ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 566 อุปสรรคอันน่าสิ้นหวัง
อันหลินขี่ก้อนอิฐเหาะไปทั่วแดนแห่งผลึกหิน พยายามค้นหาผลึกต้นกำเนิดที่เหลือ
เซียวเจ๋อ ทีน่ากับเสวี่ยจ่านเทียนกลายเป็นปลาเค็มหดตัวอยู่ข้างๆ อันหลินอีกครั้ง มีแค่ผีดูดเลือดสามตนที่ล่าอสูรผลึกหินในแดนแห่งผลึกหินไม่หยุดเพราะมีเหตุมาจากเลือดศักดิ์สิทธิ์ หากโชคดีจะได้ผลึกต้นกำเนิดดินแดนหนึ่งก้อน
ล่าเหยื่อในแดนแห่งผลึกหินมาตลอดทั้งวัน ได้ผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทองเพียงก้อนเดียว สีน้ำเงินห้าก้อนรวมถึงสีขาวสิบสามก้อน
อันหลินผิดหวังมาก แต่ก็รู้ดีว่านี่ต่างหากความเร็วปกติของการได้ผลึกต้นกำเนิดดินแดนมาครอง
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เป้าหมายของเขาจะไม่มีทางบรรลุก่อนเขาไปจากเขตดารามายา
“เฮ้อ…ฆ่าคนชิงสัตว์ทรัพย์ง่ายกว่าจริงๆ ด้วย” เขาถอนหายใจเบาๆ
“นายท่าน อย่าไป! ฆ่าคนชิงทรัพย์มันไม่ปลอดภัย!” เสวี่ยจ่านเทียนตัวสั่นงันงก
“ข้าเห็นด้วย เดินอยู่ริมฝั่ง รองเท้าจะไม่เปียกได้อย่างไร” เซียวเจ๋อพูดอย่างเป็นกังวล
อันหลินนวดหว่างคิ้ว ต่อสู้ในสถานที่แบบนี้ สมาชิกครึ่งหนึ่งของทีมแทบจะไม่มีประโยชน์แล้ว…ต่อให้เป็นผีดูดเลือดก็อาศัยเลือดศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างแรงขับเคลื่อน พลังต่อสู่ลดลงครึ่งหนึ่งเป็นอย่างต่ำ ต้องรีบไปจากที่นี่
เขาคิดๆ ดูแล้วก็ตัดสินใจทิ้งความคิดจะยกเค้าแดนแห่งผลึกหิน มุ่งหน้าไปยังอีกฟากของแดนไร้อาลัยอย่างรวดเร็ว เขาจะออกไปที่นี่ เปลี่ยนสถานที่รวบรวมผลึกต้นกำเนิด!
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไปจากที่นี่ จึงรวดเร็วขึ้นเยอะโข พวกเขาเพียงแค่สังหารอสูรที่เจอระหว่างทางก็พอแล้ว ตลอดทางไม่พบเจอกับความอันตราย และไม่เจอโชคดีที่ใหญ่หลวงอะไรเช่นกัน
ขณะที่ทุกคนนึกว่าจะไปถึงอีกฟากของแดนแห่งอารมณ์อนันต์อย่างราบรื่นตลอดทางแบบนี้ กลับคิดไม่ถึงว่าจะเจอกับสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งตรงชายแดน
สิ่งนั้นใหญ่โตมโหฬาร ร่างกายมีขนาดหลายร้อยลี้ มองดูแล้วเหมือนแผ่นดินที่บดบังฟ้าดิน ขวางทางออกของแดนไร้อาลัยอยู่อย่างนั้น
อันหลินร่อนลงหลังก้อนหินก้อนหนึ่งช้าๆ แล้วเงยหน้ามองร่างอันใหญ่ยักษ์นั่น
มองจากภายนอกแล้ว สิ่งนั้นคล้ายวาฬขนาดมหึมาตัวหนึ่ง เนื้อตัวดำขลับเรียบเนียน ผิวหนังลวดลายน้ำที่มีพื้นเป็นสีรุ้งจางๆ ดวงตาสีทองประหนึ่งพระอาทิตย์ที่ลุกโชนส่องให้ฟ้าดินที่มืดมนผืนนี้สว่างไสว ชวนให้รู้สึกไปเองตอนนี้เป็นเวลากลางวัน
“ยักษ์อันหลิน…นี่มันตัวอะไรกันน่ะ ดินแดนนี้มีสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนี้จริงๆ หรือ” ทีน่าตะลึงงันกับสิ่งมีชีวิตมโหฬารที่อยู่ตรงหน้า แม้แต่คำพูดก็เริ่มติดขัดแล้ว
นางทอดมองไป นอกจากดวงตาสีทองของวาฬแล้ว เห็นเพียงผิวดำทะมึน ร่างกายใหญ่โตจนมองไม่เห็นปลายทางแล้ว!
อันหลินส่ายหน้าอย่างเคร่งขรึม ใครจะรู้ว่านั่นมันตัวอะไร แต่สัมผัสกลิ่นอายของวาฬแล้วพบว่ามันมหาศาลถึงขั้นจินตนาการไม่ออก เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ในดินแดนพิศวงที่มีข้อจำกัดทางพลังแห่งกฎเกณฑ์แห่งนี้ ไม่สามารถใช้มิติโลดแล่นได้ และจำต้องข้ามเส้นสีดำตรงหน้าออกไปด้วย มันเป็นเส้นทางเพียงหนึ่งเดียว แต่ตอนนี้ เส้นสีดำเพียงหนึ่งเดียวกลับถูกวาฬขวางไว้…
“พวกเจ้ารู้ไหมว่ามันคืออะไร” อันหลินหันไปถาม
ผีดูดเลือดทั้งสามต่างก็ส่ายหน้าอย่างงุนงง พวกเขาก็ตกใจกับวาฬตัวเขื่องนั่นเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเจอในชีวิต
ตอนนี้เซียวเจ๋อกลับทำหน้าขึงขังแล้วพูดเบาๆ ว่า “อาจารย์ นั่นมันสัตว์มิติ!”
สัตว์มิติเหรอ อันหลินได้ฟังก็ตกใจเล็กน้อย ชื่อนี้เขาเคยได้ยินจากปากของจักรพรรดิจื่อเวย ได้ยินว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่ากลัวอย่างยิ่งในอวกาศ มีพลังกลืนฟ้าเขมือบดินได้
“อีกอย่างสัตว์มิติตัวนี้เกรงว่าจะบรรลุระดับอนัตตาแล้ว ไม่เพียงแต่กลืนมิติได้ แต่ยังสร้างแดนในร่างกายได้ด้วย ความสามารถน่ากลัวยิ่งยวด ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะรับมือได้!” เซียวเจ๋อพูด จู่ๆ ก็หวาดหวั่นใจ กอดแขนอันหลินแน่นแล้วพูดอย่างกระวนกระวายว่า “แปลกมากที่มันปรากฏตัวที่นี่ เหมือนกับว่าแผนการสะเทือนฟ้าบางอย่างกำลังก่อตัว เป้าหมายก็เพื่อขวางทางพวกเรา จากนั้นรีบสังหารพวกเราให้เหี้ยนอยู่ข้างใน!”
อันหลิน “…เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
“นายท่าน ข้าคิดว่าที่เซียวเจ๋อพูดมีเหตุผลมาก มันต้องเป็นกำดับสังหารแน่ๆ!” เสวี่ยจ่านเทียนสั่นระริกในอ้อมอกของอันหลิน เอ่ยเสียงดังสนับสนุน
อันที่จริงอันหลินก็ไม่อยากยุ่งกับสิ่งมีชีวิตระดับนี้ ในใจคิดว่าหลบเลี่ยงดีกว่า
สัตว์มิติเฝ้าประตูอยู่ตรงนี้ ถึงจะไม่ได้เพ่งเล็งพวกเขา แต่ก็ต้องมีแผนการแน่นอน พวกเขาจะวิ่งเข้าไปปะทะซึ่งหน้าอย่างโง่เง่าคงไม่ได้ แบบนั้นไม่ต่างอะไรกับเอาตัวเองไปตายเลย
ชีวิตกับน้องชายอย่างไหนสำคัญ
แน่นอนว่าชีวิตสำคัญกว่าสิ!
ถึงชายชาตรีจะฆ่าได้หยามไม่ได้ เป้าหมายของเขาก็ทำให้สำเร็จในแดนไร้อาลัยได้เหมือนกัน! เพราะแดนไร้อาลัยกว้างใหญ่ขนาดนี้ ยังไม่ได้ค้นหาให้ทั่วเลย ต้องหาผลึกต้นกำเนิดดินแดนสีทองได้จากที่นี่เหมือนกัน!
“ก็ได้ เราถอยกันก่อน...” อันหลินครุ่นคิดครู่หนึ่งก็หันหลังไปพูดกับทุกคน
แต่ทว่าเพิ่งสิ้นคำพูดของเขาก็มีเสียงดังสะเทือนฟ้าดังมาแต่ไกล
อันหลินเงยหน้ามองไปทางสัตว์มิติ มองเห็นร่างที่มีพลังยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้นหลายร่างกำลังพุ่งไปหาสัตว์อสูร เห็นได้ชัดว่าจะเกิดการปะทะกัน
“อืม…ภิกษุสองรูป กับ…กับ…”
ครืน
ภาพพุทธะสีทองก่อตัวกลางอากาศ สูงร่วมสามพันจั้ง ปล่อยหัตถ์ใส่ร่างใหญ่โตมโหฬารที่อยู่ห่างไกล!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น คลื่นโจมตีสีทองแผ่กระจายออกจากผิวดำขลับของวาฬอย่างบ้าคลั่ง ร่างที่มหึมาถูกโจมตีจนทรุดตัวลงไปเป็นรัศมีหลายสิบลี้
สัตว์มิติรูปร่างคล้ายวาฬร้องเบาๆ คลื่นเสียงที่น่ากลัวกลับสะเทือนจนพสุธาแตกระแหง
นัยน์ตาโกรธขึ้งของมันจับจ้องที่ภาพพุทธะสีทองจนมีเปลวไฟทะลักออกมา วาดวงโคจรเปลวเพลิงที่บิดเบี้ยวสองทางกลางเวหาแล้วโจมตีภาพพุทธะสีทองโดยตรง
ตูม พุทธะสีทองอันมโหฬารถูกเปลวไฟแผดเผาจนแหลกสลาย ภิกษุที่อยู่ภายในภาพพุทธะสีทองถอยกรูด ทั้งร่างมีเปลวเพลิงที่ลุกโชนราวกับไม่มีวันมอดดับ
ขณะที่ร่างของภิกษุรูปนั้นลุกเป็นไฟ ผู้ยิ่งใหญ่ชุดดำที่ปกคลุมด้วยหมอกดำปล่อยหมอกสีดำกลืนกินเปลวไฟที่แนบบนร่างกายของภิกษุ
ในเวลาเดียวกัน ภิกษุอีกรูปก็ใช้ไม้คทาชี้ใส่วาฬโดยพลัน
แสงทองแฝงด้วยพลังที่น่ากลัวอย่างยิ่งเส้นหนึ่งแหวกอากาศแล้วพุ่งใส่ดวงตาของวาฬ
ครั้งนี้เสียงคำรามสะเทือนฟ้าดังขึ้น มิติทั้งผืนของฟ้าดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
สัตว์มิติตัวนี้โมโหแล้วจริงๆ ชั่วขณะที่ร่างกายโอนเอนก็มีท่าทีว่าอยากจะขยับตัวแล้ว
หญิงสาวที่มีเท้าขาวผ่องกำลังย่ำอยู่เหนือภาพบงกช หายตัวมาอยู่ตรงหน้าร่างเหล่านั้น ก่อนจะสะบัดใบบัวในมือ ไอน้ำสีชมพูแผ่กระจายไปหลายร้อยลี้ ปกคลุมศีรษะของสัตว์มิติ พลังมายาบางอย่างทำงานแล้ว
จากนั้นนางกับอีกสามคนที่เหลือก็ถอยหลังอย่างรวดเร็ว
“จิ๊ๆ ๆ…ท่าทางพวกเขาจะล่อสัตว์มิติไปแล้ว แต่…พวกเขาประเมินความสามารถของสัตว์มิติต่ำเกินไปแล้ว พลังระดับนี้ยังห่างชั้นอีกไกล” เซียวเจ๋อส่ายหน้ารัวๆ อยู่อีกทาง วางท่าเหมือนคนแก่
อันหลินกลับไม่มีอารมณ์มาวิจารณ์อยู่อย่างนั้น
ภิกษุสองรูปนั้นแค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองพุทธแห่งแดนสุขาวดีตะวันตก ส่วนคนที่ถูกหมอกดำปกคลุมกับเซียนหญิงถือดอกบัวคนนั้นนั่นมันเทพท่องราตรีกับเหอเซียนกูจากสรวงสวรรค์นี่นา!
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ เขาจะเป็นกลุ่มจีนมุงคอยดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้ ต้องลงช่วยพวกเขา!