ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 559 แดนแห่งอารมณ์อนันต์
นอกถ้ำหินสีขาว เตาเย่กำลังหลบอยู่ข้างหลังก้อนหินท่าทางลับๆ ล่อๆ ใช้เคล็ดวิชาอำพรางตน
ตอนนี้เขาไม่มีความคิดจะกวนน้ำจับปลาแล้ว[1] มีสาเหตุเดียวที่เขาดักซุ่มอยู่ที่นี่ก็เพื่อมองอันหลินตัวเป็นๆ ให้ชัดเจนยิ่งกว่า จะได้ให้ข้อมูลกับราชันเยว่เย่ได้
เตาเย่คิดว่าคนที่ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อองค์กรอย่างเขาน่ะมีไม่เยอะแล้ว เพราะคนที่เขาลอบสังเกตการณ์น่ะมันอันหลิน ผู้ยิ่งใหญ่ระดับขั้นสุดยอดของเผ่ามังกร! บุคคลที่อาศัยความทรงพลังก็ทำให้มังกรดำระดับหวนสู่ความว่างเปล่าขั้นกลางตกใจจนฉี่เล็ดได้เชียวนะ!
แม้การลอบสังเกตบุคคลที่น่ากลัวขนาดนี้จะไม่ได้ประโยชน์มากมายนัก แต่ก็เป็นความกล้าหาญ กลับไปจะต้องขอรางวัลกับจักรพรรดิเฮยอวี่สักหน่อยแล้ว แถมยังได้ความรับความชอบจากเยว่เย่ด้วย หึๆ ๆ…
ขณะที่เขากำลังดีอกดีใจอยู่นั้น ก็มีเงาของกลุ่มคนปรากฏตรงหน้าปากถ้ำ
เอ๊ะ พวกเขาออกมากันแล้วหรือ อันหลินดูท่าทางหงุดหงิด เจอกับปัญหาอะไรงั้นหรือ
ชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาคนนั้นคล้ายจะเป็นร่างจำแลงของเซียวเจ๋อสินะ ทำไมดูเบิกบานใจขนาดนั้นล่ะ แถมยังดึงแขนเสื้ออันหลินด้วย สนิทสนมกันขนาดนี้แล้วหรือ
“อาจารย์ ต่อไปพวกเราจะไปที่ไหน” เซียวเจ๋อถามอย่างยิ้มแย้ม ใบหน้าไร้เดียงสาน่ารัก
อันหลินเห็นท่าทางแบบนี้ ก็อดกระตุกมุมปากไม่ได้
ทั้งๆ ที่เป็นปีศาจเฒ่าที่มีอายุไม่รู้กี่หมื่นปี แสร้งทำเป็นหนุ่มน้อยทำไมกัน!
“ลำดับต่อไปพวกเราจะไปตามหาผลึกต้นกำเนิดสีทองกัน เพื่อให้อาจารย์บำเพ็ญเพียรวิชา จำต้องใช้วัสดุนั่น” อันหลินโคลงศีรษะ
เซียวเจ๋อกะพริบดวงตาที่สุกใสปริบๆ แล้วพูดอย่างฉงนว่า “อาจารย์ ผลึกต้นกำเนิดสีทองยี่สิบสามก้อนเมื่อครู่นี้ยังไม่พอหรือ”
“เหอะๆ ไม่พอ! อาจารย์จะรวบรวมผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทองหนึ่งร้อยก้อน ตอนนี้ยังขาดอีกยี่สิบเจ็ดก้อน” อันหลินยิ้มบางๆ
“อาจารย์สุดยอด! มีผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทองถึงเจ็ดสิบสามก้อนแล้ว!”
ครั้งนี้เซียวเจ๋อตกใจไม่น้อยจริงๆ ซ้ำยังชมจากใจจริงด้วย
เขารู้ดีว่าที่นี่ขาดแคลนผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทองมากแค่ไหน และอันหลินมาที่นี่แค่ระยะเวลาเพียงราวๆ ยี่สิบวัน แต่กลับรวบรวมผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทองทั้งสิ้นห้าสิบก้อนแล้ว ผลลัพธ์นี้เรียกได้ว่าน่ากลัว
“คุณชายอันหลิน ยินดีกับท่านที่ได้กลับเป็นเต็มลำ ข้าก็บรรลุสิ่งที่ข้าพึงทำแล้ว ขออำลาท่านแต่เพียงเท่านี้” มีอาโค้งตัวให้อันหลินน้อยๆ รูปร่างเย้ายวน ผิวหนังขาวผ่องดุจดวงจันทร์ยามเหมันต์ภายใต้แสงดาว
ตอนนี้อันหลินเพิ่งนึกได้ว่ามีคนคนนี้อยู่ในทีมด้วย เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะให้มีอาให้สาบานว่าจะไม่แพร่งพรายสิ่งที่เห็นที่ได้ยิน แล้วปล่อยมีอาไป
หลังจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจจะมุ่งหน้าทางเหนือเมื่อหารือกันแล้ว ไปยังอีกแผ่นดินที่มีอาณาเขตติดต่อกัน
เตาเย่มองมิติที่แตกแยกกับกลุ่มคนที่ทยอยกันไป สุดท้ายแข้งขาก็อ่อนแรง ทรุดลงนั่งกับพื้น
“ฟู่…การสังเกตการณ์ครั้งนี้ลุ้นระทึกเหลือเกิน…”
เขาเอ่ยรำพัน ใบหน้ามีความหวาดหวั่นหลังรอดพ้นหายนะ พร่ำรำพันว่า “ทำให้มังกรดำระดับหวนสู่ความว่างเปล่าขั้นกลางตัวหนึ่งยอมเป็นลูกศิษย์ของเจ้าได้ อันหลิน…เจ้าช่างลึกล้ำ!”
บนแผ่นดินที่ส่องแสงหลากหลายสีสัน ที่นี่มีสิ่งมีชีวิตนานาเผ่าพันธุ์เพ่นพ่านไปทั่ว มีเสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ว่ามาจากหนใดดังวนเวียนอยู่ ระดับความเข้มข้นของพลังปราณหยวนสูงกว่าข้างนอกไม่ต่ำกว่าสิบเท่า เหมาะจะเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของสำนักขนาดใหญ่
แต่ทว่าแผ่นดินผืนนี้กลับกว้างขวางถึงหมื่นลี้!
งูหลามกลืนฟ้าสีม่วงแดงที่มีความยาวหลายร้อยจั้งอ้าปากกว้างแล้วกระโจนออกไปทันใด
ลำแสงกระบี่สีน้ำเงินพุ่งผ่านไปในพริบตา พลังอันหนาวเหน็บทำให้พสุธาในรัศมีพันเมตรแข็งตัว
งูหลามกลืนฟ้าถูกตัดเป็นสองท่อนทั้งที่ยังอยู่ในท่าพุ่งตัว พลันหล่นร่วงลงพื้นทันใด ไม่ขยับเขยื้อนตายไปเสียแล้ว
หญิงสาวร่างสูงระหง สวมชุดสีทอง ใบหน้าเย็นชาอย่างยิ่งเก็บกระบี่ยาวสีขาวแล้วหันหน้ามองผู้หญิงข้างกาย ก่อนจะพูดว่า “เจ้าวังเยี่ยนฮวา หากมุ่งหน้าไปต่อ แม้แต่พวกเราก็อาจจะมีอันตรายถึงชีวิต เจ้าแน่ใจหรือว่าที่นี่จะมีชิ้นส่วนหัวใจแห่งดินแดน”
สาวหิมะที่อุ้มมนุษย์จิ๋วสีขาวส่ายหน้าเบาๆ “ข้าสัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านของภูตวิญญาณเหมันต์ ที่นั่นมีสิ่งที่มันสนใจอย่างยิ่งอยู่”
“โหรวกู่ แล้วเราจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ ข้าคิดว่าไปค้นหาที่แดนปีศาจจะดีกว่า” ซูจิ้งเซียงก็แสดงความคิดเห็นเช่นกัน
ยอดฝีมือทั้งสามแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เหมันต์รวมตัวกันแล้ว แต่เวลาที่เหลือให้พวกนางกลับไม่มากแล้ว มีเวลาอีกไม่ถึงสิบวัน พวกนางจำต้องหาชิ้นส่วนหัวใจแห่งดินแดนให้เจอภายในสิบวันนี้…
โหรวกู่ หัวหน้ากลุ่มหวนสู่ความว่างเปล่าลังเลชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้พวกเจ้าบอกว่ามีภูตตนหนึ่งผสานกับชิ้นส่วนหัวใจแห่งดินแดน ข้ากำลังคิดว่าหากพบนางครั้งหน้า จะจับนางมาเป็นศูนย์กลางของการเซ่นไหว้ได้หรือไม่ อาจจะได้ผลลัพธ์เหมือนชิ้นส่วนหัวใจแห่งดินแดนก็ได้…”
“ความสามารถของกลุ่มนั้นแข็งแกร่งนัก พวกเราคิดจะชิงภูตตัวนั้นมาจากกลุ่มนั้นยากดั่งปีนสวรรค์ ฝากความหวังไว้ที่แผ่นดินผืนนี้จะดีกว่า” เยี่ยนฮวาชิงพูดขึ้นมาก่อน
ไม่ว่าจะด้านอัตวิสัยหรือภววิสัย นางก็ไม่อยากยั่วยุอันหลิน
จุดนี้ซูจิ้งเซียงก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน
“หึๆ บางทีความแข็งแกร่งและอ่อนแอก็ไม่แน่นอน” โหรวกู่กลับไม่ค่อยแยแส ในใจมีความคิดหนึ่งเพิ่มมาแล้ว
ทั้งสามเดินหน้าต่อไป อสูรที่พบเจอระหว่างทางก็แข็งแกร่งขึ้นทุกที
หลังสังหารมนุษย์หัววัวสี่เศียรตัวหนึ่งแล้ว พวกนางก็มาถึงชายแดนป่าดงดิบที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง มีเส้นสีดำเส้นหนึ่งแบ่งเขต
“เตรียมพร้อมหรือยัง หากว่าก้าวเข้าไปเส้นแบ่งเขตแล้ว พวกเราจะหันหลังไม่ได้อีก มีแต่จะต้องเดินหน้า” โหรวกู่เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
สาวหิมะอีกสองคนที่เหลือก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น เบื้องหน้าก็คือแดนไร้อาลัย คนที่เข้าไปจะหันหลังกลับไม่ได้เพราะกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ใช้พลังทะลุมิติไม่ได้ จำต้องข้ามเส้นเขตแดนอีกเส้นของแดนไร้อาลัย ซึ่งก็หมายความว่า ทางเข้ากับทางออกอยู่กันคนละฟากของแดนไร้อาลัย
ศูนย์กลางของดินแดนผืนนี้มีความอันตรายอย่างยิ่ง
มิหนำซ้ำ…สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หากว่าเข้าไปข้างใน ทุกสิ่งมีชีวิตจะเกิดความรู้สึกอย่างรุนแรง อารมณ์แบบนั้นจะติดตามไปตลอดเวลาจนกว่าจะออกจากดินแดนผืนนี้
ดังนั้นดินแดนผืนนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า ดินแดนแห่งอารมณ์อนันต์
จะเกิดความรู้สึกแบบไหนกันนะ…
บางอารมณ์ความรู้สึกมีผลกระทบต่อพวกนางอย่างมาก จะกระทบต่อการใช้พลังต่อสู้โดยตรง ดังนั้นอันที่จริงสาวหิมะทั้งสามต่างก็กังวลอยู่เหมือนกัน
โหรวกู่ ซูจิ้งเซียง และเยี่ยนฮวาสบตากัน แล้วก้าวข้ามเส้นสีดำพร้อมกัน…
ด้วยเหตุนี้เจ้าวังโหรวกู่ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่สุขุมเสมอมาก็คุกเข่ากับพื้นแล้วร้องไห้โฮทันที
ซูจิ้งเซียงทอดมองดวงดาวเดียรดาษบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เยี่ยนฮวาหนักยิ่งกว่า ตบหน้าโหรวกู่แล้วพูดเสียงกร้าวว่า “ร้องไห้หาพระแสงอะไร!”
โหรวกู่ “…”
[1] กวนน้ำจับปลา หมายถึง ฉวยโอกาสในช่วงที่ชุลมุน