ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 560 อารมณ์ที่น่ากลัวปะทุ
ใบหน้าของโหรวกู่ปวดแสบปวดร้อน ดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วยช้อนขึ้น อารมณ์โศกเศร้าถูกความตะลึงกลบมิดอย่างรวดเร็ว เบิกตามองสาวหิมะที่รูปลักษณ์งดงามตรงหน้า
เยี่ยนฮวาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะตบหน้าโหรวกู่ ตะลึงงันกับที่เช่นกัน
แม้ทั้งสองจะเป็นเจ้าแห่งวังศักดิ์สิทธิ์ทั้งคู่ แต่ความสามารถและฐานะของโหรวกู่สูงกว่านางอย่างเห็นได้ชัด ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการครั้งนี้
แต่เมื่อครู่นี้เองที่นางตบหน้าโหรวกู่ไปฉาดหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย…
คุณพระ! ข้าทำอะไรลงไปกันแน่!
เยี่ยนฮวามองโหรวกู่ด้วยความหวาดหวั่น!
แต่หลังนางเห็นสายตาที่เจือความโกรเกรี้ยวของโหรวกู่แล้ว ก็พลันหงุดหงิดขึ้นมาทันที “เจ้ามองบ้าอะไร!”
โหรวกู่ชะงักไปเล็กน้อย แล้วเศร้ามาจากก้นบึ้งของหัวใจ ก่อนจะกุมหน้าสะอื้นให้ “ฮือๆ ๆ…เจ้าดุข้าทำไม…ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ เจ้าตบข้าทำไม ข้าน่าสงสารเหลือเกิน…ฮือๆ ๆ…”
โหรวกู่น้ำตาไหลพราก เยี่ยนฮวาโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ซูจิ้งเซียงเงยหน้ามองฟ้าอย่างเศร้าสลด…
หนึ่งชั่วยามต่อมา
อิฐสีดำก้อนใหญ่ก็แหวกม่านฟ้ามา เหาะเหินอย่างรวดเร็วเหนือแผ่นดินหลากหลายสีสันผืนนี้
กลิ่นอายที่น่ากลัวแผ่ออกจากก้อนอิฐ ทำให้อสูรที่สัมผัสได้ในละแวกนี้พากันหนีกระเจิง ออกห่างรัศมีของอิฐดำสุดชีวิต พลังนั่นเป็นพลังที่รวมตัวจากพลังของผู้ยิ่งใหญ่ระดับหวนสู่ความว่างเปล่าทั้งห้าอย่างโคโค่สตีฟ ไมรอน ทาเบอร์ ทีน่าและเซียวเจ๋อ หากพลังเหล่านี้รวมตัวโจมตีอสูรปราณแปลงจิตตัวหนึ่ง สามารถทำให้ร่างของอสูรปราณระเบิดได้ทันที
เพราะพลังยิ่งใหญ่เกินไป ตลอดทางนี้พวกเขาจึงเดินทางอย่างปลอดภัยอย่างยิ่ง ศัตรูหนีตั้งแต่ยังไม่พบหน้า จะไม่ผ่อนคลายได้อย่างไร
เดินทางไปได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็มาถึงบริเวณรอบหน้าของเส้นสีดำ
“นี่น่ะหรือแดนแห่งอารมณ์อนันต์ ทำให้อารมณ์บางอย่างพุ่งสูงได้จริงหรือ” อันหลินพูดด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว” ทาเบอร์พยักหน้า ในฐานะของคนเก่าคนแก่ที่มาเยือนแดนโบราณบรรพกาลครั้งที่สาม เขาเอ่ยด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม “หากว่าเป็นไปได้ ข้าไม่อยากจะย่างกรายเข้าไปที่นี่เป็นครั้งที่สองเลย…”
“อย่าพล่ามให้มากเลย อาจารย์ต้องการผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทอง ที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด” เซียวเจ๋อกลับแสดงหน้าที่ความรับผิดชอบลูกศิษย์อย่างเต็มที่ คิดแทนอันหลินทุกทาง
“หึ ข้าเสวี่ยจ่านเทียน ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ดูสิว่าข้าจะพิชิตแดนแห่งอารมณ์อนันต์นี่ได้อย่างไร!” เสวี่ยจ่านเทียนฮึกเหิม
ทีน่านั่งเงียบไม่พูดบนไหล่ของอันหลิน นัยน์ตาสีมรกตคู่นั้นทอดมองดินแดนผืนนี้ด้วยความสนเท่ห์
ที่นี่มหัศจรรย์มาก มีสีสันที่สวยสดงดงามหลากหลายชนิด สวยงามยิ่งนัก เป็นที่ที่นางพอใจที่สุดตั้งแต่ผจญภัยกับอันหลินมา
อันหลินสถานที่ที่มีพลังแห่งกฎเกณฑ์ธรรมชาติพิเศษพรรค์นี้น่าปวดหัวที่สุด หากไม่ใช่เพราะเซียวเจ๋อบอกว่าที่นี่มีผลึกต้นกำเนิดดินแดนปรากฏให้เห็นอยู่สูงมาก เขาคงไม่มาที่นี่หรอก
“ไปกันเถอะ!” เซียวเจ๋อนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างไม่ยี่หระ ทุกคนเห็นดังนั้นก็ทำได้แค่ตามไปด้วย
อันหลินข้ามเส้นสีดำเส้นนั้นด้วยความกระวนกระวาย จากนั้นความรู้สึกที่ประหลาดอย่างยิ่งก็เริ่มแผ่คลุมไปทั่วทั้งตัว
ในขณะเดียวกัน เซียวเจ๋อที่อยู่ข้างหน้าสุดชะงักเท้า จู่ๆ ก็หดตัวนิดหน่อย ถอยหลังหลายก้าวแล้วกอดแขนของอันหลินไว้แน่น
อันหลิน “…”
เซียวเจ๋อฝืนยิ้ม ดวงตาสุกใสมองอันหลิน แววตาสั่นระริก ในความพึ่งพาเจือความหวั่นวิตก “อาจารย์ ข้ากลัว…จู่ๆ ข้าก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ท่านให้ข้ากอดแขนได้หรือไม่…”
อันหลิน “…”
“ไม่ต้องกลัวคนดี ข้าเป็นต้นไม้ใหญ่ของเจ้า จะชมพระอาทิตย์ขึ้นกับเจ้าไปทั้งชีวิต...” อันหลินเอ่ยประโยคออกมาอย่างไม่รู้ตัว ในใจเวทนายิ่งนัก
“อ๊าก...” เสียงกรีดร้องที่กังวานดังขึ้น
อันหลินหันหลังมองแล้วเห็นเสวี่ยจ่านเทียนยกปีกขึ้นปิดหน้า สั่นระริกบนพื้น
“สถานที่ที่แม้แต่เซียวเจ๋อก็ไม่รู้สึกปลอดภัยต้องน่ากลัวมากแน่ๆ! ไม่ไหวแล้ว ชีวิตของข้าอาจจะทิ้งไว้ที่นี่ก็ได้!” เสวี่ยจ่านเทียนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว พูดเสียงดังลั่นว่า “สวรรค์เวรตะไลต้องอยากปลิดชีพข้าที่นี่แน่ๆ คิดคดไม่ซื่อ จิตใจหยาบช้า อันตรายมีรอบด้าน ข้าสัมผัสได้ว่า…ข้าจะเสียชีวิต!”
อันหลินเดินเข้าไปแล้วอุ้มเสวี่ยจ่านเทียนแนบอกด้วยมือเดียวแล้วถอนหายใจเบาๆ “น่าสงสารจริงๆ…ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ นายท่านจะบังลมกันฝนให้เจ้าเอง…”
เขายิ้มอย่างอบอุ่นและเห็นใจ ยกเสวี่ยจ่านเทียนขึ้นนิดหน่อยแล้วจุมพิตจมูกที่จิ้มลิ้มผุดผ่องของมัน
เสวี่ยจ่านเทียน “…”
เซียวเจ๋อ “…”
เสวี่ยจ่านเทียนชะงักงัน ดวงตาที่ชุ่มฉ่ำจ้องอันหลินแล้วกรีดร้อง “อ๊าก...นายท่านจะทำให้ข้าสะอิดสะเอียนตายหรือ! คิดคดใจไม่ซื่อ! คิดวิธีจะสังหารอย่างชั่วร้าย หัวใจของข้า…ไม่ไหวแล้ว หัวใจของข้า…”
เสวี่ยจ่านเทียนตกใจจนหายใจรัวเร็ว แทบจะหายใจไม่ออกแล้ว
ทีน่าที่นั่งอยู่บนไหล่ของอันหลินใช้มือขาวผุดผ่องทึ้งผมของอันหลิน ดวงตามีน้ำคลอหน่วย “ยักษ์อันหลิน เจ้าว่าข้าไร้ประโยชน์หรือไม่ ข้าทั้งโง่ทั้งเซ่อ แถมยังเป็นคนบ้านนอกที่โลกแคบ ตัวก็เล็กแบบนี้ ไม่รู้อะไรเลย…”
“ที่ไหนกันล่ะ…เสี่ยวน่า ใครบ้างเล่าที่ไม่เคยไร้เดียงไม่รู้ความบ้าง” อันหลินปลอบโยนยิ้มๆ “เจ้าทำได้ดีมากแล้ว เจ้างดงามและยิ่งใหญ่…”
ทีน่าหดตัว นัยน์ตาหม่นหมอง ใบหน้าอมทุกข์ “แต่นอกจากจะงดงามยิ่งใหญ่แล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลย…”
อันหลิน “…”
เจ้ายังต้องการอะไรอีก
ทาเบอร์เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนฟากฟ้าแล้วชูมือขึ้น “ลูซี่…ใช่เจ้าหรือไม่ ดวงดาวดวงนี้คงจะเป็นเจ้าสินะ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ายังมองดูข้าอยู่…”
ชายฉกรรจ์ที่รูปร่างสูงใหญ่ปิดหน้าร้องไห้แทบจะขาดใจ “ฮือๆ ๆ…ลูซี่! ไหนล่ะครองคู่ไปชั่วชีวิตที่คุยกันไว้ ทำไมเจ้าถึงจากข้าไป…ต่อให้เจ้าจะคอยมองข้าจากบนฟ้าแล้วอย่างไร ข้าไม่เห็นเจ้านี่นา…”
กลุ่มคนที่อารมณ์ด้านลบปะทุทำให้ขวัญและกำลังใจของทีมลดฮวบลง
แต่มีอีกสองคนที่ไม่ค่อยเหมือนใคร
โคโค่สตีฟกับไมรอนกำลังหัวเราะร่า ตบมืออย่างเริงร่า
“ฮ่าๆ ๆ…ดูเจ้าทาเบอร์สิ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ตลกจังเลย ฮ่าๆ ๆ…” ไมรอนหัวเราะจนตัวโยน
โคโค่สตีฟใช้มือพยุงเอวคอดกิ่วของตัวเอง อีกข้างชี้เสวี่ยจ่านเทียนที่ตัวสั่นระริกพลางหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “ฮ่าๆ ๆ…เจ้าลูกกลมๆ นั่นยังพูดอยู่เลยว่าจะตัดสวรรค์เย้ยฟ้า ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ส่วนตอนนี้หงอจนเป็นแบบนี้ ไม่มีใครหงอขนาดนี้เลย! ฮ่าๆ ๆ…”
เสวี่ยจ่านเทียนได้ฟังก็โมโหทันใด กำลังจะระเบิดโทสะ วินาทีต่อมามันก็หดตัวซุกอกอันหลินเชื่องๆ ตัวสนั่นระริก พึมพำเบาๆ ว่า “จะบุ่มบ่ามมุทะลุไม่ได้ นี่เป็นวิธียั่วยุ เป็นกำดับล่อลวงให้ข้าโจมตีแล้วสังหาร...”
อันหลินมองกองทัพที่แตกพ่ายด้วยความเศร้าแล้วทยอยปลอบประโลมทีละคน
อย่างเช่นสร้างมุมมองความรักที่ถูกต้องให้ทาเบอร์ ต่อยเตะโคโค่สตีฟกับไมรอนที่ร่าเริงจนเกินเหตุ ปลอบทีน่า จูบเสวี่ยจ่านเทียน…
เขาเป็นเหมือนคนดีที่ละเอียดเข้าอกเข้าใจ ปลอบโยนสมาชิกทุกคนสุดความสามารถ
จู่ๆ อันหลินก็รู้สึกว่า เหมือนตัวเองจะอบอุ่นขึ้นเยอะเลย
ความรู้สึกแบบนี้…มันดีจริงๆ!