ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 542 ห้วงมายาหรือความจริง
แม่ของอันหลินชื่อมู่อวี่เตี๋ย เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์
และเป็นเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้นที่พ่อเริ่มหมดอาลัยตายอยาก ติดนิสัยเล่นพนันเพื่อระบายอารมณ์
ต่อมาพ่อก็เสียพนันจนหมดเนื้อหมดตัว แถมยังติดหนี้หลายล้าน อันหลินถูกเจ้าหนี้จับตัวไป หลังจากนั้นก็เจอกับเซียนที่ลึกลับคนนั้น ก้าวเข้าสู่หนทางบำเพ็ญเซียนนับแต่นั้นมา
ทุกอย่างเหล่านี้เรียกได้ว่าเกี่ยวข้องกันแน่นแฟ้น หากว่าขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไป คงไม่มีอันหลินในวันนี้
แต่ตอนนี้แม่กลับปรากฏตัวต่อหน้าอันหลินกะทันหัน
ตายแล้วฟื้นงั้นเหรอ
ไม่สิ! ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของปลอม เป็นโลกมายา ตายแล้วเกิดใหม่มีที่ไหนกัน!
แต่…
อันหลินมองใบหน้าของแม่ที่อยู่ตรงหน้าอึ้งๆ สัมผัสกลิ่นอาย ฟังน้ำเสียงของท่านด้วยเกรงว่าท่านจะจากหายไปอีก
เหมือนมาก…เหมือนมากจริงๆ…
ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือเสียง ไม่มีอะไรแตกต่างจากภาพในความทรงจำเลย
“หลินจื่อ ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ” มู่อวี่เตี๋ยขมวดคิ้ว เดินเข้าไปจับมืออันหลินแล้วพูดอย่างห่วงใยว่า “เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”
สวีเสี่ยวหลานก็สะดุ้งโหยง มองอันหลินด้วยความงุนงงเหมือนกัน
อันหลินเช็ดน้ำตา สะกดกลั้นความคิดที่อยากจะพุ่งเข้าไปกอดแม่ไว้แน่นแล้วส่ายหน้าพูดว่า “ไม่เป็นไร แค่นึกถึงอดีตที่น่าเศร้า…ไปกันเถอะ เราเข้าไปกินข้าวกัน!”
ภายในห้องอาหาร ขาหมูน้ำแดงจานใหญ่กับเมนูอื่นๆ วางอยู่ด้วยกัน แลดูค่อนข้างสะดุดตา
อันหลินจำได้ว่าตอนเด็กเรื่องมากสุดๆ ก็เลยค่อนข้างผอม
ตอนนั้นแม่ก็เลยตัดสินใจศึกษาวิธีการทำขาหมู โดยบอกว่ากินขาหมูแล้วอ้วนง่าย
ลูกผอมไม่ใช่เหรอ ลูกเรื่องมากใช่ไหม คอยดูว่าแม่จะทำให้ลูกอ้วนได้อย่างไร!
จากนั้นขาหมูน้ำแดงเลิศรสก็ถือกำเนิด แม่อันใช้ฝีมือการทำอาหารพิชิตกะเพราะของอันหลินได้สำเร็จ!
อันหลินที่ขึ้นมัธยมต้นเพิ่มจากสี่สิบกิโลกรัมเป็นแปดสิบกิโลกรัม
ต่อมาแม่อันจึงตัดสินใจว่าจะไม่ทำขาหมูน้ำแดงให้อันหลินกินอีกต่อไป
หลังอันหลินรู้ข่าว เจ้าอ้วนน้ำหนักห้าสิบกว่ากิโลกรัมคนหนึ่งก็ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเด็ก น่าอายเชียวละ
เพื่อให้ได้กินขาหมูน้ำแดงอีกครั้ง อันหลินจึงพยายามลดความอ้วนจนผอมตอนมัธยมปลายในที่สุด
แม่อันก็รับปากว่าหลังสอบเอ็นทรานซ์ เข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะทำขาหมูน้ำแดงให้เขากิน ตอนนั้นมีลูกไม้เยอะแยะเชียวละ อย่างไรเสียเข้ามหาวิทยาลัยคงไม่ค่อยได้กลับบ้านแล้ว ต่อให้กินขาหมูทุกวัน อันหลินก็คงไม่อ้วนหรอก
ผลปรากฏว่าหลังสอบเอ็นทรานซ์เสร็จ อุบัติเหตุก็เกิดขึ้น
รสอร่อยที่อันหลินคิดถึงมานานหลายปีกลับไม่มีวันได้กินอีกตลอดกาล
…
อันหลินนั่งลงบนเก้าอี้ ใช้ตะเกียบคีบขาหมูแล้วลงมือแทะ
นุ่มลื่นหอมกรุ่น มันแต่ไม่เลี่ยน…
ยังเป็นรสชาติที่คุ้นเคย ส่วนผสมที่คุ้นเคย ยังคงเป็นรสชาติที่โหยหา…
เพราะอะไรรสชาติขาหมูที่นี่ถึงได้สมจริงขนาดนี้…ทั้งที่เป็นภาพมายา!
ทั้งๆ ที่เขาแทบจะลืมรสชาติไปแล้วด้วยซ้ำ จำได้แค่ว่าอร่อยสุดๆ ทำไมขาหมูน้ำแดงอันนี้ถึงปลุกรสชาติในความทรงจำกลับมาได้ ทำไมถึงเหมือนขาหมูที่แม่เคยทำมากถึงขนาดนี้…
อันหลินสะเทือนใจ น้ำตาอาบหน้าอีกครั้ง
สวีเสี่ยวหลาน อันหมิงชวน มู่อวี่เตี๋ยงงงัน ทำไมร้องไห้อีกแล้ว
“หลินจื่อ…ลูกไม่เป็นไรจริงๆ หรือ” อันหมิงชวนอดถามไม่ได้
อันหลินรู้ตัวดีว่าลืมตัว จึงรีบส่ายหน้าพัลวัน “ไม่เป็นไร แค่ขาหมูอร่อยเกินไป อร่อยจนร้องไห้!”
หน้าของอันหมิงชวนกระตุกยิกๆ ขอร้องละ อ้างเหตุผลให้ดีกว่านี้หน่อยสิ!
มู่อวี่เตี๋ยยิ้มอ่อนโยน คีบขาหมูชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยอันหลินแล้วพูดเสียงนุ่มว่า “อร่อยก็กินเยอะๆ นะ ต่อไปแม่จะทำให้ลูกกินบ่อยๆ อย่างไรเสียก็บำเพ็ญเซียนแล้ว กินไม่อ้วนหรอก!”
“อืม…” อันหลินขมขื่นในใจ พยักหน้ารัวๆ แล้วคีบขาหมูน้ำแดงชิ้นที่สองขึ้นมากิน
ขาหมูจานใหญ่ก็ถูกเขากินไปกว่าครึ่งโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนอยู่กับพร้อมหน้าก็เริ่มสนทนากันขึ้นมา ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลสำนักแพทย์ และมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับเมืองฉีโหลวไปจนถึงแผ่นดินบรรพกาลทั้งผืน
อันหลินทะนุถนอมช่วงเวลานี้มาก ต่อให้ในใจจะรู้ดีว่าทุกอย่างล้วนเป็นภาพมายา แต่การอยู่ด้วยกันก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ครอบครัวที่รักที่สุดอยู่ข้างกาย คนที่รักที่สุดก็อยู่ด้วยเช่นกัน มีเรื่องอะไรงดงามไปกว่านี้อีกไหม
หลังทานมื้อค่ำเสร็จ ดวงดาวก็พร่างพรายแล้ว
อันหลินเดินไปที่ลานบ้านแล้วชมท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้ดวงจันทร์ ในใจสับสนวุ่นวาย
“วันนี้เจ้าแปลกๆ นะ…” เสียงนุ่มนวลเสนาะหูดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง
อันหลินหันหน้าไปก็เห็นดวงตาคู่งามกำลังจดจ้องตนอยู่
ใบหน้าที่ขาวผ่องงดงามขาดความหยาดเยิ้มไปบ้างเมื่ออยู่ใต้แสงดาวที่พร่างพราย มีความอ่อนโยนดุจวารินเพิ่มมา
“นั่นสิ จู่ๆ ข้าก็อ่อนไหวเจ้าอารมณ์ขึ้นมา…” อันหลินยิ้ม
“คงไม่ได้อ่อนไหวหรอกกระมัง…” สวีเสี่ยวหลานเอียงศีรษะ ผมยาวดำขลับพลิ้วไหว ใบหน้ามีรอยยิ้มที่คาดเดายาก “ข้ารู้สึกว่า…เจ้าไม่ใช่เขา”
อันหลินเบิกตากว้างมองสวีเสี่ยวหลานอย่างเหลือเชื่อ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินคำพูดพรรค์นี้จากปากของสวีเสี่ยวหลาน
“แปลกใจมากหรือ” สวีเสี่ยวหลานยิ้มบางๆ “ที่จริงตอนแรกข้าก็คิดว่าเจ้าแค่มีปัญหาทางอารมณ์นิดหน่อย แต่ตอนหลังข้าพบว่าแม้เจ้าจะเป็นอันหลิน แต่ไม่ใช่อันหลินคนนั้นที่ข้ารู้จัก!”
“อืม…” นัยน์ตาของนางสั่นระริกราวกับกำลังเรียงร้อยถ้อยคำ “รูปลักษณ์นิสัยของเจ้าเหมือนเขา แต่…เหมือนเป็นอันหลินที่มีประสบการณ์ที่ต่างออกไป…”
ครั้งนี้อันหลินตกตะลึงแล้วจริงๆ ความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นในใจเขา
นี่มันห้วงมายาหรือความจริงกันแน่ มันเป็นโลกอย่างไรกันแน่!
“เจ้าก็ยังคงเป็นเสี่ยวหลานที่ทั้งฉลาดและเข้าใจข้า” อันหลินยิ้ม เท่ากับว่ายอมรับสถานะของตนแล้ว “งั้นเจ้าช่วยบอกประสบการณ์ของอันหลินที่เจ้ารู้จักคนนั้นกับข้าหน่อยได้ไหม”
สวีเสี่ยวหลานยิ้มตาหยี “ยินดีอย่างยิ่ง แต่หลังเล่าจบแล้วเจ้าต้องคืนอันหลินให้ข้านะ!”
อันหลินยิ้มอย่างกระดากอาย “ก็ข้านี่ไงอันหลิน…”
“แต่เจ้าไม่ใช่อันหลินที่มีความทรงจำร่วมกันกับข้านี่นา หากไม่ใช่เพราะสายตาของเจ้าคุ้นเคยจริงใจ ข้าคงนึกว่าเจ้าถูกสิงร่างแล้ว!” สวีเสี่ยวหลานมองค้อนอันหลิน
อันหลินพูดไม่ออก ทำได้แค่พยักหน้า “ได้ พอข้าไปจากที่นี่ อันหลินของเจ้าก็คงจะกลับมาแล้ว!”
สวีเสี่ยวหลานเริ่มบอกเล่าเรื่องราวที่นางกับอันหลินรู้จักกัน
พวกเขารู้จักกันในศาลเจ้าของแผ่นดินมนุษย์ เป้นลูกศิษย์ที่ศึกษาสำนักเดียวกัน
รู้จักกัน รู้ใจกัน ไปถึงประสบการณ์ที่จำจดขึ้นในเป็นพรวน
ทั้งคู่ลงเอยกับในปีที่หนึ่งร้อยที่รู้จักกัน กลายเป็นคู่ครองกัน
อันหลินก็บอกความลับสุดยอดของเขาออกมาในตอนนั้นเอง
ความจริงแล้วเขามาจากโลกอันไกลโพ้น เขาไม่ใช่คนของแผ่นดินบรรพกาล เข้าข้ามมิติมา!
สวีเสี่ยวหลานไม่สนเรื่องพวกนี้ ซ้ำยังรับพ่อแม่ที่อยู่ในโลกใบเดียวกันกับอันหลินมาอยู่ด้วย จัดพิธีแต่งงานโดยมีพวกเขาเป็นประจักษ์พยาน จากนั้นใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินนี้ร่วมกันอย่างมีความสุข
เรื่องราวยาวเหยียด อันหลินฟังแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก
ประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทว่าตื่นตาตื่นใจ และไม่ขาดความทรงจำตราตรึงใจที่เป็นของพวกเขาสองคนเท่านั้น
สภาพแวดล้อมเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แผ่นดินบรรพกาล...
หลังฟังสวีเสี่ยวหลานฟังเรื่องนี้จบ เขาก็คิดว่าถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่ความจริง ก็คงเป็นเรื่องแต่งอันยิ่งใหญ่ของตาแก่ชุดแดงสองคนนั้น! ทำห้วงมายาให้ถึงขั้นนี้ได้เปลืองแรงเกินไปแล้วมั้ง!
อันหลินพรูลมหายใจยาวแล้วมองหญิงสาวตรงหน้า สีหน้าก็สับสนวุ่นวายขึ้นมา
อันหลินอีกคน สวีเสี่ยวหลานอีกคนงั้นเหรอ
ไหนจะสัตว์เลี้ยงและสหายที่อยู่ร่วมกันเพราะพรหมลิขิตอีก ประสบการณ์ของพวกเขาแตกต่างกัน แต่นิสันกลับเหมือนกัน
อันหลินอีกคนงั้นเหรอ...เขาทำให้อันหลินในตอนนี้อิจฉา
นี่คงจะเป็นชีวิตที่มีความสุขที่สุดที่เขาจะจินตนาการได้
แต่ทุกสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเขา
บางที…
ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือห้วงมายา ก็ควรจะอำลาโลกใบนี้แล้ว…