ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 541 ห้วงความรักอันงดงาม
อันหลินตกอยู่ในภวังค์ของความมึนงงไปชั่วขณะ เขาไม่เคยเรียนวิชาทลายห้วงมายานี่นา!
หรือจะ…ทลายด้วยพลัง
ใช้พลังขั้นสุดยอดทำลายห้วงมายานี้งั้นเหรอ
แหวนมิติของอันหลินสว่างวาบ กระบี่พิชิตมารปรากฏขึ้นในมือ
ยังดีที่พลังกับพลังยุทธ์เหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ แบบนี้ก็สะดวกเลยละ
เขาจะทลายผืนฟ้าให้เป็นโพรงบัดเดี๋ยวนี้เลย!
“ที่รัก!” และในขณะนั้นเอง เสียงที่ไพเราะและคุ้นเคยอย่างยิ่งก็ดังขึ้นเช่นกัน
อันหลินสะดุ้งโหยงแล้วหันหลังมองไป
ตรงนั้นมีหญิงชุดเขียวคนหนึ่งยิ้มจนตาหยี ใบหน้างดงามเจิดจ้าดึงดูดใจภายใต้แสงอาทิตย์
นางเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ทิวทัศน์ทั้งปวงล้วนไม่สำคัญอีกแล้ว ในสายตาของอันหลินมีเพียงนางคนเดียว
การปรากฏกายของหญิงงามคนนั้นเรียกได้ว่าทำให้หัวใจของอันหลินหวั่นไหวได้อย่างแท้จริง
และคำเรียกขานนั่นก็ยิ่งทำให้อันหลินตะลึงงัน!
“สวีเสี่ยวหลาน เจ้า…เจ้าเรียกข้าว่าที่รักหรือ” อันหลินอ้าปากค้าง เริ่มพูดจาสะเปะสะปะ
สวีเสี่ยวหลานได้ฟังคิ้วงามก็ขมวดน้อยๆ พูดเชิงตำหนิเล็กน้อยว่า “อันหลิน เจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เรียกเจ้าว่าที่รักแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
พออันหลินได้ฟังก็รู้สึกว่า คุณพระ! ตื่นเต้นจังเลย!
“ที่รัก!” อันหลินพุ่งเข้าไปด้วยความตื่นเต้น
แต่ทว่าร่างกายที่พุ่งเข้าไปของเขากลับถูกสวีเสี่ยวหลานใช้มือผลักออก หน้าแดงเรื่อพูดเบาๆ ว่า “อยู่บนถนน ผู้คนเยอะแยะขนาดนี้ เจ้าเก็บอาการหน่อยได้หรือไม่”
อันหลินพยักหน้าไม่หยุด “ได้ ข้าจะเก็บอาการ!”
เขาพูดพลางจูงมือที่นุ่มและขาวของสวีเสี่ยวหลานเดินทอดน่องบนถนน
สวีเสี่ยวหลานไม่ปฏิเสธ แต่มองอันหลินด้วยสายตาคาดคั้นแล้วพูดเสียงกังวานว่า “แร่หลอมศาสตราที่ข้าสั่งให้เจ้าซื้อน่ะ เจ้าซื้อหรือยัง”
“ฮะ อืม…ได้เลยที่รัก เราไปซื้อด้วยกันตอนนี้เลย!” อันหลินชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูด
สวีเสี่ยวหลานกลอกตาใส่อันหลินแล้วลากเขาเดินไปทางหอศิลาดารา
“ที่รัก…”
“ว่าอย่างไร”
“ไม่มีอะไร แค่อยากจะเรียกหลายๆ ครั้ง”
“…”
“เจ้าก็เรียกที่รักหลายๆ ครั้งสิ ข้าอยากฟัง!”
“…บ้า!”
อันหลินดีใจมาก เพราะเขากับสวีเสี่ยวหลานกลายเป็นคู่รักกันจริงๆ แล้ว
ความรู้สึกที่สุขสมแบบนี้…มันตื้นตันใจจนน้ำตาไหลพราก!
เขารู้ว่านี่เป็นแค่ภาพมายา แต่สภาพแวดล้อมที่สมจริงอย่างยิ่งแบบนี้ คนที่สมจริงแบบนี้ กลับทำให้เขาอดใจไม่ไหว เขาต้องการจะดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ให้มาก...
บ้านเรือนรอบกายเป็นสิ่งปลูกสร้างจากไม้สีเหลืองกับสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ดูแล้ววิจิตรงดงามยิ่งนัก
และมีสิ่งปลูกสร้างที่ก่อจากก้อนอิฐหยกขาวบางส่วนที่สูงถึงห้าหกชั้น ภายนอกสลักรูปที่ไม่ทราบชื่อไว้ มองแล้วตระการตาอย่างยิ่ง
สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คือหอคอยสูงสีดำตรงใจกลางเมือง มันสูงทะลุเมฆ ส่องสะท้อนแสงหลากสีสันภายใต้การสาดส่องของพระอาทิตย์สองดวง
ใช่แล้ว ตำแหน่งของห้วงมายาก็คือเมืองฉีโหลว
เหมือนว่าชายชราชุดแดงสองคนจะไม่ได้ปิดบังอำพรางเรื่องราวเหล่านี้ เพราะอยากให้เขารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร
ปังๆ ๆ
เสียงประทัดดังขึ้นรัวๆ เจ้าบ่าวที่มีท่าทางภูมิฐานสุขุมขี่ม้าแล่นผ่านถนนไป ข้างหลังเขาเป็นขบวนขันหมากที่ยิ่งใหญ่ คนยกเกี้ยวแปดคนยกเกี้ยวที่ตกแต่งงดงามตามหลังเจ้าบ่าว ดนตรีเฉลิมฉลองที่ไพเราะดังไปตลอดทาง
“เอ๊ะ งานมงคลของตระกูลไหนกันนะ”
“คุณชายเฉินจ้านของสกุลเฉินจะแต่งงานกับหวังเล่อเล่อของสกุลหวัง!”
“พวกเขาก็ช่างเป็นคู่สร้างคู่สมจริงๆ ครองรักกันมาสิบสองปี ในที่สุดวันนี้ก็สมดังใจหวังสักที”
“ได้ยินว่าพวกเขาจัดงานที่หอเปี่ยมสุข ผู้คนในเมืองต่างก็ไปเข้าร่วม”
“แล้วจะรออะไร ไป รีบไปจับจองที่กันเถอะ!”
ผู้ชมตามท้องถนนพูดคุยกันเซ็งแซ่ อันหลินก็พลอยได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศเฉลิมฉลอง มือที่กุมมือสวีเสี่ยวหลานก็แน่นขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว ในใจมีแต่ความยินดีและหวานชื่น
…
หอคอยสีดำยังคงตั้งตระหง่านใต้ท้องฟ้าที่เดียรดาษด้วยดวงดารา
นอกหอคอยสูง กิ่งไม้สีดำที่ไม่ทราบชื่อกำลังพันธนาการมนุษย์สามชีวิตกับอสูรวิญญาณเหมันต์หนึ่งตน
พวกเขาหลับตาแน่นสนิท ใบหน้าล้วนมีรอยยิ้มสุขสงบราวกับกำลังฝันหวาน
บทเพลงของชายชราอ้วนเตี้ยบรรเลงจบ ในอากาศยังมีเสียงก้องไม่ขาดสาย ราวกับว่าแม้แต่ดินแดนผืนนี้ก็ไม่อยากให้เสียงดนตรีจางหายไป
“ไปกันเถอะหลี่ว์เฉิง ยกพวกเขาไปเถอะ” ชายชราอ้วนเตี้ยพูด
ชายชราผอมสูงได้ยินก็พยักหน้า ก่อนจะคว้าสามคนหนึ่งอสูรที่หลับใหลบนพื้นขึ้น
เมื่อกิ่งไม้สีดำเคลื่อนไหว ก็นำผู้นิทราบนพสุธาให้ลอยขึ้นมา ชายชราผอมสูงก้าวเข้าไปในหอคอยสีดำ สามคนหนึ่งอสูรก็ถูกกิ่งไม้สีดำพันธนาการตามหลังไปช้าๆ เช่นกัน หายลับไปในความมืดไม่เห็นร่องรอยอีก
ชายชราอ้วนเตี้ยเก็บเครื่องดนตรีหน้าตาคล้ายกู่ฉิน นัยน์ตาล้ำลึกจ้องดวงดาวที่เดียรดาษเต็มนภา
“ห้วงความรัก…นี่แหละสถานที่ที่แม้จะรู้ว่าเป็นของปลอม แต่ก็ยอมดำดิ่ง…”
“มนุษย์เราดำรงอยู่ก็เพื่อความสุข เพื่อทำความฝันให้สำเร็จไม่ใช่หรือ หากว่าทุกสิ่งที่ใจคิดเป็นจริงได้ในห้วงมายา และประสาทสัมผัสในห้วงมายาเหมือนกับความจริงทุกกระเบียดนิ้ว เช่นนั้นความเป็นจริงกับห้วงมายาจะต่างอะไรกันเล่า ความแตกต่างอาจอยู่ที่ห้วงมายาสุขใจยิ่งกว่ากระมัง”
จู่ๆ ใบหน้าของชายชราอ้วนเตี้ยก็ฉายความงุนงงไปชั่วขณะ “เอ๊ะ รู้สึกไปเองหรือ ไยรู้สึกว่ามีอะไรทะแม่งๆ…”
…
อันหลินกับสวีเสี่ยวหลานไปซื้อแร่หลอมศาสตราเป็นกองที่หอศิลาดาราแล้วก็ตรงกลับบ้าน
“อันหลิน ข้ารู้สึกว่าเจ้ามีอะไรเปลี่ยนไป” สวีเสี่ยวหลานจูงมืออันหลิน คิ้วที่งดงามขมวดมุ่น เอียงศีรษะมองอันหลิน
“ที่รัก เรียกข้าว่าที่รัก!” อันหลินพูดอย่างเคร่งขรึม
สวีเสี่ยวหลาน “…”
“ที่รัก เจ้ารู้สึกว่าข้าไม่เหมือนเดิมตรงไหน” อันหลินถามอย่างสนอกสนใจ
“เจ้าน่าเกลียดกว่าเมื่อก่อนแล้ว!” สวีเสี่ยวหลานพูดยิ้มๆ
อันหลินทำหน้าแปลกใจ “ว่าสามีเช่นนี้ได้ด้วยหรือ!”
สวีเสี่ยวหลานโบกมือ “เอาเถอะๆ ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะน่าเกลียดหรือไม่ อย่างไรเสียก็แต่งงานกับเจ้าแล้ว จำต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา เรากลับบ้านกันเถอะ!”
พออันหลินได้ฟังก็รู้สึกปลื้มใจนัก!
จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ที่รัก…งั้นคืนนี้เราก็ทำเรื่องนั้นได้แล้วสินะ”
“เรื่องไหน” สวีเสี่ยวหลานกะพริบดวงตาสุกใสมีเสน่ห์ปริบๆ เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เรื่องนั้นไงเล่า…กิจกรรมกลางคืนของสามีภรรยาไงเล่า…” อันหลินพูดอ้อมแอ้ม
เหมือนสวีเสี่ยวหลานจะรู้แล้วว่าอันหลินหมายถึงอะไร ใบหน้าขาวอ่อนเยาว์พลันแดงเรื่อขึ้นมา ราวกับแอปเปิ้ลแดงเลิศรสชวนให้อยากจะจุมพิตอย่างอดไม่ได้
“เจ้า…เจ้าพูดบนถนนได้อย่างไร เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!” นางถลึงตามองค้อนอันหลิน นิ้วขาวเรียววางลงบนเอวของอันหลินแล้วหยิกไปทีหนึ่ง
“ซี๊ด…” อันหลินถูกหยิกจนเจ็บ แรงไม่เบาเลยจริงๆ
เขารีบยิ้มสู้ทันที “ก็ได้ๆ…เราค่อยกลับไปว่ากันที่บ้านแล้วกัน!”
“จริงสิ บ้านเราอยู่ไหนหรือ” อันหลินได้สติแล้วโพล่งถาม
สวีเสี่ยวหลาน “…เจ้าไม่ได้แค่น่าเกลียดเท่านั้นนะ สมองก็ไม่ดีไปแล้ว!”
แม้สวีเสี่ยวหลานจะบ่น แต่ก็พาอันหลินมายังบ้านของพวกเขาอยู่ดี
มันเป็นเรือนหลังใหญ่มาก คุ้นตาเหลือเกิน ป้ายเขียนไว้ว่าเรือนหลินหลานด้วย…
“อา…คุณชายอันหลินกลับมาแล้ว! ท่านอยากกินอิงเถาหรือไม่[1] ช่วงนี้ผลอิงสุกงอมแล้ว พวกเราไปซื้อมาเยอะโขเลย เก็บไว้ในครัวแน่ะเจ้าค่ะ!” หญิงสาวท่าทางงดงามน่ารักเดินเข้าแล้วพูดอย่างเริงร่า
หญิงสาวคนนี้ก็คุ้นมากเช่นกัน…
อันหลินครุ่นคิด ในที่สุดก็นึกออก
อ้อ! ชื่อเสี่ยวชิว!
“พี่อัน วันนี้ทำไมเจ้าใช้เวลาซื้อของนานขนาดนี้ รอเจ้ากินข้าวอยู่แน่ะ โฮ่ง!” ต้าไป๋วิ่งออกมาจากลานบ้านแล้วพูดอย่างโมโห
อันหลินมองดูสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย เสี่ยวหงกำลังโยกหัวสีแดงก่ำอยู่บนยอดสาลา สังเคราะห์แสงอย่างสบายอารมณ์ เสวี่ยจ่านเทียนออดอ้อนหญิงรับใช้ชุนเซี่ยชิวตง เจ้าอัปลักษณ์ที่น่าเกลียดน่าชังกำลังถือกล้วยหยอกล้อกับหมาป่าน้อยที่เหมือนหมาน้อย วิ่งไล่กันไม่หยุดในลานบ้าน
ทุกอย่างช่างงดงามสงบเหลือเกิน
“หลินจื่อ เสี่ยวหลาน รีบเข้ามาเถอะ อวี่เตี๋ยทำอาหารเสร็จแล้ว ขาหมูน้ำแดงที่นางถนัดที่สุดแน่ะ!” เสียงที่ทุ้มหนักดังขึ้น อันหมิงชวนก้าวออกจากประตูห้องโถงแล้วพูดกับอันหลินอย่างยิ้มแย้ม
อันหลินได้ฟังก็ชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น
“พ่อ…เมื่อ…เมื่อกี้พูดถึงใครนะ” เขาพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“หลินจื่อ ยืนนิ่งอยู่ข้างนอกทำไม รีบเข้ามาเถอะ อาหารจะเย็นแล้ว” เสียงอบอุ่นไพเราะดังขึ้น
จากนั้นผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินออกมา
นางสวมกระโปรงสีขาว มองอันหลินพลางยิ้มอย่างอบอุ่น ดวงตาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและถนอมรัก
อันหลินมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอึ้งๆ ในใจพลันสับสนวุ่นวายขึ้นมา ความทรงที่ฝังลึกในก้นบึ้งของหัวใจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาทะลักออกจากดวงตาของเขาเมื่อใดไม่ทราบได้
“แม่…”
[1] อิงเถา คือ เชอร์รี่