ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 567 ผู้พิทักษ์อันหลิน
เหอเซียนกูกำดอกบัวถอยกรูดไม่หยุด ไอน้ำสีชมพูก่อตัวเป็นเส้นทางเฉพาะ
สัตว์มิติถูกไอน้ำสีชมพูปกคลุม ขยับร่างกายอันใหญ่ยักษ์คล้ายว่าจะลอยไปกับไอน้ำสีชมพูเหล่านั้นจริง
แต่อึดใจต่อมา สัตว์มิติตัวนั้นก็เริ่มอ้าปาก ความมืดที่ลึกล้ำอย่างไม่สิ้นสุดก่อตัวเป็นกระแสวนที่มโหฬารราวกับจะเขมือบทุกสรรพสิ่ง ดูดทั้งสี่ที่กำลังหนีไม่หยุด
กระแสพลังไหลบ่าอย่างบ้าคลั่ง มิติเริ่มบิดเบี้ยว ทุกสรรพสิ่งในดินแดนล้วนทะลักเข้าไปในปากของสัตว์มิติเป็นรูปทรงกรวย
ทั้งสี่คนคล้ายว่าจะเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งใช้คทาชี้อากาศ ระฆังทองที่แฝงด้วยเจตจำนงแห่งความอิสระสี่อันกระจายอานุภาพสวรรค์อันโชติช่วง คลุมเหอเซียนกู เทพท่องราตรีกับภิกษุสองรูป ตัดขาดแรงดูดเหล่านั้น
ใบหน้าของเซียวเจ๋อกลับเปลี่ยนไปทันใด “แย่แล้ว นี่มันไม่ใช่การเขมือบมิติเพียงเท่านั้น แต่เคลื่อนจิตเปลี่ยนแดนด้วย! ทุกคนระวัง!”
เมื่อเขาย่ำเท้า ภาพมายามังกรดำก็แผ่คลุมทุกคนรวมถึงอันหลินด้วย
ครู่ต่อมา จักรวาลก็พลิกคว่ำ ฟ้าดินทลาย มิติผันแปร
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในรัศมีสามร้อยลี้ถูกพลังมิติอันลี้ลับปกคลุมแล้วหายไปจากที่เดิมในพริบตา
อันหลินยังไม่ทันตั้งตัวก็มาถึงแผ่นดินสีหม่นผืนนี้ จากนั้นก็เป็นพลังบีบอัดมิติอันน่ากลัวถาโถมมา เคราะห์ดีที่ภาพมายามังกรดำปกคลุมไว้ ไม่อย่างนั้นร่างกายของเขาก็ถูกทับจนแบนทันใด
เขารีบมองไปทางพวกเหอเซียนกู พบว่าระฆังทองของพวกเขาแตกร้าวแล้ว ภิกษุที่เสกระฆังทองรูปนั้นถูกพลังที่น่าสะพรึงรุกรานจนหน้าซีดเผือด จวนจะทนไม่ไหวแล้ว
พวกเหอเซียนกูพากันใช้อาคมคุ้มกันกันระนาว แต่ถึงอย่างไรก็ทนแรงบีบอัดมิติที่มากเหลือคณาฝั่งตรงข้ามไม่ได้อยู่ดี
“เสี่ยวเซียว ตอนนี้จะทำอย่างไร” อันหลินถามอย่างร้อนรน
เซียวเจ๋อมองแผ่นดินสีหม่นผืนนี้ สัตว์ประหลาดที่ถูกดูดเข้ามาอย่างไม่รู้ตัวบางส่วนถูกพลังมิติทับจนเละ พลังชีวิตเริ่มไหลสู่มิติแล้ว
เขาขมวดคิ้วว่า “ตอนนี้พวกเราอยู่ในร่างกายของสัตว์มิติแล้ว ปลายทางของมิติในรัศมีสามร้อยลี้ก็คือความว่างเปล่า ไม่ว่าจะหนีอย่างไรก็ไม่มีทางไปถึงปลายทาง พวกเราต้องอดทนให้ถึงการเขมือบครั้งต่อไปของสัตว์มิติ อาศัยอุโมงค์มิติของสัตว์มิติออกไปจากที่นี่”
อันหลินโอนเอนเบาๆ พูดด้วยใบหน้าที่เผือดสีเล็กน้อย “ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ”
ใครจะรู้ว่าสัตว์มิติจะเขมือบครั้งที่สุดตอนไหนกันเล่า! ภายใต้การบีบอัดของมิติอันไม่สิ้นสุดนี้ เกรงว่าไม่นานพวกเขาคงจะกลายเป็นเศษเนื้อแล้ว!
เซียวเจ๋อส่ายหน้า “อาจจะมีวิธีอื่น แต่ที่ข้ารู้มีแค่วิธีเดียว”
ครืน
มิติสั่นสะเทือนขึ้นมาชั่วขณะ จากนั้นวาฬที่เนื้อตัวดำขลับ ดวงตาส่องแสงสีทองก็ปรากฏตัว
ร่างของมันมีขนาดแค่ไม่กี่จั้ง แต่พลังกลับน่ากลัวอย่างยิ่งราวกับก่อตัวจากวัตถุที่ดำมืดที่สุด ชวนให้มองแล้วสั่นสะท้าน
“เอ๊ะ…นี่มันวิญญาณมิติหรือ ไม่คิดว่าในตัวของสัตว์มิติจะมีสิ่งนี้อยู่ด้วย!” ดวงตาของเซียวเจ๋อเป็นประกาย ใบหน้าฉายความตื่นเต้นอย่างที่เห็นได้ยาก
“วิญญาณมิติหรือ มันคืออะไร” อันหลินพูดอย่างสงสัย
“มันเป็นร่างดั้งเดิมฮุ่นตุ้นที่ถือกำเนิดในตัวสัตว์มิติ เทียบเท่าร่างพลังงานของสัตว์มิติ ต้องเขมือบสิ่งมีชีวิตชั้นสูงมากพอแล้วย่อยให้เป็นพลังงาน จึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อาวุธเทวะของบรรพชนสกุลเซียวก็สร้างจากวิญญาณมิตินี่แหละ ยิ่งใหญ่และน่ากลัวอย่างยิ่ง…”
ตอนนี้วาฬสีดำตัวนั้นกำลังมองพวกเหอเซียนกูด้วยแววตาที่แฝงความโกรธเกรี้ยว เห็นได้ชัดว่ายังจดจำเรื่องที่ถูกโจมตีโดยไม่มีสาเหตุเมื่อครู่นี้ได้
ฟิ้ว
หางของมันสะบัดทันใด ร่างกายกลายเป็นภาพมายาสีดำ พุ่งชนภิกษุรูปหนึ่งในพริบตา ภิกษุรูปนั้นก็คือคนที่ใช้คทาทิ่มตามันนั่นเอง!
สีหน้าของภิกษุเปลี่ยนไป ทันใช้คทาปล่อยเถาวัลย์ทองเส้นหนาใหญ่ใส่ภาพมายานั่นเท่านั้น
แต่ทว่าพลังทำลายล้างของเงาดำกลับชนจนเถาวัลย์สีทองให้แหลกละเอียดโดยพลัน จากนั้นก็กระแทกใส่ร่างของภิกษุทันที
โครม ร่างของวาฬชนกับร่างของภิกษุ แรงมหาศาลดันจนร่างของภิกษุบิดเบี้ยว รอยเลือดปรากฏบนผิวหนังอย่างแน่นขนัดราวกับถูกใบมีดนับไม่ถ้วนบาด เลือดทะลักประหนึ่งหมอกสีเลือด!
“ฉางจ้าน!” ภิกษุอีกรูปฟาดไปที่วาฬตัวนั้นอย่างแรง หัตถ์สีทองพุ่งออกไปโจมตีพร้อมกับพุทธานุภาพอันมหาศาลและทรงพลัง ทุกหนแห่งที่ผ่านแหลกเป็นผุยผง
แต่ทว่าวาฬตัวนั้นว่องไวดุจวิญญาณ เคลื่อนย้ายออกไปไกลพันเมตรในพริบตา หลบหลีกการโจมตีของภิกษุ
ดอกบัวในมือเหอเซียนกูส่องแสงโชติช่วง ดอกบัวสีขาวห่อหุ้มฉางจ้านที่บาดเจ็บสาหัสไว้ รักษาอาการบาดเจ็บที่สาหัสของเขา
แค่การโจมตีเดียวก็ทำให้ฉางจ้านระดับหวนสู่ความว่างเปล่าขั้นกลางเจ็บหนัก พลังอันน่ากลัวของวิญญาณทำให้สีหน้าของพวกเหอเซียนกูถมึงทึงอย่างยิ่ง
“เหอเซียนกู ฉางเหอ วาฬตัวนี้แข็งแกร่งเหลือเกิน ไม่อาจเอาชนะได้เลยจริงๆ พวกเราใช้ค่ายกลคุ้มกันร่วมมือกันถ่วงเวลาก่อน รอให้สัตว์มิติเปิดประตูมิติครั้งที่สอง” เทพท่องราตรีกล่าว
ทั้งสามยืนกันคนละมุมโดยไม่ได้นัดหมาย พุทธะสีทองกึ่งโปร่งแสงขนาดใหญ่ปกคลุมพวกเขา เบื้องล่างก็คือดอกบัวที่บริสุทธิ์แข็งแกร่ง โซ่สีดำหลายเส้นพันรอบพุทธะสีทอง พลังพันธนาการและทำลายล้างทำให้มิติแข็งตัวประหนึ่งกำแพงที่ทนทานยากทำลาย
เมื่อวาฬเห็นค่ายกลคุ้มกันของทั้งสาม ร่างดำขลับก็ระเบิดพลังทำลายล้างอันน่ากลัวยิ่งกว่า กลายเป็นเส้นสีดำพุ่งไปหาค่ายกล
โครม
การประสานงาของวาฬและค่ายกลทำให้เกิดการปะทะทางพลังงานที่น่ากลัว สะเทือนแผ่นดินในรัศมีสิบกว่าลี้แตกและทรุดตัว ค่ายกลวูบไหวอย่างรุนแรง เลือดลมของสามคนที่อยู่ในค่ายกลเดือดพล่าน
วาฬเริ่มห่างออกไป มันสะบัดศีรษะแล้วกลายเป็นเส้นสีดำอีกครั้ง พุ่งไปชนค่ายกลด้วยพลังอันมหาศาล
โครม…
ค่ายกลวูบไหวอย่างแรงอีกระยะหนึ่ง เหอเซียนกูที่ค่อนข้างอ่อนแอมีเลือดไหลออกจากมุมปาก
ทั้งสามต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขารู้ว่าตัวเองคงจะตายที่นี่แน่
การพุ่งชนของวาฬไม่มีทางหยุด หากสัตว์มิติไม่อ้าปากเขมือบอีกครั้ง เช่นนั้นความตายจะขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
หลังชนรอบที่สาม ร่างของฉางเหอแห่งเมืองพุทธตัวเซ เริ่มจะต้านไม่ไหวแล้วเช่นกัน
วาฬดำขลับตัวนั้นกลับยังมีกำลังเต็มเปี่ยม ความกระหายฉายวาบในดวงตา ชั่วขณะที่ถอยหลัง พละกำลังก็สั่งสมอีกครั้ง สุดท้ายก็ลากเส้นสีดำกลางอากาศแล้วพุ่งไปชนค่ายกลทันใด
เสี้ยววินาทีนั้นเอง กระบี่โลหะคมกริบเย้ยปฐพีก็แหวกมิติแล้วพุ่งไปจะแทงวาฬตัวนั้นทันที!
วาฬวาดโวงจรเส้นโค้งกลางนภา หลบหลีกการจู่โจมที่เกิดขึ้นกะทันหันด้วยท่าร่างที่พิลึกยิ่ง
ใครน่ะ!
เหอเซียนกู เทพท่องราตรีกับฉางเหอทำหน้าดีใจ ไม่คิดว่าจะมีสหายมีช่วยเหลือในเวลาแบบนี้ หัวใจที่สิ้นหวังมีเปลวไฟแห่งความหวังลุกโชนอีกครั้ง
แต่ทว่า เมื่อพวกเขาพากันจับจ้องไปยังทิศทางของการโจมตี รอยยิ้มกลับเริ่มแข็งค้าง
“ผี…ผีดูดเลือด” เมื่อฉางเหอมองเห็นผู้ยิ่งใหญ่หวนสู่ความว่างเปล่าผมทองตาแดงฉานสามตนที่อยู่ด้านหน้าสุด หัวใจห่อเหี่ยวลงไปกว่าครึ่งแล้ว
เหอเซียนกูกับเทพท่องราตรีก็ทำหน้าตะลึงงันเช่นกัน พวกเขาไม่คิดว่าผู้ที่ลงมือจะเป็นกองทัพของกลุ่มอิทธิพลฝั่งตรงข้าม ผีดูดเลือดเหล่านี้ไม่ได้มาซ้ำเติมกันจริงๆ หรือ
จากนั้นสายตาของเหอเซียนกูก็จับจ้องไปที่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง นัยน์ตาเบิกกว้างอีกครั้ง ในใจตกตะลึงยิ่งกว่า “เทพท่องราตรี เจ้ารีบมองคนคนนั้นสิ คุ้นหน้าเหลือเกิน!”
“หากไม่ใช่ภาพลวงตาละก็ นั่นคงจะเป็นอันหลินกระมัง…” มุมปากของเทพท่องราตรีกระตุกเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ารู้สึกว่าช่างเหลวไหลที่เห็นนักพรตแปลงจิตในที่แบบนี้ ที่สำคัญนักพรตคนนั้นยังนำกลุ่มผีดูดเลือดวิ่งมาทางพวกเขาด้วย ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกยิ่งกว่า
“เหอเซียนกู ท่านเทพท่องราตรี พวกเดียวกัน อย่าตื่นตระหนกไป ข้ามาช่วยพวกท่านแล้ว!” อันหลินโบกมือให้ทั้งสองที่อยู่ห่างไกล
เหอเซียนกูกับเทพท่องราตรีได้ฟังก็ชะงักไปเล็กน้อย ในใจพูดไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร ต่างก็ฉงนสนเท่ห์ แถมยังเป็นความงุนงงในหลากหลายความหมาย
กองทัพตรงหน้านี้มาช่วยพวกเขาจริงหรือ นั่นมันผู้ยิ่งใหญ่ผีดูดเลือดสามตนเชียวนะ!
แต่เห็นท่าทางที่อันหลินถูกทุกคนโอบล้อมอยู่รางๆ เหมือนว่าจะไม่ได้ถูกคุมตัวจริงๆ แต่เป็นตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพ
สรุปก็คือ…อันหลินจะมาช่วยพวกเขาหรือ ผู้พิทักษ์ของพวกเขาคืออันหลินงั้นหรือ