไม่?”
“เรื่องนี้น่ะรึ… โรงหมอจี้อันของเราเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาหลายสิบปี เราค่อนข้างเข้มงวดเรื่องคุณภาพของสมุนไพรนะ ถ้ารากหวงจิงอายุไม่ถึง หรือมีรอยขีดข่วนเสียหาย เราก็คงรับซื้อไว้ไม่ได้หรอก”
หลงจู๊สวีพูดพลางเดินก้าวเข้ามาเปิดปากถุง เมื่อเห็นรากหวงจิงอวบอ้วนรูปร่างต่างๆ ห้าหกหัวอยู่ข้างใน แววตาของเขาก็ทอประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง
ทว่าภายนอกเขากลับทำเป็นหยิบพวกมันขึ้นมาพลิกดูไปมา ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจ
“ดูออกเลยว่าน้องชายระมัดระวังมากตอนขุด หวงจิงพวกนี้สภาพสวยทีเดียว เปลือกไม่ถลอกเลยแม้แต่น้อย สมบูรณ์แบบมาก”
“เพียงแต่อายุของมันค่อนข้างน้อยไปหน่อย อย่างเช่นหัวนี้ อายุคงสักหกเจ็ดปีเท่านั้นเอง”
เขาหยิบหวงจิงหัวที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีความยาวถึงหนึ่งฟุต น้ำหนักราวๆ สี่ชั่งกว่าขึ้นมาลองกะน้ำหนักดู ก่อนจะหันไปพูดกับกู้หย่วนว่า:
“แต่เห็นแก่ที่สภาพของพวกมันยังพอดูได้ หัวนี้ข้าให้แปดสิบเหวิน (อีแปะ) รวมกับหัวอื่นๆ ด้วย ตีซะว่าสองร้อยสามสิบเหวินก็แล้วกัน เป็นไง?”
“หกเจ็ดปีงั้นรึ? สองร้อยสามสิบเหวิน?”
กู้หย่วนแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
สำหรับชาวเขาธรรมดาๆ เงินจำนวนนี้อาจจะไม่ใช่น้อยๆ
แต่ถึงกู้หย่วนจะไม่มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากนัก เขาก็ยังดูออกว่า หวงจิงที่เขาขุดมาเนี่ย ต่อให้เป็นหัวที่อายุน้อยที่สุด ก็ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบกว่าปีแน่ๆ
ส่วนหัวที่ใหญ่ที่สุดนั่น กะด้วยสายตาก็น่าจะโตมาเป็นยี่สิบสามสิบปีแล้ว
ของดีระดับนี้ ต่อให้โก่งราคาขึ้นไปอีกสิบเท่า ก็ยังต้องมีคนยอมจ่ายซื้อแน่นอน แต่ตาเฒ่าสวีนี่กลับกดราคาซะจนของแทบไม่มีค่า แถมยังทำเป็นใจป้ำให้ราคาสูงอีกต่างหาก
นี่มันเห็นเขาเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้ประสีประสา แล้วหลอกฟันกันซึ่งๆ หน้าเลยนี่หว่า!
“ใช่แล้วล่ะน้องชาย เจ้าอย่าคิดว่าราคาที่ข้าให้นี่มันต่ำเชียวนะ เอาเข้าจริง ถ้าเจ้าลองไปถามร้านขายยาร้านอื่นในเมืองดู เจ้าก็จะรู้เองว่า ราคาที่ข้าให้นี่มันสูงที่สุดแล้ว”
หลงจู๊สวีตอแหลหน้าตาย ก่อนจะแสร้งทำเป็นพูดเปรยๆ ว่า:
“แต่ถ้าเจ้ามีหวงจิงมาขายให้ข้ามากกว่านี้ล่ะก็… เรื่องราคามันก็ยังพอคุยกันได้นะ”
“ขออภัยด้วย ข้าไม่ขายแล้ว”
กู้หย่วนแสยะยิ้มเย็นชา แล้วเอื้อมมือไปคว้าถุงหวงจิงกลับมา
อีกฝ่ายเล่นทำตัวเป็นร้านใหญ่รังแกคนบ้านนอกแบบนี้ ถ้าเขายอมให้มันกดราคา เขาก็โง่เต็มทนแล้ว
ในวงการค้าขาย การที่ร้านขายยาจะกดราคารับซื้อสมุนไพร กู้หย่วนก็พอเข้าใจได้ แต่ประเด็นคือ ของที่ควรจะมีราคาหลายตำลึงเงิน เอ็งเล่นกดราคาลงมาเหลือแค่ไม่กี่เฉียนแบบนี้มันหน้าเลือดเกินไปแล้ว!
แถมไอ้แก่บ้านี่ยังมาหลอกถามเขาอีกว่า มีหวงจิงเหลืออยู่อีกไหม เห็นชัดๆ ว่ามันคงจะระแคะระคายอะไรบางอย่างแน่ๆ เรื่องนี้ทำให้กู้หย่วนใจเต้นตึกตัก เขาตัดสินใจว่าจะต้องรีบเผ่นออกจากสถานที่อันตรายแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลงจู๊สวีจางหายไป กลายเป็นความดำมืด
“น้องชาย เจ้าคิดให้ดีๆ นะ”
เขาใช้นิ้วอ้วนสั้นเคาะลงบนเคาน์เตอร์ไม้เนื้อแข็งดังป๊อกๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“พลาดโอกาสนี้ไป คราวหน้าจะไม่มีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกแล้วนะ…”
นี่มันโกรธจนลืมตัว ถึงขั้นข่มขู่กันเลยงั้นเรอะ… กู้หย่วนหนังตากระตุก กัดฟันกรอดด้วยความโมโห!
แม่งเอ๊ย! ร้านเถื่อน!
นี่มันร้านเถื่อนชัดๆ!
ไอ้แก่แซ่สวี ข้าจะจำหน้าแกไว้!
กู้หย่วนสบถด่าในใจ แล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไป
แต่จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มห้าวของชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างหลัง:
“หลงจู๊สวี ยาสมานแผลคราวที่แล้วยังมีเหลืออยู่ไหม เอามาให้ข้าอีกสองขวดสิ!”
กู้หย่วนหันไปมอง ก็เห็นว่าเจ้าของเสียงคือชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่ง
ชายคนนั้นสะพายตะกร้าเก็บสมุนไพรไว้บนหลัง ที่เอวคาดดาบเล่มหนาเตอะ แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงต้นฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บจับใจ แต่ชายวัยกลางคนผู้นี้กลับสวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหนาวสั่นเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น กู้หย่วนยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวชายคนนี้ มันเป็นกลิ่นอายความดุร้ายที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
“อ้อ ที่แท้ก็ท่านปรมจารย์เฉิงนี่เอง”
เมื่อหลงจู๊สวีเห็นหน้าชายคนนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที แววตาของเขาฉายแววหวาดหวั่นวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปั้นหน้าระรื่นพูดประจบประแจงว่า
“ท่านปรมจารย์โปรดรอสักครู่ ของที่ท่านต้องการยังมีเหลืออยู่เยอะแยะเลย เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้แหละ”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจกู้หย่วนอีก รีบหันหลังเดินไปค้นหาของที่ตู้ยาด้านหลังเคาน์เตอร์ทันที
“ขอบคุณมาก”
กู้หย่วนประสานมือคารวะชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าท่านปรมจารย์เฉิงด้วยความจริงใจ ก่อนจะเดินหมุนตัวออกจากร้านไป
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ช่วยให้กู้หย่วนรอดพ้นจากสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาได้ การกล่าวคำขอบคุณจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำ