ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 543 ทลายห้วงมายา
ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่สมจริงปานนี้ ในใจของอันหลิน เส้นแบ่งเขตระหว่างห้วงมายากับความเป็นจริงมันเลือนรางมากขึ้นทุกทีแล้ว
ในใจของเขามีความคิดที่อยากจะอยู่ที่นี่ผุดขึ้นมาชั่วขณะ ทว่าความคิดนี้ก็ถูกเขาสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ต่อให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกใบนี้จะเป็นความจริง เสี่ยวหลาน สหาย ครอบครัวในอีกโลกหนึ่งยังรอคอยเขาอยู่ เขาจะจากที่นั่นมาได้อย่างไร!
ถ้าอย่างนั้นก็มีปัญหาแล้วละ จะกลับไปได้อย่างไร
อันหลินขมวดคิ้วครุ่นคิด ความจริงเขาก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าบางห้วงมายาจะต้องสังหารคนที่ตนรู้จักข้างในนี้ให้เหี้ยน สร้างแกนกลางของห้วงมายาใหม่ก็จะคลี่คลายได้สำเร็จ
แต่นี่เป็นห้วงมายาจริงๆ เหรอ
ต่อให้เป็นห้วงมายา มีญาติมิตรและคนรักเนื้อตัวเป็นๆ แบบนี้…อันหลินคิดว่าตนทำไม่ลง
อีกอย่างถ้าเกิดพวกเขามีตัวคนจริงๆ จะทำอย่างไร!
วิชาญาณทิพย์!
จู่ๆ ดวงตาของอันหลินก็ขาวโพลน กวาดมองทัศนียภาพรอบกาย พยายามค้นหาช่องโหว่และข้อบกพร่องของโลกใบนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือ ทุกอย่างที่นี่ไม่มีร่องรอยของวิชาเลยสักนิด
ลองดูว่าสามารถใช้พลังทลายดินแดนแห่งนี้ได้หรือเปล่า…
พลังปราณอนธการ!
จู่ๆ ร่างกายของเขาก็แผ่หมอกสีดำ พลังเริ่มพุ่งทะยานทันใด ขณะเดียวกันกระบี่พิชิตมารก็ห้อมล้อมด้วยอัสนีทองอนัตตา ตวัดแล้วปล่อยกระบี่พิฆาตอันสว่างไสวใส่ท้องฟ้า
ลำแสงอัสนีทองอนัตตาที่แฝงด้วยอานุภาพอันน่ากลัวส่องท้องฟ้ายามราตรีให้สว่าง พวยพุ่งขึ้นฟ้าท่ามกลางเสียงหวีดหวิว ยิ่งลอยก็ยิ่งสูง สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าลอยไปไกลเท่าใด พลังงานอัสนีค่อยๆ หายไปช้าๆ…
ไม่มีประโยชน์…
อันหลินหยุดพลังปราณอนธการ ใบหน้าฉายความสิ้นหวัง
“อันหลิน หรือเจ้าไม่รู้ว่าจะกลับไปอย่างไร” สวีเสี่ยวหลานเห็นท่าทางของอันหลินก็คาดเดาได้ บัดนี้ใบหน้าก็มีความกังวลเช่นกัน
อันหลินยิ้มอย่างเก้อเขิน จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยิบคันฉ่องวิหคชาดออกมา
“กระจกวิเศษ…กระจกวิเศษ…จงบอกข้าเถิดว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน ควรกลับไปอย่างไร”
คันฉ่องวิหคชาดโยกเบาๆ แล้วเสียงกังวานอ่อนเยาว์ก็ดังขึ้นมา “นายท่าน ท่านอยู่ในแผ่นดินบรรพกาลน่ะสิ! กลับไปหรือ กลับไปที่ใด ไปให้ภรรยาของท่านนำทางไป อย่ามากวนข้า!”
อันหลิน “…”
สวีเสี่ยวหลานป้องปากขำ “เจ้ายังกล้าถามคำถามคันฉ่องอีกหรือ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้นิสัยของมันเสียหน่อย ขืนพูดต่อไป มันอาจจะตอกจนเจ้านอนไม่หลับเลยก็ได้”
มุมปากของอันหลินกระตุกยิกๆ “กระจกของข้าไม่มีทางโมโหร้ายแบบนั้น”
สวีเสี่ยวหลานได้ฟังก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าฉายความผิดหวัง “นั่นสิ เจ้าไม่ใช่เขาสักหน่อย…”
อันหลินไม่มีเวลารำพัน เขายังคงขบคิดวิธีคลี่คลายปัญหาอยู่
จู่ๆ ก็เหมือนเขาจะนึกอะไรออก เงยหน้ามองหอคอยสีดำที่อยู่ใจกลางเมืองฉีโหลว
“เสี่ยวหลาน ข้าขอตัวไปจากที่นี่ก่อนนะ!” อันหลินขี่อิฐลอยขึ้น
“อันหลิน เจ้าจะกลับมาใช่ไหม เขาหรือว่าเจ้า” ดวงตางามของสวีเสี่ยวหลานมองอันหลินบนท้องฟ้าแล้วถามอย่างร้อนใจ
ร่างของอันหลินชะงักชัน ก่อนจะเหลียวหลังมองหญิงที่อยู่เบื้องล่าง
หญิงสาวยืนเงียบภายใต้แสงดารา ในดวงตามีน้ำตากำลังสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
อันหลินสั่นสะท้านในใจ ไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าให้หญิงสาวเบาๆ จากนั้นก็หันหลังเหาะไปยังหอคอยหลังนั้น
ค่ำคืนของเมืองฉีโหลวมีแสงโคมสว่างไสว ผู้คนที่สัญจรบนท้องถนนกันขวักไขว่ราวกับเมืองที่ไม่หลับใหล
บนยอดของหอคอยสีดำก็มีแสงสีขาวระยิบระยับเช่นกัน ประหนึ่งเป็นหอเทวะที่ส่องราตรีกาลให้สว่าง ชี้นำทิศทาง
อันหลินมาถึงหน้าประตูหอคอยสีดำ และเห็นคนเฝ้าประตูชุดแดงทั้งสองคนจริงๆ
คนหนึ่งผอมสูง อีกคนอ้วนเตี้ย!
ใบหน้าของคนเฝ้าประตูทั้งสองอ่อนเยาว์ ไม่ได้แก่ชราอย่างที่เจอก่อนหน้านี้ แต่แยกจากรูปร่างลักษณะแล้วก็ยังพอแยกแยะออกว่าพวกเขาคือชายชราสองคนที่พบเจอก่อนหน้านี้
“เจ้ามาแล้วหรือ รู้สึกอย่างไรบ้าง”
คนเฝ้าประตูอ้วนเตี้ยเห็นอันหลิน ใบหน้าก็คลี่ยิ้มราวกับไม่แปลกใจเลยสักนิด
แต่อันหลินกลับชะงักไปเล็กน้อย อารมณ์แปลกๆ ผุดขึ้นในใจ “พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ แล้วที่นี่คือที่ไหน”
คนเฝ้าประตูอ้วนเตี้ยอธิบายว่า “พวกเราเป็นผู้พิทักษ์เมืองฉีโหลว ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือผู้พิทักษ์แคว้นหยางโหลวทั้งแคว้น! ที่นี่ก็คือเมืองฉีโหลวแห่งแผ่นดินบรรพกาลอย่างที่เจ้าเห็น”
อันหลินแสยะยิ้ม “เมืองฉีโหลวกลายเป็นซากปรักหักพังไปนานแล้ว ที่นี่เป็นเพียงห้วงมายาเท่านั้น”
ชายอ้วนเตี้ยส่ายหน้าพูดว่า “อะไรคือความจริง อะไรคือห้วงมายา หากว่าทุกสิ่งที่เจ้าเห็นและสัมผัสไม่มีความลวงเลยสักนิด แล้วจะเรียกว่าห้วงมายาได้อย่างไรเล่า”
ชายผอมสูงก็มองอันหลินเช่นกันแล้วเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ตอนนี้เจ้ามีสองตัวเลือก เจ้าพยายามกลมกลืนกับโลกใบนี้ได้ หากเป็นเช่นนี้เจ้าจะเป็นอันหลินเพียงหนึ่งเดียว อาศัยอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขตลอดไป และเจ้าก็สามารถสังหารทุกคนที่เจ้ารู้จัก ตัดขัดสายใยนี้ได้เช่นกัน อย่างนั้นเจ้าก็จะตัดขาดทุกอย่างในโลกใบนี้กลับไปยังโลกเดิมของเจ้า”
อันหลินได้ฟังก็ตกใจ แต่จากนั้นก็เหมือนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นมา
พูดราวกับเป็นความจริงงั้นแหละ พวกเขาบอกว่ามีสองทางเลือกก็มีแค่สองทางเลือกหรือไง
อันหลินไม่มีทางเชื่อหรอก เขายังมีไพ่ตายอีกใบที่ยังไม่ได้ใช้
วิชาจิตอนุมาน!
ดวงดาวนับไม่ถ้วนฉายวาบในดวงตาอันหลิน สุดท้ายก็สะท้อนภาพของดินแดนผืนนี้
คลื่นไร้สีเริ่มกระจายตัว สะท้อนทุกรายละเอียดของดินแดนทั้งผืนในดวงตา ข้อมูลล้นหลามเริ่มทะลักเข้าสู่สมอง ทั้งสมเหตุและไม่สมเหตุ…
สีหน้าของชายชุดแดงทั้งสองต่างก็เปลี่ยนไป
ในตอนนั้นเอง พสุธาก็ปริแตกทันใด
อันหลินกระโดดขึ้นแล้วพุ่งสู่ยอดหอคอยสีดำประหนึ่งขีปนาวุธ
พลังปราณอนธการปะทุในพริบตา กระบี่พิชิตมารโอบล้อมด้วยแสงอัสนีทองอนัตตาแล้วตวัดลงฟันหอคอยสีดำ!
ตำแหน่งที่แสงสีขาวระยิบระยับบนยอดของหอคอยสีดำถูกกระบี่แสงอัสนีโจมตีโดยพลัน การโจมตีของระเบิดอัสนีสีทองทำให้ท้องฟ้ายามราตรีกลายเป็นสีทอง
ประชาชนมากเหลือคณานับในเมืองฉีโหลวหันมองหอคอยสูง มองแสงสายฟ้าสีทองนั่นด้วยใบหน้าที่ฉายความตะลึงและฉงนสนเท่ห์
ณ เรือนหลานหลิน มู่อวี่เตี๋ยกุมมืออันหมิงชวน ยืนจ้องหอคอยอันไกลโพ้นข้างกัน อัสนีสีทองระเบิดตรงนั้นแล้ว ก่อเป็นสายฟ้าวงกลมสีทอง เจิดจ้าและงดงาม
เปรี้ยง
ยอดของหอคอยสีดำถูกอันหลินทลายด้วยกระบี่
มิติรอบๆ เริ่มบิดเบี้ยวและแหลกสลายในสายตาของอันหลิน ฟ้าดินเริ่มมืดสลัวพังทลาย จากนั้นเลือนราง…
เขาหน้ามืดแล้วสลบไสลไปอีกครั้ง
ชายชุดแดงทั้งสองเห็นร่างของอันหลินอันตรธานหายไปจากโลกใบนี้ สีหน้ายากจะคาดเดา
ชายอ้วนเตี้ยส่ายหน้าถอนหายใจ “ช่างเถอะ ใจไม่ใช่ของโลกใบนี้แล้วไยต้องเหนี่ยวรั้ง”
ชายผอมสูงพยักหน้า “ในเมื่อยอมแพ้ไม่ไล่ตามภาพมายาในความฝันแล้วจะเป็นจริงได้อย่างไร”
ท่ามกลางความมืดมิด
อันหลินสั่นสะท้าน จิตสำนึกรู้ค่อยๆ คืนกลับมาอย่างเลือนราง
เขาลืมตาขึ้นแล้วพบว่าเบื้องหน้าเป็นสีขาวโพลน แยงตาเหลือเกิน!
เมื่อเพ่งสายตามองก็พบว่าเป็นชิ้นส่วนที่กำลังส่องแสงสีขาวชิ้นหนึ่ง
ชิ้นส่วนนั่นคล้ายจริงเหมือนฝัน เมื่อมองไปคล้ายจะเป็นของจริง!
แต่ยามคุณคิดว่ามันเป็นของจริง มันก็กลับกลายเป็นภาพลวงตา หากคุณคิดว่ามันเป็นภาพลวงตา มันกลับกลายเป็นของจริงอีก
อันหลินกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย
มันคืออะไร